ตลท.จัดงานโชว์ศักยภาพ บจ.ไทย ย้ำความเชื่อมั่นต่างชาติ, บล.มั่นใจครึ่งปีหลังฟื้น

ข่าวหุ้น-การเงิน Tuesday April 22, 2014 17:36 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

นายจรัมพร โชติกเสถียร กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(ตลท.) เปิดเผยว่า ตลท.ร่วมกับ บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย)จัดงาน SET–Thai Corporate Day 2014 ภายใต้แนวคิด “Discovering Thai Value Stocks" เป็นครั้งแรกวันที่ 6-7 พ.ค.นี้ เพื่อเป็นเวทีให้ผู้ลงทุนต่างประเทศได้พบกับผู้บริหารระดับสูงของ บจ.ไทยที่มีผลประกอบการดีมีทิศทางการดำเนินธุรกิจที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง และอยู่ในความสนใจของผู้ลงทุน

ขณะนี้มี บจ. ตอบรับเข้าร่วมงานแล้ว 35 บริษัท คิดเป็นมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (market capitalization) รวม 2.66 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 21.2% ของทั้งตลาด (ข้อมูล ณ วันที่ 21 เมษายน 2557)

"ตลท.มุ่งขยายการลงทุนจากต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ด้วยการนำผู้ลงทุนต่างชาติเข้ามาพบ บจ. ไทย และการนำ บจ. ไทยเดินทางไปพบผู้ลงทุนต่างชาติ เพื่อแสดงศักยภาพ บจ. และตลาดทุนไทย ซึ่งภายหลังผลการดำเนินงานของ บจ. ประจำปี 2556 ล่าสุดสะท้อนให้เห็นว่า บจ. ไทยมีการเติบโตอย่างแข็งแกร่ง"นายจรัมพร กล่าว

งาน SET – Thai Corporate Day 2014 เป็นโรดโชว์ที่นำผู้ลงทุนต่างชาติเข้ามาพบ บจ. ในประเทศไทย (inbound roadshow) ที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ จัดเพิ่มเติมจากการจัด งาน Thailand Focus ที่จัดเป็นประจำทุกปี ซึ่งงาน SET – Thai Corporate Day เน้นกลุ่ม บจ. ขนาดกลางและขนาดเล็ก ที่มีศักยภาพนำเสนอข้อมูลทิศทางธุรกิจในช่วงครึ่งปีแรก (หรือไตรมาสแรก) โดยตรงกับผู้ลงทุนสถาบัน ในรูปแบบการประชุมร่วมระหว่างผู้ลงทุน (one-on-one) กับ บจ. พร้อมจัดเสวนาให้ข้อมูลด้านทิศทางเศรษฐกิจและการลงทุนในตลาดทุนไทย โดยเชิญวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิทั้งจากภาครัฐและภาคเอกชนซึ่งเป็นองค์กร ร่วมให้ข้อมูลด้วย

นายจรัมพร กล่าวว่า ผลประกอบการของ บจ.ในช่วงไตรมาส 1/57 ที่ผ่านมายังมีการเติบโตได้ เนื่องจาก บจ.ของไทยมีการปรับตัวได้ค่อนข้างดี โดยหากเข้าไปดูในกลุ่มที่เน้นการส่งออกยังมีการเติบโตที่ดี และมองว่าสถานการณ์ทางการณ์เมืองในปัจจุบัน หากสามารถหาทางออกและผ่านไปได้ เชื่อว่าดัชนีตลาดหุ้นไทยก็จะกลับมาสู่ภาวะปกติได้ในระยะเวลาที่ไม่นานนัก เนื่องจากเศรษฐกิจไทยยังมีพื้นฐานที่เข็งแกร่ง และปัจจุบันเงินทุนต่างชาติเริ่มกลับมาในประเทศตลาดเกิดใหม่ ซึ่งก็รวมถึงไทยด้วย

นางภัทธีรา ดิลกรุ่งธีระภพ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) กล่าวว่า ในปีนี้เป็นปีที่ประเทศไทยได้รับผลกระทบจากปัญหาทางการเมือง ทำให้ผู้ลงทุนทั้งไทย และ ต่างประเทศ ต้องการความเชื่อมั่นในการเข้ามาลงทุน จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับสภาวะธุรกิจ และ สถานะทางการเงินของบริษัทจดทะเบียนให้กับผู้ลงทุนอย่างละเอียด และชัดเจน เพื่อให้ผู้ลงทุนสามารถประเมินผลกระทบได้อย่างถูกต้อง อีกทั้งสามารถประเมินมูลค่าที่เหมาะสมของบริษัทจดทะเบียนที่ลงทุนอยู่ หรือ สนใจจะลงทุน

งาน SET-Thai Corporate Day 2014 จะช่วยจุดประกายความสนใจต่อการลงทุนในตลาดหุ้นไทยให้กลับมาคึกคักอีกครั้งหนึ่ง โดยเฉพาะจากผู้จัดการกองทุนต่าง ๆ ทั้งในทวีปยุโรป อเมริกา และ เอเชีย ซึ่งให้การตอบรับมาร่วมงานครั้งนี้เป็นอย่างดี ซึ่งแสดงให้เห็นว่าตลาดหุ้นไทยยังคงเป็นตลาดหุ้นที่น่าจับตามองเป็นอย่างยิ่งในสายตาผู้จัดการกองทุนต่างประเทศ

"การนำ บจ. ขนาดกลางและเล็ก เข้ามาเสนอข้อมูลในครั้งนี้ เพราะเราเห็นว่า บจ. เหล่านี้มีการเติบโตที่ดี แต่ยังไม่เป็นที่รู้จักกับผู้ลงทุน หรือบริษัทจัดการกองทุนต่างๆ มากนัก ส่วน บจ. ใหญ่ที่ไม่ได้มานำเสนอครั้งนี้ เพราะว่า บจ. ใหญ่ๆส่วนมากนักลงทุนทั้งสถาบัน และนักลงทุนรายย่อยก็จะรู้จักกันดีอยู่แล้ว เราจึงต้องหา บจ.ใหม่ๆเข้ามานำเสนอเพื่อเป็นแนวทางใหม่ๆในการเข้าไปลงทุน"นางภัทธีรา กล่าว

นางภัทธีรา กล่าวต่อว่า การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ช่วงนี้เป็นช่วงที่น่าสนใจ เนื่องจากราคาหุ้นถือว่าอยู่ในระดับที่ต่ำ ในขณะเดียวกันมองว่าแนวโน้มเศรษฐกิจเริ่มปรับตัวดีขึ้นแล้ว จากตัวเลขการชี้วัดเศรษฐกิจต่างๆเริ่มกลับมาดี อาทิ ตัวเลขการส่งออก การจับจ่ายใช้สอย โดยหากไตรมาส 2/57 ตัวเลขต่างๆไม่ออกมาต่ำกว่าไตรมาส 1/57 ก็ชี้ให้เห็นว่าตลาดหุ้นไทยน่าจะผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว

นอกจากนี้ หากสถานการณ์ต่างๆกลับมาดีขึ้น และไม่มีปัจจัยลบใหม่ๆเข้ามา ขณะที่แนวโน้มเศรษฐกิจคาดว่าจะกลับมาดีขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง ส่งผลให้เชื่อว่ามูลค่าการซื้อขายรวมของตลาดหลักทรัพย์(วอลุ่ม)จะกลับมาสู่ภาวะปกติในช่วงครึ่งปีหลังที่ราว 4-5 หมื่นล้านบาท/วัน จากปัจจุบันตลาดหุ้นค่อนข้างซบเซามีวอลุ่มเฉลี่ยเพียง 3 หมื่นล้านบาท/วัน

นางวรวรรณ ธาราภูมิ นายกสมาคมบริษัทจัดการลงทุน และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.บัวหลวง กล่าวว่า แนวโน้มการลงทุนของกองทุนตราสารหนี้หลังจากนี้คาดว่าจะยังขยายตัวเพิ่มขึ้น แม้ว่าจะมีการแข่งขันเพื่อดึงเงินฝากระหว่างธนาคารขนาดใหญ่ ส่วนปัจจัยในประเทศ เมื่อพิจารณาจากปัญหาทางการเมือง เศรษฐกิจ และแนวโน้มภาวะหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มขึ้นสูง คาดว่าธนาคารต่างๆจะเข้มข้นมากขึ้นในการปล่อยสินเชื่อ ดังนั้น โอกาสที่ธนาคารจะผลักดันผู้ฝากเงินให้มาลงุนในกองทุนรวมตราสารหนี้จึงมีมากขึ้นด้วยในปีนี้ โดยอาจจะต่อเนื่องไปจนถึงปี 58

ด้านกองทุนหุ้นปีนี้ มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง เพราะผู้ลงทุนจำนวนมากเริ่มเรียนรู้การลงทุนในตลาดหุ้นผ่านกองทุน LTF และเห็นประโยชน์ของการลงทุนระยะยาว โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่อายุ 30-44 ปี ซึ่งเริ่มมีฐานการเงินที่มั่นคง มีเงินเหลือสำหรับออม น่าจะลงทุนเพิ่มเติมในกองทุนหุ้นทั่วไปมากขึ้น นอกเหนือไปจากการลงทุนใน RMF/LTF ที่มีเพดานอยู่ที่ 15% ของรายได้ที่สามารถลงทุนได้

สำหรับการประชุมของ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในวันพรุ้งนี้ คาดว่าจะยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 2% เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยนโยบายในระดับนี้เป็นระดับที่เหมาะสม ขณะที่มองว่าการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในระยะเวลานี้ไม่ได้ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ