โบรกฯเชียร์"ซื้อ"PTTGC มองกำไร Q1/60 โตโดดเด่น,อัพไซด์เพิ่มซื้อปิโตรฯ PTT-ส่งบ.ลูกเข้าตลาดหุ้น

ข่าวหุ้น-การเงิน Wednesday April 12, 2017 15:12 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

โบรกเกอร์ แนะ"ซื้อ"หุ้น บมจ.พีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTTGC) หลังมองกำไรในไตรมาส 1/60 มีโอกาสเติบโตโดดเด่น จากธุรกิจปิโตรเคมีที่แข็งแกร่ง แม้ธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันยังทรงตัว ขณะที่มองราคาผลิตภัณฑ์โพลีเอทิลีน (PE) จะยังคงแข็งแกร่งในปีนี้จากกำลังผลิตใหม่ที่เข้าสู่ตลาดอาจล่าช้ากว่ากำหนด หนุนผลกำไรขยายตัวต่อเนื่อง แม้กำไรในไตรมาส 2 อาจจะอ่อนตัวลงบ้างจากการหยุดซ่อมบำรุงโรงงานปิโตรเคมี แต่ทั้งปีนี้ภาพรวมการใช้กำลังการผลิตยังมากกว่าในปีก่อนที่มีการหยุดซ่อมบำรุงทั้งตามแผน และไม่เป็นไปตามแผนค่อนข้างมาก

ขณะที่การจะเข้าซื้อธุรกิจปิโตรเคมีจากกลุ่ม บมจ.ปตท.(PTT) มูลค่า 2.63 หมื่นล้านบาท จะช่วยเพิ่มกำไรได้ปีละ 2.4 พันล้านบาท และคาดว่าจะทำให้โบรกเกอร์ต่าง ๆ มีโอกาสปรับเพิ่มราคาเป้าหมายขึ้นอีกราว 5 บาท/หุ้น

ราคาหุ้น PTTGC พักเที่ยงอยู่ที่ 73.25 บาท เพิ่มขึ้น 0.25 บาท (+0.34%) ขณะที่ดัชนีหุ้นไทย เพิ่มขึ้น 0.27%

          โบรกเกอร์                    คำแนะนำ                ราคาเป้าหมาย (บาท/หุ้น)
          เคจีไอ (ประเทศไทย)             ซื้อ                         83.00
          กรุงศรี                         ซื้อ                         82.00
          โกลเบล็ก                       ซื้อ                         77.00
          เมย์แบงก์ กิมเอ็ง(ประเทศไทย)      ซื้อ                         82.00
          เอเซีย พลัส                     ซื้อ                         80.80
          ไอร่า                          ซื้อ                         82.00

นายสุทธิชัย คุ้มวรชัย นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) กล่าวว่า ภาพระยะสั้นของ PTTGC ในช่วงไตรมาส 1/60 ยังมีทิศทางที่ดี โดยคาดว่ากำไรจากการดำเนินงานจะเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน และงวดปีก่อน จากสายธุรกิจโอเลฟินส์ที่ราคาผลิตภัณฑ์หลักอย่าง HPDE และ Butadiene (BD) ที่แข็งแกร่ง ขณะที่สายธุรกิจอะโรเมติกส์ ราคาผลิตภัณฑ์พาราไซลีน (PX) ก็ปรับตัวดีขึ้นจากไตรมาส 4/59 ขณะที่ธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันยังทรงตัว

ส่วนภาพทั้งปีนี้คาดว่า PTTGC จะมีผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นจากปีก่อน จากการใช้กำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้น หลังในปีก่อนมีหยุดซ่อมบำรุงโรงงานค่อนข้างมาก รวมถึงการหยุดซ่อมบำรุงนอกแผนด้วย ขณะที่ราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยในปีนี้ก็มีแนวโน้มสูงขึ้นกว่าปีก่อน โดยประมาณการราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยในปีนี้ที่ราว 55 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล จากกว่า 40 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรลในปีที่แล้ว ทำให้ PTTGC ได้รับประโยชน์จากการที่เป็นผู้ผลิตปิโตรเคมีที่ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นวัตถุดิบในการผลิต (gas base) ซึ่งจะทำให้ได้มาร์จิ้นที่สูงขึ้นด้วย

"ภาพระยะสั้นธุรกิจโรงกลั่นทรง ๆ แต่ธุรกิจ 2 ตัวดีขึ้นมาในแง่ผลประกอบการไม่ได้ดูแย่ ยังโอเคอยู่ ส่วน bottom line ยังไม่แน่ใจ เพราะยังมีเรื่องเกี่ยวกับสต็อกน้ำมันเพราะในไตรมาส 4/59 มี stock gain เยอะ เรามองตัวนี้เป็นตัวที่น่าสนใจ ถ้าในภาพของปีนี้ เมื่อเทียบกับปีที่แล้วที่โดนผลกระทบจากการหยุดเดินเครื่องเยอะ ปีที่แล้วยังมี un plant shutdown ก็คาดว่าจะไม่เกิดขึ้นในปีนี้ ด้วยความต่อเนื่องการผลิตจากการที่มีการ maintenance ดีขึ้น ทำให้คาดว่าปีนี้การใช้กำลังการผลิตดีขึ้น...ด้วยมาร์จิ้นที่ดีขึ้น วอลุ่มดีขึ้น เรามองภาพรวมปีนี้เมื่อเทียบกับปีที่แล้วก็เป็นตัวหนึ่งที่มี growth ที่ดี"นายสุทธิชัย กล่าว

นายสุทธิชัย กล่าวถึงการที่ PTTGC จะเข้าซื้อสินทรัพย์ปิโตรเคมีสายโพลีโพรพิลีน (PP) ของ PTT นั้น เชื่อว่าจะทำให้ PTTGC ได้รับประโยชน์จากการที่มีผลิตภัณฑ์ที่ครบวงจรมากขึ้น และยังมีโอกาสต่อยอดจากผลิตภัณฑ์เหล่านี้ไปยังผลิตภัณฑ์อื่นที่มีความหลากหลายมากขึ้นด้วย แต่เบื้องต้นประเมินว่ากรณีดังกล่าวไม่ได้สร้าง Upside ต่อสินทรัพย์ที่ PTTGC มีอยู่ในปัจจุบันมากนัก

ขณะที่ บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) ระบุว่า ฝ่ายวิจัยฯ บล.เคจีไอ ประเทศไต้หวัน ออกบทวิเคราะห์รายงานผลประกอบการไตรมาส 1/60 ของกลุ่ม Formosa เติบโตกว่าคาด และเติบโตเด่นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ทั้งจากสายธุรกิจอะโรเมติกส์ และสายโอเลฟินส์ ดังนั้น ทำให้คาดแนวโน้มผลประกอบการของ PTTGC ซึ่งทำธุรกิจปิโตรเคมีทั้ง 2 สาย มีโอกาสที่ผลการดำเนินงานจะโตเด่นไปในทิศทางเดียวกับกลุ่ม Formosa ขณะที่ฝ่ายวิจัยฯ และ Consensus มีโอกาสปรับเป้าหมายขึ้นอีกราว 5 บาท หลังจากที่ประชุมผู้ถือหุ้นอนุมัติเข้าซื้อธุรกิจปิโตรเคมีจากกลุ่ม PTT ในวงเงินทั้งสิ้นราว 2.63 หมื่นล้านบาท

ด้านบทวิเคราะห์ บล.โกลเบล็ก ระบุในทิศทางเดียวกันว่า PTTGC มี Upside จากการซื้อธุรกิจปิโตรเคมีจากกลุ่ม PTT ซึ่งจะเริ่มโอนในเดือนต.ค.60 คาดว่าจะช่วยเพิ่มกำไรได้ราวปีละ 2.4 พันล้านบาท ซึ่งยังไม่ได้ถูกรวมอยู่ในประมาณการ ขณะเดียวกัน PTTGC ยังเตรียมนำ บมจ.โกลบอลกรีนเคมิคอล (GGC) เข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นปีนี้ด้วย

ขณะที่คาด PTTGC จะมีกำไรปี 60 อยู่ที่ 2.68 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 5% จากปีก่อน และมีแนวโน้มปรับเพิ่มประมาณการกำไร โดยได้รับผลบวกจากธุรกิจอะโรเมติกส์ที่ส่วนต่างผลิตภัณฑ์ปรับตัวขึ้นทั้ง PX และเบนซีน (BZ) ที่ปรับขึ้น 19% และ 23% นับตั้งแต่ต้นปี และธุรกิจโอเลฟินส์ที่ราคาผลิตภัณฑ์ HDPE, LDPE และ LLDPE ปรับตัวตัวขึ้น 5% ,4% และ 13% นับตั้งแต่ต้นปี

และ บล.กรุงศรี ระบุในบทวิเคราะห์ โดยคาดว่า PTTGC จะรายงานกำไรสุทธิในไตรมาส 1/60 ออกมาประมาณ 1.15 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 20% จากไตรมาสก่อน และ 144% จากงวดปีก่อน มาจากการเติบโตอย่างแข็งแกร่งของธุรกิจปิโตรเคมีจากแรงหนุนของราคา PE, Butadiene และ MEG spread ที่เพิ่มขึ้น ช่วยชดเชยผลกระทบจากธุรกิจโรงกลั่นที่ชะลอตัวตามค่าการกลั่น (GRM) ที่คาดว่าจะลดลงจาก 6.6 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรลในไตรมาส 4/59 เป็น 6.0 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล

ราคาขายกลุ่มผลิตภัณฑ์ PE ทั้ง HDPE, LLDPE, LDPE เพิ่มขึ้น 2-8% จากไตรมาสก่อน และ 7-19% จากงวดปีก่อน ขณะที่สเปรด ของ Butadiene และ MEG เพิ่มขึ้นเท่าตัวเมื่อเทียบไตรมาสก่อน เป็น 2,100 เหรียญสหรัฐ/ตัน และ 370 เหรียญสหรัฐ/ตัน ซึ่งช่วยหนุนให้กำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 1 พันล้านบาท และหนุนอัตรากำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย,ภาษี,ค่าเสื่อมและค่าตัดจำหน่าย (EBITDA margin) ของธุรกิจโอเลฟินส์เพิ่มเป็น 30% สูงสุดนับตั้งแต่ไตรมาส 1/56

อย่างไรก็ตาม โมเมนตัมของกำไรอาจจะอ่อนลงในไตรมาส 2/60 จาก BD spread ที่ลดลง และการปิดซ่อมบำรุงตามกำหนดของโรงโอเลฟินส์ I4/1 เป็นเวลา 39 วัน แต่ราคา PE ยังแข็งแกร่งในปีนี้ เพราะการเริ่มผลิตของกำลังผลิตใหม่ในตลาดซึ่งมากถึง 7 ล้านตันน่าจะช้ากว่ากำหนด ขณะที่ได้เพิ่มสมมติฐาน PX และ BZ ขึ้นเพื่อสะท้อนถึงราคา และสเปรดที่แข็งแกร่ง ส่งผลให้ประมาณการกำไรปี 60 เพิ่มขึ้นอีก 7.4%


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ