ทริสฯ เพิ่มอันดับเครดิตองค์กร PTG เป็น “BBB+"จาก“BBB" ด้วยแนวโน้ม “Stable"

ข่าวหุ้น-การเงิน Tuesday February 14, 2017 13:29 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

ทริสเรทติ้งเพิ่มอันดับเครดิตองค์กรของ บมจ. พีทีจี เอ็นเนอยี (PTG) เป็นระดับ “BBB+" จากเดิม “BBB" ด้วยแนวโน้ม “Stable" หรือ “คงที่"

อันดับเครดิตที่เพิ่มขึ้นสะท้อนถึงผลการดำเนินงานของบริษัทที่ดีขึ้นและส่วนแบ่งทางการตลาดที่เพิ่มขึ้นในธุรกิจค้าน้ำมันสำเร็จรูป โดยอันดับเครดิตยังคงสะท้อนประวัติการดำเนินงานของบริษัทในธุรกิจค้าปลีกน้ำมันสำเร็จรูป ตลอดจนประสิทธิภาพในการควบคุมค่าใช้จ่าย และการมีเครือข่ายสถานีบริการน้ำมันสำเร็จรูปอยู่ทั่วประเทศ อย่างไรก็ตาม อันดับเครดิตดังกล่าวถูกลดทอนบางส่วนจากลักษณะของธุรกิจค้าน้ำมันที่มีอัตรากำไรต่ำและการแทรกแซงจากภาครัฐในธุรกิจค้าปลีกน้ำมันโดยเฉพาะในช่วงที่ราคาน้ำมันปรับตัวเพิ่มขึ้น

แนวโน้มอันดับเครดิต “Stable" หรือ “คงที่" สะท้อนถึงการคาดการณ์ว่าบริษัทจะสามารถดำรงสถานะทางการตลาดในธุรกิจค้าปลีกน้ำมันสำเร็จรูปเอาไว้ได้ และคาดว่าบริษัทยังคงสามารถบริหารและควบคุมค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานในช่วงการขยายธุรกิจได้

ปัจจัยที่มีผลในเชิงลบต่ออันดับเครดิตของบริษัท ได้แก่ กรณีที่ค่าการตลาดของบริษัทลดลงเป็นระยะเวลานานหรือกรณีที่บริษัทไม่สามารถควบคุมค่าใช้จ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพในช่วงการขยายธุรกิจ นอกจากนี้ การลงทุนจำนวนมากที่ทำให้อัตราส่วนหนี้สินรวมต่อส่วนของผู้ถือหุ้นสูงเกินกว่า 2 เท่าและกระแสเงินสดรองรับการชำระหนี้อ่อนแอลงอย่างต่อเนื่องยังเป็นปัจจัยเชิงลบต่ออันดับเครดิตของบริษัทด้วย ในขณะที่ปัจจัยเชิงบวกต่ออันดับเครดิตของบริษัท ได้แก่ กรณีที่กระแสเงินสดจากการดำเนินงานสูงขึ้นและความสามารถในการชำระหนี้ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ หรือกรณีที่บริษัทประสบความสำเร็จในการกระจายแหล่งรายได้

PTG ก่อตั้งในปี 2531 ภายใต้ชื่อ บริษัท ภาคใต้เชื้อเพลิง จำกัด โดยประกอบกิจการศูนย์จำหน่ายน้ำมันสำเร็จรูป ต่อมาในปี 2535 บริษัทเริ่มเข้าสู่ธุรกิจค้าปลีกน้ำมันสำเร็จรูปโดยการเปิดสถานีบริการน้ำมันภายใต้เครื่องหมายการค้า “PT" บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในปี 2556 และ ณ สิ้นเดือนพฤศจิกายน 2559 กลุ่มผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัทประกอบด้วยกลุ่มครอบครัวรัชกิจประการ (33.5%) นายศักดิ์อนันต์ วิจิตรธนารักษ์ (13.3%) และกลุ่มครอบครัววชิรศักดิ์พานิช (8.8%) บริษัทบริหารสถานีบริการน้ำมันภายใต้เครื่องหมายการค้า “PT" ทั่วประเทศจำนวน 1,306 แห่ง ณ เดือนกันยายน 2559 ซึ่งคิดเป็นประมาณ 5% ของจำนวนสถานีบริการน้ำมันทั้งหมดในประเทศไทย

ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2559 บริษัทจำหน่ายน้ำมันสำเร็จรูปในปริมาณรวมทั้งสิ้น 2,126 ล้านลิตร โดยประมาณ 75% ของปริมาณที่จำหน่ายดำเนินการผ่านสถานีบริการที่บริษัทเป็นเจ้าของและดำเนินการเอง (COCO) อีกประมาณ 12% จำหน่ายผ่านสถานีบริการที่ตัวแทนจำหน่ายเป็นเจ้าของและดำเนินการ (DODO) และส่วนที่เหลืออีก 13% จำหน่ายโดยตรงให้แก่กลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรม ความสามารถในการแข่งขันของบริษัทมาจากระบบการจัดการขนส่งน้ำมันและการบริหารสินค้าคงคลังที่มีประสิทธิภาพ โดยบริษัทเป็นเจ้าของรถบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่รวมทั้งสิ้น 407 คันและมีศูนย์ส่งน้ำมันสำเร็จรูป (คลังน้ำมัน) จำนวน 9 แห่ง ณ สิ้นเดือนกันยายน 2559

สถานะทางการตลาดของบริษัทแข็งแกร่งขึ้นในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา โดยส่วนแบ่งทางการตลาดของธุรกิจค้าน้ำมันสำเร็จรูปของบริษัทเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงปี 2556 จนถึงช่วง 9 เดือนแรกของปี 2559 ส่วนแบ่งทางการตลาดของบริษัทในด้านยอดขายน้ำมันเชื้อเพลิง (ไม่รวมก๊าซหุงต้ม หรือแอลพีจี) เพิ่มขึ้นจาก 3.8% ในปี 2555 เป็น 6.8% ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2559 ซึ่งการขยายสถานีบริการและปริมาณการจำหน่ายน้ำมันสำเร็จรูปของสถานีเดิมของบริษัทที่เพิ่มขึ้นส่งผลให้บริษัทมีส่วนแบ่งทางการตลาดสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

บริษัทได้ขยายสถานีบริการอย่างต่อเนื่องจนส่งผลให้มีจำนวนสถานีบริการเพิ่มขึ้นจาก 739 แห่งในปี 2556 เป็น 1,407 แห่ง ณ สิ้นปี 2559 โดยบริษัทขยายสถานีประมาณ 200 แห่งต่อปีในช่วงปี 2557-2558 และขยาย 257 แห่งในปี 2559 บริษัทส่งเสริมการจำหน่ายน้ำมันสำเร็จรูปให้เพิ่มมากขึ้นผ่านระบบบัตรสมาชิก PT MAX Card โดย ณ สิ้นเดือนกันยายน 2559 บริษัทมีจำนวนสมาชิก PT MAX Card ทั้งสิ้น 5.1 ล้านราย

บริษัทมียอดจำหน่ายน้ำมันสำเร็จรูปเติบโตสูงกว่ายอดจำหน่ายของผู้ค้าน้ำมันสำเร็จรูปรายอื่นในช่วงปี 2556 จนถึงช่วง 9 เดือนแรกของปี 2559 ซึ่งเป็นผลมาจากการขยายจำนวนสถานีบริการ ปริมาณขายของสถานีบริการเดิมที่มีการเติบโตสูงโดยได้รับแรงผลักดันจากราคาน้ำมันสำเร็จรูปที่ยังคงอยู่ระดับต่ำและแผนการส่งเสริมการขายของบริษัท ทั้งนี้ ยอดจำหน่ายน้ำมันสำเร็จรูปของบริษัทเติบโต 17.3% ในปี 2557 และเติบโต 20.9% ในปี 2558 ในขณะที่ยอดจำหน่ายน้ำมันสำเร็จรูปของผู้ค้าน้ำมันรายอื่นไม่ได้เติบโตขึ้นหรือเติบโตเพียงเล็กน้อย

สำหรับช่วง 9 เดือนแรกของปี 2559 บริษัทจำหน่ายน้ำมันสำเร็จรูปในปริมาณรวมทั้งสิ้น 2,126 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 29.3% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า ในขณะที่การใช้น้ำมันสำเร็จรูปในประเทศไทยเติบโต 6.9% ค่าการตลาดของบริษัทดีขึ้นเป็น 1.79 บาทต่อลิตรในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2559 จาก 1.60 บาทต่อลิตรในปี 2557 และ 1.69 บาทต่อลิตรในปี 2558 ค่าการตลาดเพิ่มขึ้นเนื่องจากในปี 2558-2559 ราคาขายน้ำมันสำเร็จรูปในประเทศไทยมีการปรับเปลี่ยนตามต้นทุนน้ำมันได้ดีขึ้นและยังเป็นผลมาจากยอดขายจากสถานีบริการ COCO ซึ่งมีค่าการตลาดที่สูงกว่ามีสัดส่วนสูงขึ้น

บริษัทมีกำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) ในปี 2558 อยู่ที่ 1,718 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 33.1% จากปี 2557 และ EBITDA ยังเติบโตเป็น 1,964 ล้านบาทในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2559 เพิ่มขึ้น 70.8% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า

อัตราการก่อหนี้ทางการเงินของบริษัทสูงขึ้น แต่ก็ยังอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ นอกจากการลงทุนเพื่อขยายสถานีบริการแล้ว บริษัทยังได้ขยายการลงทุนไปสู่ธุรกิจอื่นที่เกี่ยวข้องเพื่อสนับสนุนธุรกิจหลักของบริษัทด้วย บริษัทลงทุนในโครงการปาล์มน้ำมัน (Palm Complex) เพื่อสร้างความมั่นคงทางด้านการจัดหา B100 เพื่อนำมาใช้ผสมกับน้ำมันสำเร็จรูปของบริษัท บริษัทยังถือหุ้นในสัดส่วน 24% ใน บริษัท อาม่า มารีน จำกัด (มหาชน) และถือหุ้นในสัดส่วน 9.55% ใน บริษัท ขนส่งน้ำมันทางท่อ จำกัด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งน้ำมันสำเร็จรูป อัตราส่วนเงินกู้รวมต่อโครงสร้างเงินทุน (ปรับปรุงแล้ว) ของบริษัทเพิ่มสูงขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 62% ณ สิ้นเดือนกันยายน 2559 จาก 48.1% ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2558 แม้ว่าจะมีภาระหนี้เพิ่ม แต่ระดับสภาพคล่องและกระแสเงินสดรองรับการชำระหนี้ของบริษัทยังอยู่ในระดับที่น่าพอใจ บริษัทมีอัตราส่วนเงินทุนจากการดำเนินงานต่อเงินกู้รวม (ปรับปรุงด้วยตัวเลข 12 เดือนย้อนหลัง) เท่ากับ 31.7% ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2559 เมื่อเทียบกับช่วงปี 2556-2558 ซึ่งอยู่ที่ 42%-58% อัตราส่วนกำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายต่อดอกเบี้ยจ่ายอยู่ในระดับ 7.6 เท่า (ปรับปรุงแล้ว) เทียบกับในช่วงปี 2556-2558 ซึ่งอยู่ที่ระดับ 8.8-10.5 เท่า

ในช่วงปี 2560–2562 บริษัทมีแผนการขยายสถานีบริการ COCO จำนวน 350-400 แห่งต่อปี คาดว่าจะใช้เงินลงทุนประมาณ 4,000-5,000 ล้านบาทต่อปี สำหรับธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับค้าปลีกน้ำมันสำเร็จรูป บริษัทจะขยายการลงทุนเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางด้านแหล่งเชื้อเพลิง โดยมีแผนการลงทุนในโครงการเอทานอลมูลค่า 270 ล้านบาท รวมทั้งจะขยายไปสู่โครงการให้บริการซ่อมบำรุงรถเพื่อเพิ่มรายได้บริการอีกด้วย บริษัทวางแผนจะบริหารอัตราส่วนหนี้สินรวมต่อส่วนของผู้ถือหุ้นให้คงอยู่ในระดับต่ำกว่า 2 เท่าในช่วงที่มีการขยายธุรกิจ กระแสเงินสดของบริษัทคาดว่าจะเพิ่มขึ้นตามจำนวนสถานีบริการที่เพิ่มขึ้น บริษัทจะได้รับประโยชน์จากการเติบโตของอุปสงค์น้ำมันสำเร็จรูปภายในประเทศ ซึ่งได้รับปัจจัยสนับสนุนจากเศรษฐกิจในประเทศที่ฟื้นตัวเป็นลำดับ และราคาน้ำมันสำเร็จรูปที่ยังถือว่าอยู่ในระดับไม่สูงนัก

ทั้งนี้ ทริสเรทติ้งคาดว่าในช่วงระหว่างปี 2559-2562 อัตราส่วนเงินกู้รวมต่อโครงสร้างเงินทุนของบริษัทจะอยู่ที่ประมาณ 60%-65% ในขณะที่อัตราส่วนกำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายต่อดอกเบี้ยจ่ายจะอยู่ในระดับ 6-7 เท่า และอัตราส่วนเงินทุนจากการดำเนินงานต่อเงินกู้รวมจะอยู่ในระดับ 25%-30%


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ