คอลัมน์รายงานพิเศษ: สะพานมิตรภาพไทย-เมียนมาหนุนค้าชายแดน

ข่าวเศรษฐกิจ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562 —หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2562 กรมทางหลวง (ทล.) ได้จัดพิธีเปิดสะพานมิตรภาพไทย-เมียนมา ข้ามแม่น้ำเมย/ตองยิน แห่งที่ 2 อย่างเป็นทาง การ ซึ่งนอกจากจะเป็นการเชื่อม ต่อกับประเทศเพื่อนบ้านแล้ว ยัง รองรับการค้าชายแดนที่มีการเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดปัญหาความแออัดของการจราจรบริเวณสะพานมิตรภาพไทย-เมียนมา แห่งที่ 1 สร้างความไม่สะดวกแก่ประชาชน

สะพานมิตรภาพแห่งที่ 2 ที่เชื่อมต่อระหว่างไทยกับเมียนมา ช่วย ลดระยะเวลาในการเดินทางและขนส่งสินค้า และยังอำนวยความสะดวก ให้กิจกรรมการค้าการลงทุน การท่องเที่ยวระหว่างประเทศ รวมถึงช่วยให้เกิดการพัฒนาเมืองและพื้นที่ตามแนวเส้นทาง เป็นการกระจายความ เจริญสู่พื้นที่ต่างๆ ทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงระบบคมนาคม

นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม เปิดเผยว่า สะพานมิตรภาพไทย-เมียนมา ข้ามแม่น้ำเมย/ตองยิน แห่งที่ 2 และสะพานมิตรภาพไทย-เมียนมา ข้ามแม่น้ำเมย แห่งที่ 1 ทำให้การคมนาคมขนส่งระหว่างกันของทั้ง 2 ประ เทศมีความสะดวกรวด เร็วมากขึ้น นอกจากนี้ยังสามารถเชื่อมต่อไปยังเมืองย่างกุ้งด้วยระยะทาง 280 กิโลเมตร โดยในปี 2561 มูลค่าการค้าชายแดนระหว่างไทยเมียนมา สูงถึง 1.9 แสนล้านบาท โดยเฉพาะบริเวณด่านพรมแดนแม่สอด ที่มีมูลค่าการค้าชายแดนสูงถึง 78,000 ล้านบาท และมีจำนวนรถวิ่งผ่านประมาณ 230,000 คัน/ปี หรือโดยเฉลี่ย 630 คัน/วัน

สำหรับการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำเมย-ตองยิน แห่งที่ 2 ถือเป็นสิ่งที่แสดงถึงความสัมพันธ์ใกล้ชิดทั้งระดับรัฐบาลและประชาชนของทั้ง 2 ประเทศ และถือเป็นตัวอย่างของความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่เป็นรูปธรรม โดยสะพานแห่งนี้ถือเป็นเส้นทางเชื่อมต่อไปยังถนนสายแม่สอด-เมียวดี-เชิงเขาตะนาวศรี-กอกะเร็ก เติมเต็มแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมของอาเซียน ทั้งยังช่วยอำนวยความสะดวกด้านการค้าและการลงทุน

นอกจากนี้ยังเป็นการยกระดับด่านพรมแดนและส่งเสริมการจัดตั้งเมืองคู่แฝดชายแดน สร้างโครงข่ายคมนาคมเพื่อการขนส่งสินค้า ที่ต่อเนื่องตามแนวเส้นทางระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก ที่จะเชื่อมเส้นทางขนส่งสินค้าของเมียนมา ไทย สปป.ลาว และเวียดนาม ซึ่งจะเป็นเส้นทางขนส่งจากทะเลอันดามันไปสู่ทะเลจีนใต้ เปิดประตูการค้าการลงทุนจากเมืองดานัง สู่เมาะลำไย ไปยังภูมิภาคอื่นทั้งจีน อินเดีย และบังกลาเทศ

นายสราวุธ ทรงศิวิไล อธิบดีกรมทางหลวง (ทล.) ให้ข้อมูลว่า สะพานมิตรภาพไทย-เมียนมา ข้ามแม่น้ำเมย แห่งที่ 2 ได้รับการอนุมัติงบประมาณการก่อสร้างสะพาน ถนนเชื่อมต่อฝั่งไทยและถนนเชื่อมต่อฝั่งเมียนมา อาคารด่านฝั่งไทยและฝั่งเมียนมา รวมทั้งค่าจัดกรรมสิทธิ์ที่ดินฝั่งไทย วงเงินรวมทั้งสิ้น 3,900 ล้านบาท แบ่งเป็นค่างานฝั่งไทยจำนวน 2,900 ล้านบาท และค่างานฝั่งเมียนมา จำนวน 1,000 ล้านบาท และในปี 2560 ครม.ได้อนุมัติวงเงินเพิ่มเติมอีกจำนวน 232 ล้านบาท เป็นค่าจัดกรรมสิทธิ์ที่ดินฝั่งไทยและค่าก่อสร้างอาคารด่านพรมแดนทั้งสองฝั่ง เพื่อปรับรูปแบบด้านสถาปัตยกรรมให้เหมาะสมกับเอกลักษณ์ของแต่ละประเทศ รวมงบประมาณที่ใช้ในการดำเนินการทั้งสิ้น 4,132 ล้านบาท โดยรัฐบาลไทยได้ให้ความช่วยเหลือแบบให้เปล่าแก่รัฐบาลสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา

สำหรับสะพานข้ามแม่น้ำเมย แห่งที่ 2 นั้น ตามความเห็นร่วมกันของกรรมาธิการบริหารและบำรุงรักษาสะพานมิตรภาพ แห่งที่ 2 (ไทยเมียนมา) เห็นควรให้รถบรรทุกขนาดใหญ่ตั้งแต่ 6 ล้อ รถโดยสารขนาดกลางและขนาดใหญ่ (13 ที่นั่งขึ้นไป) มาใช้สะพานแห่งนี้ ขณะที่สะพานมิตรภาพแห่งที่ 1 (ไทย-เมียนมา) จะเป็นเส้นทางสัญจรของรถยนต์ส่วนบุคคลและรถโดยสารขนาดเล็ก ซึ่งสะพานข้ามแม่น้ำเมย แห่งที่ 2 นั้น จะเปิดให้บริการเวลา 06.30-18.30 น. (เวลาเมียนมาช้ากว่าไทย 30 นาที)

สำหรับอัตราค่าบริการนั้น ขณะนี้อยู่ระหว่างการรอประกาศกฎกระทรวง ซึ่งคาดว่าจะใช้ระยะเวลาไม่ นาน โดยการใช้สะพาน (ฝั่งไทย) แบ่งเป็น รถ 4 ล้อ (ไม่เกิน 7 ที่นั่ง) ราคา 50 บาท, รถโดย สารขนาดเล็ก (7-12 ที่นั่ง) 100 บาท, รถโดย สารขนาดกลาง (13-24 ที่นั่ง) ราคา 150 บาท, รถโดยสารขนาดใหญ่ (24 ที่นั่งขึ้นไป) ราคา 200 บาท, รถบรรทุก 4 ล้อ ราคา 50 บาท, รถบรรทุก 6 ล้อราคา 250 บาท, รถบรรทุก 10 ล้อ ราคา 350 บาท และรถบรรทุกขนาดใหญ่ (กึ่งพ่วง เทเลอร์) ราคา 500 บาท

อย่างไรก็ตาม ความพิเศษที่ถือเป็นเอกลักษณ์ของสะพาน แห่งนี้คือ "โคมไฟ" ที่ผสมผสานศิลปะของทั้ง 2 ประเทศ โดยนำลวดลายและความอ่อนช้อยของลายกนกซึ่งเป็นศิลปะของไทย มาแต่งเติมสีสันตามแบบฉบับของประเทศเมียนมาคือสีทองและสีเขียว เมื่อติดตั้งทั่วทั้งสะพาน จึงปรากฏเป็นภาพสวยงาม และสะท้อนถึงมิตรภาพที่มีมาอย่างยาวนานของทั้ง 2 ประเทศ

จึงถือได้ว่าสะพานมิตรภาพไทย-เมียนมา ข้ามแม่น้ำเมย แห่งที่ 2 นี้ นอกจากจะแสดงถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นของประเทศไทยและประเทศเมียนมาที่มีมาอย่างยาวนานแล้ว ยังช่วยเติมเต็มโครงสร้าง พื้นฐานด้านคมนาคมเส้นหลักของอาเซียน เป็นส่วนหนึ่งในเส้นทาง ตามแนวระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก (East-West Economic Corridor) ที่เชื่อม 4 ประเทศเข้าด้วยกัน ได้แก่ เมียนมา ไทย ลาว และเวียดนาม ส่งเสริมให้เกิดการเชื่อมโยงระหว่างประเทศทั่วภูมิภาคอย่างไร้รอยต่อ นำมาซึ่งความเจริญทั้งด้านคมนาคมขนส่ง เศรษฐกิจ สังคม ตลอดจนยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณด่านชายแดนทั้ง 2 ประเทศอย่างยั่งยืน.


เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ