การเปรียบเทียบประสิทธิภาพการผลิตข้าวและข้าวโพดของไทยกับประเทศคู่แข่ง

ข่าวราชการ มติคณะรัฐมนตรี -- จันทร์ที่ 3 กรกฎาคม 2543 20:32:00 น.
ทำเนียบรัฐบาล--3 ก.ค.--นิวส์สแตนด์

คณะกรรมการรัฐมนตรีว่าด้วยนโยบายเศรษฐกิจรับทราบรายงานการเปรียบเทียบประสิทธิภาพการผลิตข้าวและข้าวโพดของไทยกับประเทศ

คู่แข่ง ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ สรุปได้ดังนี้

1. ข้าว
1.1 เปรียบเทียบผลผลิตและการส่งออกข้าวของประเทศที่สำคัญ
ตารางที่ 1 ประเทศผู้ผลิตข้าวสำคัญของโลกปี 2542/43

ประเทศ          ปริมาณ (ล้านตันข้าวเปลือก)       ลำดับที่                 สัดส่วน

จีน                    201.43                  1                   34.27

อินเดีย                 126.76                  2                   21.56

อินโดนีเซีย               50.79                  3                    8.64

เวียดนาม                30.00                  4                    5.10

บังคลาเทศ               29.25                  5                    4.98

ไทย                    23.33                  6                    3.97

ทั่วโลก                 587.79                                     100.00

ตารางที่ 2 ประเทศผู้ส่งออกข้าวสำคัญของโลกปี 2542

ประเทศ          ปริมาณ (ล้านตันข้าวสาร)           ลำดับที่                สัดส่วน

ไทย                 6.10                        1                  24.92

เวียดนาม             4.50                        2                  18.38

จีน                  2.80                        3                  11.44

สหรัฐอเมริกา          2.75                        4                  11.23

อินเดีย               2.40                        5                   9.80

ปากีสถาน             18.0                        6                   7.35

ทั่วโลก              24.48                                          100.00

ประเทศไทยเป็นประเทศผู้ผลิตข้าวมากลำดับ 6 ของโลก แต่เป็นผู้ส่งออกข้าวลำดับหนึ่งของโลกนับจากปี

2523 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน
1.2 เปรียบเทียบผลผลิตต่อไร่ของข้าวไทยกับประเทศคู่แข่งขัน

เวียดนามและสหรัฐฯ คือ ประเทศผู้ส่งออกข้าวอันดับรองจากไทย จึงถือว่าเวียดนามและสหรัฐฯ เป็นคู่แข่ง

ที่สำคัญของไทย

เมื่อเปรียบเทียบผลผลิตต่อไร่ของทั้งไทย เวียดนาม และสหรัฐฯ พบว่าไทยมีผลผลิตต่อไร่ต่ำสุด

1.3 แนวโน้มการผลิตและการส่งออกของข้าวไทย

ที่ผ่านมาผลผลิตข้าวไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทั้งข้าวนาปีและนาปรัง ถึงแม้พื้นที่ปลูกข้าวนาปีจะมีแนวโน้มลดลง

แต่ผลผลิตข้าวนาปียังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นผลจากการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต อย่างไรก็ตามประสิทธิภาพการผลิตของข้าวนาปียังอยู่ในระดับที่ต่ำ

กว่าข้าวนาปรัง

ในด้านการส่งออก การส่งออกทั้งในรูปของข้าวและผลิตภัณฑ์มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทั้งในด้านปริมาณและมูลค่า

โดยการส่งออกข้าวสารมีการขยายตัวสูงกว่าการส่งออกผลิตภัณฑ์ข้าว
1.4 ปัจจัยที่มีผลต่อผลผลิตต่อไร่ของข้าวไทย

1) วิธีการคำนวณผลผลิตต่อไร่  การคิดผลผลิตต่อไร่โดยเฉลี่ยขึ้นอยู่กับว่าจะคิดผลผลิตต่อไร่ของพื้นที่เพาะปลูก

หรือผลผลิตต่อไร่ของพื้นที่เก็บเกี่ยว โดยเฉพาะในปีที่สภาพดินฟ้าอากาศมีความแปรปรวน วิธีการคิดทั้งสองวิธีจะให้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกันมาก โดยปกติแล้ว

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบในด้านข้อมูลการเกษตร จะนำเสนอผลผลิตต่อไร่ของพื้นที่เพาะปลูก เพราะเป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นภาพ

โดยเฉลี่ยของการผลิตทั้งหมดแต่ต่างประเทศคำนวณผลผลิตต่อไร่โดยเฉลี่ยจากเนื้อที่เก็บเกี่ยว จึงเป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้ผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่ของไทยกับของ

ต่างประเทศมีความแตกต่างกันมาก

2) ความเหมาะสมของสภาพพื้นที่ การทำนามีอยู่ทั่วทุกภาคของประเทศ แต่ร้อยละ 56 ของพื้นที่นาทั่วประเทศ

อยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นที่ ๆ ไม่เหมาะสมต่อการทำนา เนื่องจากปัญหาในเรื่องดินซึ่งมีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ และปริมาณฝนน้อยกว่า

ทำให้ผลผลิตต่อไร่ของข้าวในภาคตะวันออกเฉียงเหนืออยู่ในระดับต่ำสุด โดยเฉลี่ยเพียงไร่ละ 280 กิโลกรัม ในขณะที่ภาคกลางซึ่งมีพื้นที่เหมาะสม

ส่วนใหญ่จะมีผลผลิตเฉลี่ยไร่ละ 467 กิโลกรัม โดยเฉพาะในจังหวัดที่มีพื้นที่ที่หมาะสมจะให้ผลผลิตได้สูงถึง 600 - 700 กิโลกรัม

แต่เนื่องจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีสัดส่วนของพื้นที่ทำนามากกว่าครึ่งหนึ่งของพื้นที่ทำนาทั่วประเทศ จึงทำให้ผลผลิตโดยเฉลี่ยของทั้งประเทศ

อยู่ในระดับต่ำ

3) แหล่งน้ำ น้ำเป็นสิ่งสำคัญที่สุดต่อการเจริญเติบโตของข้าว แต่เนื่องจากพื้นที่ทำนาของไทยถึงร้อยละ 76

เป็นพื้นที่นาในเขตน้ำฝน ซึ่งมีความเสี่ยงต่อการขาดน้ำ แต่พื้นที่นาชลประทานที่ให้ผลผลิตต่อไร่สูงมีเพียงร้อยละ 24 โดยส่วนใหญ่จะอยู่ในภาคเหนือ

และภาคกลางเท่านั้น ทำให้ผลผลิตต่อไร่โดยเฉลี่ยอยู่ในระดับต่ำ

4) พันธุ์ข้าว พันธุ์ข้าวที่ใช้ในประเทศไทยมีหลายสิบชนิดตามความนิยมของเกษตรกร และตามข้อจำกัด

ของสภาพพื้นที่ แต่ข้าวเหนียว ข้าวขาวดอกมะลิ และข้าวพันธุ์พื้นเมือง เป็นข้าวพันธุ์ไวแสง ซึ่งมีข้อจำกัดในเรื่องการเจริญเติบโต ตอบสนองต่อปุ๋ยน้อย

และให้ผลผลิตต่ำ แต่เป็นข้าวที่มีรสชาดดี เป็นที่ต้องการบริโภคของประชาชนโดยทั่วไป รวมทั้งเป็นที่ต้องการของตลาดต่างประเทศด้วย ซึ่งเกษตรกร

ส่วนมากนิยมปลูกข้าวเพื่อบริโภคในครัวเรือนจึงมักจะเลือกพันธุ์ข้าวที่ปลูกโดยคำนึงถึงรสชาดมากกว่าผลผลิตต่อไร่ ซึ่งก็เป็นสาเหตุหนึ่งทำให้ข้าวไทย

เป็นที่ชื่นชอบของตลาดโลก

1.5 ต้นทุนการผลิต ผลผลิตต่อไร่มิใช่ตัวชี้วัดถึงประสิทธิภาพการผลิตที่จะบ่งบอกถึงศักยภาพในการแข่งขันการส่งออก

แต่ต้นทุนการผลิตจะเป็นสิ่งที่ชี้ให้เห็นถึงขีดความสามารถในการแข่งขันที่แท้จริง เมื่อเปรียบเทียบถึงต้นทุนการผลิตข้าวไทยกับคู่แข่ง พบว่าต้นทุนการผลิต

ต่อไร่ของข้าวนาปีของไทยอยู่ในระดับต่ำสุด ในขณะที่สหรัฐฯ มีค่าใช้จ่ายต่อไร่สูงสุด แต่เมื่อคิดเป็นต้นทุนต่อตัน ข้าวเวียดนามจะมีต้นทุนต่อหน่วยต่ำสุด

แต่ข้าวไทยมีข้อได้เปรียบข้าว เวียดนามในเรื่องของคุณภาพที่ดีกว่าทั้งในด้านกายภาพและรสชาด ดังนั้น หากจะพิจารณาความสามารถในการแข่งขัน

ของข้าวไทยจากการเปรียบเทียบต้นทุนการผลิตและหากการส่งออกข้าวของประเทศคู่แข่งขันตั้งอยู่บนพื้นฐานที่เท่าเทียมกัน คือ ทุกประเทศไม่มีการอุดหนุน

การส่งออก ข้าวไทยจะมีขีดความสามารถในการแข่งขันที่สูงเพียงพอ
2. ข้าวโพด

2.1 แนวโน้มการผลิตและการใช้ข้าวโพดของไทย เนื่องจากพื้นที่ปลูกข้าวโพดมีการแข่งขันกับพืชอื่น โดยเฉพาะอ้อยซึ่ง

เป็นพืชที่มีความเสี่ยงน้อยกว่าการปลูกข้าวโพดทั้งในด้านการผลิตและการตลาด ทำให้พื้นที่เพาะปลูกข้าวโพดในช่วง 10 ปีที่ผ่านมามีแนวโน้มลดลง

แต่ปริมาณผลผลิตโดยรวมยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เนื่องจากประสิทธิภาพการผลิตเพิ่มขึ้น จากการที่ความต้องการใช้ขาวโพดที่เพิ่มขึ้น ทำให้การส่งออกข้าวโพด

ของไทยมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่องและรุนแรงมากขึ้น ขณะเดียวกันการนำเข้าก็เพิ่มขึ้นในระดับเดียวกัน จึงกล่าวได้ว่าปัจจุบันข้าวโพดเป็นพืชที่ผลิต

เพื่อใช้ในประเทศเท่านั้น

2.2 เปรียบเทียบผลผลิตต่อไร่ของไทยกับประเทศสหรัฐอเมริกา สหรัฐฯ เป็นประเทศผู้ผลิตและส่งออกข้าวโพดรายใหญ่

ของโลก โดยมีส่วนแบ่งการตลาดในด้านการผลิตและการส่งออกถึงร้อยละ 40 และ 67 ตามลำดับ ในขณะที่ประเทศไทยมีผลผลิตเพียงปีละ 4 - 5

ล้านตัน เท่านั้น ด้วยความแตกต่างในเรื่องสภาพพื้นที่และเทคโนโลยีที่ใช้ สหรัฐฯ จึงมีผลผลิตต่อไร่ของข้าวโพดที่สูงกว่าของไทยมาก

2.3 ปัจจัยที่มีผลต่อผลผลิตต่อไร่ของข้าวโพดไทย

1) วิธีการคำนวณ การคิดผลผลิตต่อไร่ต่อเนื้อที่เพาะปลูกและผลผลิต ต่อไร่ต่อพื้นที่เก็บเกี่ยวจะให้ค่า

ที่แตกต่างกัน เนื่องจากในการผลิตแต่ละปีจะมีพื้นที่ ๆ ได้รับความเสียหายโดยเฉพาะจากการที่เกิดฝนทิ้งช่วง แต่เพื่อเป็นการแสดงสภาพข้อเท็จจริง

ของสถานการณ์ข้าวโพดโดยรวม สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรจึงเสนอข้อมูลเกี่ยวกับข้าวโพดในลักษณะของผลผลิตต่อพื้นที่เพาะปลูก ทำให้ผลผลิตต่อ

ไร่ต่ำกว่าที่คำนวณโดยเฉลี่ยด้วยพื้นที่เก็บเกี่ยวอย่างที่สหรัฐฯ ดำเนินการ

2) ความเหมาะสมของสภาพพื้นที่ ข้าวโพดเป็นพืชที่ปลูกในเขตน้ำฝนทั้งหมด แต่ปริมาณน้ำในช่วงข้าวโพด

ออกดอกเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการผลิต พื้นที่ปลูกข้าวโพดหลายแห่งอยู่ในเขตที่มีฝนทิ้งช่วงบ่อยครั้ง ทำให้ประสิทธิภาพการผลิตต่ำ โดยเฉลี่ยแล้ว

การปลูกข้าวโพดในพื้นที่ไม่เหมาะสม จะให้ผลผลิตต่อไร่แตกต่างจากการปลูกในพื้นที่ที่เหมาะสมถึงไร่ละประมาณ 130 - 150 กิโลกรัม

3) พันธุ์ข้าวโพด เมล็ดพันธุ์ที่ใช้เป็นพันธุ์ลูกผสม (Hybrid) ซึ่งให้ผลผลิตสูงมีคุณภาพสม่ำเสมอจนเป็นที่ยอมรับ

ของเกษตรกร แต่ราคาเมล็ดพันธุ์ก็อยู่ในระดับสูง ทำให้เกษตรกรบางกลุ่มไม่สามารถจะใช้เมล็ดพันธุ์ลูกผสมเหล่านี้ได้ แม้พื้นที่เพาะปลูกจะลดลง

แต่หากสามารถช่วยให้เกษตรกรใช้เมล็ดพันธุ์ดีได้ทั้งหมด ผลผลิตต่อไร่ของไทยก็จะเพิ่มขึ้นได้อีกมาก

2.4 ต้นทุนการผลิต ผลผลิตต่อไร่ของข้าวโพดสหรัฐฯ อยู่ในระดับที่สูงกว่าของไทย แต่เมื่อคิดเป็นต้นทุนการผลิตต่อกิโลกรัม

แล้วจะเห็นว่าข้าวโพดไทยมีต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่าข้าวโพดสหรัฐฯ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าศักยภาพการผลิตข้าวโพดของไทยสามารถแข่งขันได้ แต่การที่ข้าว

โพดสหรัฐฯ สามารถส่งออกได้ในราคาถูก เกิดจากการที่รัฐบาลให้การอุดหนุนการผลิตแก่เกษตรกรทั้งในรูปของ Loan Rate และ Direct Payment

และยังมีการอุดหนุนการส่งออกอีกส่วนหนึ่งด้วย ดังนั้น การเปรียบเทียบการผลิตและการส่งออกของข้าวโพดสหรัฐฯ กับข้าวโพดไทย หากปราศจากการ

ใช้วิธีการให้เงินอุดหนุนหรือตั้งอยู่บนพื้นฐานเดียวกันแล้ว การผลิตข้าวโพดของเกษตรกรไทยยังมีขีดความสามารถเพียงพอที่จะแข่งขันกับประเทศอื่นได้

--ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ชุดนายชวน  หลีกภัย)--วันที่ 3 ก.ค. 2543--
-สส-
ADVERTISEMENT
ข่าวที่เกี่ยวข้อง