คอลัมน์ไทยโพสต์: แม้สถิติการก่อเหตุจะลดลง แต่ยังมีการสูญเสียที่ชายแดนใต้

ข่าวทั่วไป 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562 —หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

ไม่มีใครปฏิเสธว่าเหตุปัจจัยที่ทำให้เกิดสถาน การณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้นมาจากหลายส่วนที่ประกอบกัน บางฝ่ายให้น้ำหนักกับภัยแทรกซ้อน บางฝ่ายวิเคราะห์ว่าเป็นเรื่องผลประโยชน์ของเจ้าหน้าที่รัฐ บางฝ่ายวิเคราะห์ว่าเงื่อนไขความแตกต่างทางศาสนา ประวัติศาสตร์ แต่ปมประเด็นใหญ่ที่น่าจะเป็นต้นตอแห่งความรุนแรงนั่นก็คือ การมีอยู่ของขบวนการก่อความไม่สงบ ที่มีการจัดตั้งสร้างองค์กรเพื่อต่อสู้กับรัฐไทย เพื่อแยกพื้นที่การปกครองเป็นของ ตนเอง เป้าหมายของขบวนการคือ สถาปนาตนเองเป็นผู้ปกครอง

การต่อสู้ที่ถูกเรียกว่าปลดแอกนี้ ไม่ใช่จุดมุ่งหมายจากบุคคลเพียงคนเดียว แต่เป็นอุดมการณ์ร่วมของผู้ที่ ได้รับการถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น สร้างจินตนาการรัฐใหม่ เหมือนเช่นปรากฏการณ์ในส่วนต่างๆ ของโลก โดยพื้นที่เป้าหมายคือ จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพราะมีการเชื่อมโยงผูกพันกันด้วยประวัติศาสตร์รัฐมลายูคาบเกี่ยวกับประเทศเพื่อนบ้าน ส่งผลให้มีปัจจัยด้านการเมืองระหว่างประเทศเข้ามาเกี่ยวข้อง จึงทำให้แกนหลักของกลุ่มแม้จะอยู่นอกประเทศ สามารถบงการ วางแผน สร้างความไม่สงบให้พื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย เพราะมีความใกล้ชิดกับคนไทย

หลังเหตุการณ์ปล้นปืนที่ค่ายปิเหล็ง จังหวัดนราธิ วาส เมื่อ 15 ปีก่อน ทำให้รัฐไทยต้องผ่านประสบการณ์มากมาย ในการแก้ไขปัญหาปรับยุทธวิธีเพื่อรับมือกลุ่มขบวนการ เพราะนอกจากการรบในเชิงยุทธวิธีแล้ว ยังต้องเรียนรู้การเปลี่ยนโครงสร้างของขบวนการและมวลชนมาสนับสนุน ไม่ตกหลุมพรางโดยการใช้ไม้แข็งเข้าปราบปรามจนเหตุการณ์บานปลาย กลายเป็นการเผชิญหน้าระหว่างประชาชนในพื้นที่กับทหาร ใช้กระบวนการทางกฎหมาย การใช้หลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์เข้าดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด ลดเงื่อนไขอื่นที่เกิดจากการซ้อมทรมานผู้ต้องหาที่เคยมีมาในอดีต

หลายปีที่ผ่านมา นับแต่บทเรียนตากใบ นำไปสู่การสูญเสียที่ตันหยงลิมอร์ ทำให้ฝ่ายรัฐเรียนรู้ที่จะรับมือที่จะแยกแยะกลุ่มผู้ก่อเหตุ และชาวบ้าน โดยใช้ไม้แข็งและไม้นวมในการแก้ไขปัญหาอย่างสมดุลขึ้น แม้จะไม่ได้สมบูรณ์แบบ และมีข้อผิดพลาด บกพร่อง ทั้งในส่วนนโยบายและการปฏิบัติ แต่ก็ทำให้สถานการณ์ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ลดระดับลงไป สถิติการก่อเหตุและผู้เสียชีวิตลดลงอย่างต่อเนื่อง ประชาชนในพื้นที่แสดงตัวอยู่ฝ่ายรัฐและเป็นหูเป็นตาในการแจ้งเบาะแส ข่าวสารมากขึ้น

แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า องค์กรหรือขบวนการที่มีจุดมุ่งหมายปกครองตนเองจะปิดตัว และอ่อนล้าไปตามการเปลี่ยนผ่านจากรุ่นสู่รุ่น การปรับยุทธวิธีการต่อสู้โดยนำจุดอ่อนที่เคยต่อสู้มาหลังเหตุปล้นปืน จัดทำแผนปฏิบัติการแบบใหม่เพื่อได้รับชัยชนะในการต่อสู้ในระยะต่อไป ซึ่ง เหตุที่เกิดขึ้นล่าสุดนับแต่ต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา มีการปล้นรถเพื่อไปทำคาร์บอมบ์ที่โรงพักเก่าอำเภอไม้แก่น จัง หวัดปัตตานี และเหตุยิงจุดตรวจของชุดรักษาความปลอด ภัยหมู่บ้าน หรือ ชรบ. ตำบลลำพระยา อำเภอเมือง จังหวัดยะลา

นอกจากการสูญเสียชีวิตของ ชรบ. ซึ่งก็คือชาวบ้านที่ทำหน้าที่ดูแลรักษาพื้นที่ชุมชนของตัวเองแล้ว ยังเป็นการแสดงให้เห็นว่ากลุ่มผู้ก่อความไม่สงบมุ่งกระทำต่อเป้าหมายที่อ่อนแอ ตามที่แม่ทัพภาคที่ 4 ระบุว่า เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี ที่มีการโจมตีจุดตรวจแล้วทำให้กองกำลังฝ่ายพลเรือนเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก สาเหตุที่เลือกเป้าหมายแบบนี้ เพราะเป็นเป้าหมายที่อ่อนแอ เป็นชาวบ้านที่เสียสละ เสร็จจากการทำนาทำไร่ก็มาช่วยตรวจหมู่บ้าน จึงกลายเป็นเป้าหมายหลัก ขณะเดียวกันในระยะหลังคนร้ายหาเป้าที่เป็นทหารลำบากขึ้นมาก เพราะทหารพรานก็ลาดตระเวนตอบโต้

แต่ที่น่าสนใจคือ มีการมองว่ากลุ่มก่อเหตุมีเป้าหมายเป็น ชรบ. เพราะเป็นชาวบ้านซึ่งถือว่าเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ใช้อาวุธสงครามร้ายแรงเข้าก่อเหตุ ประกอบกับแนวร่วมกองกำลังในพื้นที่ยังคงเคลื่อนไหวฝังตัวในหมู่บ้าน สกัดกั้นการไล่ล่า จับกุมของเจ้าหน้าที่เมื่อก่อเหตุกราดยิงที่จุดตรวจ แสดงให้เห็นว่าขบวนการไม่ได้โรยรา อ่อนแรง แต่ยังคงปรับยุทธวิธีต่อสู้กับเจ้าหน้าที่รัฐอยู่ตลอดเวลา

ขณะที่ฝ่ายไทย หน่วยงานในพื้นที่ซึ่งดูแลภาพรวมคือ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า โดยมี พลโทพรศักดิ์ พูลสวัสดิ์ แม่ทัพภาคที่ 4 ทำหน้าที่ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ก็ต้องปรับแผนให้เหมาะสมกับเหตุการณ์ และตัดวงจรไม่ให้เกิดเหตุร้ายต่อชีวิตและทรัพย์สินกับประชาชนในพื้นที่ต่อไป ซึ่งคงต้องใช้ห้วงเวลาหนึ่งเพื่อประเมินจากร่องรอย หลักฐานการก่อเหตุ รวมถึงกลุ่มปฏิบัติการว่าเป็นกลุ่มปฏิบัติการที่มาจากแหล่งใด

อย่างไรก็ตาม การเผชิญหน้าระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐ กับขบวนการก่อความไม่สงบ โดยมีประชาชนในพื้นที่อยู่ระหว่างกลางยังคงมีอยู่ต่อไป โดยมีพื้นที่ปฏิบัติการคือ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ แม้ห้วงที่ผ่านมาจะเห็นถึงความสงบและสันติสุขอยู่เบื้องหน้า สถิติความรุนแรงลดลง จากการตัดวงจรความรุนแรงในพื้นที่ตามห้วงระยะเวลา แต่ไม่ได้มีการแก้ปัญหาที่ต้นตอ เพราะต้นตอไม่ได้อยู่ในเมืองไทยดังนั้นข้อเท็จจริงที่ปรากฏชัดที่สุดและไม่ต้องตีความคือ ยังมีการสูญเสียเกิดขึ้นกับประชาชนตาดำๆ ในพื้นที่.


เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ