TU เผยกำไรใน Q3/59 หด 1.9% รับผลต้นทุนวัตถุดิบสูง แต่ยอดขายทำนิวไฮต่อเนื่อง

ข่าวหุ้น-การเงิน Tuesday November 8, 2016 11:20 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

บมจ.ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป (TU) รายงานยอดขายรวมของกลุ่มบริษัทในไตรมาส 3/59 เพิ่มขึ้น 7.7%จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน สามารถทำยอดขายรวมสูงสุดเป็นประวัติการณ์ได้ถึง 35,128 ล้านบาท หรือ 1 พันล้านเหรียญสหรัฐในไตรมาสนี้ นับเป็นไตรมาสที่สองติดต่อกันที่บริษัท สามารถรายงานยอดขายสูงสุดเป็นประวัติการณ์

ขณะที่กำไรขั้นต้นลดลงไตรมาส 3/59 มาที่ 14.1% เมื่อเทียบกับ 17.3% ในไตรมาส 3/58 โดยกำไรขั้นต้นที่ลดลงเป็นผลมาจากวัตถุดิบปลาแซลมอนมีราคาสูงต่อเนื่อง และราคาวัตถุดิบปลาทูน่าที่สูงกว่าที่คาดไว้ ในขณะที่มีผลขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยนเท่ากับ 30 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม การควบคุมต้นทุนต่าง ๆ อย่างเข้มงวด มีส่วนช่วยลดผลกระทบจากราคาวัตถุดิบที่สูงและผลขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยนดังกล่าว ทำให้อัตราค่าใช้จ่ายในการขายและการบริหารต่อยอดขายเท่ากับ 8.7% ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำที่สุดในรอบ 4 ปี รวมทั้งเป็นผลกระทบที่ไม่เกี่ยวกับการดำเนินงาน ดังนั้น กำไรสุทธิยังคงอยู่ในระดับคงที่อยู่ที่ 1,594 ล้านบาท ลดลงเพียง 1.9%จากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา "ตัวเลขยอดขายในไตรมาสนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการผลิตภัณฑ์ของเราที่มีอยู่สูง ถึงแม้ว่าสถานการณ์ของตลาดยังมีความท้าทายในเรื่องวัตถุดิบและสภาพเศรษฐกิจที่ไม่ดีอย่างต่อเนื่องในตลาดหลากหลายแห่งทั่วโลก ถึงแม้สถานการณ์จะเป็นเช่นนั้น เรายังสามารถทำกำไรได้อย่างแข็งแกร่ง แม้จะมีข้อจำกัดด้านตลาดมากยิ่งขึ้น" นายธีรพงศ์ จันศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร TU กล่าว

นายธีรพงศ์ กล่าวว่า ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 59 ยอดขายจากแบรนด์ของ TU ยังคงที่เช่นเดิมคือคิดเป็น 43%ของยอดขายทั้งหมด ที่เหลือมาจากธุรกิจรับจ้างผลิต สำหรับยอดขายธุรกิจอาหารทะเลแช่เยือกแข็งและแช่เย็นประจำไตรมาส 3/59 เพิ่มขึ้นถึง 15.1 พันล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 14.7%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็นผลมาจากการรวมกิจการของเชซ์ นูส์ (Chez Nous) เข้าเป็นส่วนหนึ่งของ TU นอกจากนี้ การส่งออกกุ้งของบริษัทดีขึ้น รวมทั้งการรวมรายได้จาก รูเก้น ฟิช (Rugen Fisch) ในประเทศเยอรมนี นอกจากนี้ยอดขายจากสินค้าอาหารสัตว์เลี้ยงและสินค้ามูลค่าเพิ่ม ก็เพิ่มขึ้น 5,257 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 28.3% จากปีที่แล้ว

ในเดือน ต.ค.นี้ TU ได้ลงทุนเชิงกลยุทธ์ใน เรด ล็อบสเตอร์ ซึ่งเป็นเครือข่ายภัตตาคารอาหารทะเลที่ใหญ่ที่สุดในโลก คิดเป็นมูลค่าประมาณ 575 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยเข้าถือหุ้น 25% ของบริษัท และถือเป็นหน่วยลงทุนหุ้นบุริมสิทธิอายุ 10 ปีที่สามารถเปลี่ยนเป็นหุ้นสามัญได้อีก 24% ในอนาคต นอกจากนี้ บริษัทยังซื้อเพิ่ม (หุ้นส่วนน้อย) ประมาณ 18% ของบริษัทในเครือ ชิคเก้น ออฟ เดอะ ซี โฟรเซ่นฟู้ดส์ (Chicken of the Sea Frozen Foods) ส่งผลให้ปัจจุบัน TU ถือหุ้น 100% ในบริษัทดังกล่าว

ในช่วงระยะเวลา 9 เดือนที่ผ่านมา (ม.ค.-ก.ย.59) ยอดขายในสหรัฐอเมริกายังคงมีบทบาทสำคัญต่อรายได้ของบริษัทอย่างต่อเนื่อง คิดเป็น 39% ของยอดขายทั้งหมด ตลาดในประเทศคิดเป็น 8%ของยอดขายทั้งหมด ในขณะที่ตลาดยุโรปคิดเป็น 33% ของยอดขายทั้งหมด เพิ่มขึ้นจาก 29.4% ในปี 58 ทั้งปี ยอดขายในญี่ปุ่นคิดเป็น 6%ของยอดขายทั้งหมด


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ