ธ.ออมสิน เผยดัชนีเชื่อมั่นเศรษฐกิจฐานรากโดยรวมเม.ย. 44.9 มองฟื้นตัวค่อยเป็นค่อยไป ยังกังวลภัยแล้ง-ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ

ข่าวเศรษฐกิจ Wednesday May 18, 2016 10:55 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

นายชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจ ธุรกิจ และเศรษฐกิจฐานราก ธนาคารออมสิน เปิดเผยถึงดัชนีความเชื่อมั่นเศรษฐกิจฐานราก (Grassroots Economic Sentiment Index : GSI) เดือนเม.ย.59 ว่า อยู่ที่ระดับ 44.9 ซึ่งการที่ดัชนีความเชื่อมั่นเศรษฐกิจฐานรากโดยรวมยังต่ำกว่าระดับปกติที่ 50 สะท้อนว่าประชาชนในระดับฐานรากยังคงเห็นว่าสถานการณ์เศรษฐกิจโดยรวมยังฟื้นตัวไม่มากนัก โดยปัจจัยเรื่องปัญหาภัยแล้ง/ฝนทิ้งช่วง และราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำ ถือว่าเป็นตัวบั่นทอนความเชื่อมั่นในระดับภาพรวมของประชาชนในระดับฐานราก

ขณะเดียวกัน ดัชนีความเชื่อมั่นเศรษฐกิจฐานรากในปัจจุบัน อยู่ที่ระดับ 43.5 สะท้อนให้เห็นว่าภาวะเศรษฐกิจและการจ้างงานยังไม่ฟื้นตัวมากนัก และการที่ดัชนีความเชื่อมั่นเศรษฐกิจฐานรากต่อสถานการณ์ในอนาคตอยู่ที่ระดับ 46.2 สะท้อนให้เห็นว่าประชาชนในระดับฐานรากมีความเชื่อมั่นมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ยังคงมีความกังวลเกี่ยวกับความผันผวนของเศรษฐกิจโลกและการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในอนาคต

"ศูนย์วิจัยฯ คาดการณ์ว่าการบริโภคของประชาชนในระดับฐานรากจะฟื้นตัวได้ไม่มากนักในอนาคตอันใกล้นี้ เนื่องจากประชาชนมีความวิตกกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ความไม่แน่นอนของการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลก แต่การฟื้นตัวของการบริโภคน่าจะค่อยๆ ปรับตัวดีขึ้นในช่วงกลางไตรมาสที่ 2 หากสถานการณ์ความผันผวนของเศรษฐกิจโลกและปัญหาภัยแล้งคลี่คลายได้เร็วกว่าที่คาดการณ์เอาไว้" นายชาติชาย ระบุ

ศูนย์วิจัยฯ ยังได้สำรวจความคิดเห็นของประชาชนในระดับฐานรากที่มีต่อนโยบายของภาครัฐ โดยในส่วนของการได้รับประโยชน์จากมาตรการของรัฐนั้น พบว่าประชาชนในระดับฐานรากส่วนใหญ่ได้รับผลประโยชน์จากมาตรการเร่งรัดการใช้จ่ายสำหรับพัฒนาตำบลละ 5 ล้านบาท มากที่สุด (ร้อยละ 76.6) รองลงมาคือ มาตรการช่วยเหลือผู้ประสบภัยธรรมชาติปี 55-57 (สำรองจ่ายฉุกเฉิน) (ร้อยละ 72.9) มาตรการปล่อยกู้กองทุนหมู่บ้านสำหรับผู้มีรายได้น้อย (ร้อยละ 71.7) และมาตรการสินเชื่อสำหรับ SME ผ่านธนาคารออมสิน (ร้อยละ 70.8)

ส่วนมาตรการที่ได้รับประโยชน์น้อยที่สุด คือ โครงการแก้ไขปัญหายางพาราทั้งระบบ (ร้อยละ 67.7) โดยมาตรการของรัฐมีผลบวกต่อครัวเรือนในเรื่องภาระหนี้ที่ลดลงมากที่สุด รองลงมา คือ ต้นทุนการผลิตลดลง และการจับจ่ายใช้สอยเพิ่มขึ้น

ขณะเดียวกัน เมื่อสอบถามความคิดเห็นของประชาชนในระดับฐานรากว่าเศรษฐกิจของประเทศจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติและขยายตัวได้เมื่อใด ประชาชนในระดับฐานรากคาดว่าเศรษฐกิจไทยจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติและขยายตัวในช่วงหลังปี 2560 (ร้อยละ 42.2) รองลงมา คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะกลับสู่ภาวะปกติและขยายตัวได้ในช่วงปี 2560 (ร้อยละ 30.8) และร้อยละ 27 คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวกลับสู่ภาวะปกติและขยายตัวได้ในช่วงไตรมาสที่ 4 ปี 2559

ทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นเศรษฐกิจฐานราก (GSI) จัดทำขึ้นเพื่อให้ธนาคารออมสิน และหน่วยงานอื่นๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน ใช้ติดตามภาวะเศรษฐกิจฐานราก และใช้เป็นสัญญาณเตือนภัยล่วงหน้า เพื่อที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะได้รับรู้ปัญหา และสามารถหาแนวทางในการป้องกัน/แก้ไขปัญหาที่จะเกิดขึ้นได้อย่างทันท่วงที

โดยดัชนีฯ ที่สร้างขึ้นจะเป็นเครื่องชี้ที่สะท้อนความรู้สึกของประชาชนในระดับฐานราก (หรือกลุ่มคนที่มีรายได้ไม่เกิน 15,000 บาท) ที่มีต่อเศรษฐกิจทั้งในปัจจุบันและในช่วง 6 เดือนข้างหน้า โดยหากค่าดัชนีสูงกว่าระดับ 50 แสดงว่าประชาชนในระดับฐานราก มีความเห็นว่าภาวการณ์ด้านนั้นๆ จะ "ดีขึ้นหรืออยู่ในระดับที่ดี" ในทางตรงกันข้าม ถ้าหากค่าดัชนีต่ำกว่าระดับ 50 แสดงว่าประชาชนในระดับฐานรากมีความเห็นว่าภาวการณ์ด้านนั้นๆ จะ "แย่ลงหรืออยู่ในระดับที่ไม่ดี"

นายชาติชาย กล่าวว่า ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจ ธุรกิจ และเศรษฐกิจฐานราก คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งแรกของปี 2559 จะขยายตัวอยู่ที่ระดับ 3.0% จากนั้นจะค่อยๆ ปรับตัวดีขึ้นในครึ่งหลังของปี โดยคาดว่าจะยังขยายตัวอยู่ในระดับเฉลี่ย 3.5% ส่งผลให้ทั้งปี 2559 เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวที่ระดับ 3.2%

สำหรับปัจจัยที่มีส่วนช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจไทยในปี 2559 คือ ภาคการท่องเที่ยวที่ยังคงมีแนวโน้มขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง การเบิกจ่ายงบลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของภาครัฐ ตลอดจนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐผ่านโครงการต่างๆ เช่น การเติมเงินให้กับกองทุนหมู่บ้าน, มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยว, มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจช่วงสงกรานต์, โครงการบ้านประชารัฐ ตลอดจนงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม (งบกลางปี)

ส่วนข้อจำกัดและปัจจัยเสี่ยงต่อเศรษฐกิจไทยในปีนี้ คือ การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าหลักมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าที่คาดไว้ ปัญหาภัยแล้ง ฝนทิ้งช่วงยังมีความรุนแรงเช่นเดียวกับปีที่ผ่านมา, ประเทศคู่ค้าหลักใช้นโยบายการเงินที่แตกต่างกัน ส่งผลให้ทำให้ค่าเงินบาทเกิดความผันผวน และเป็นอุปสรรคต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ, การลงทุนใหม่ของภาคเอกชนยังมีความไม่แน่นอนสูง และสัดส่วนหนี้ครัวเรือนยังอยู่ในระดับสูง มีผลทำให้อำนาจซื้อภาคครัวเรือนลดต่ำลง


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ