(เพิ่มเติม) TCMC คาดเข้าซื้อกิจการพรมในฮ่องกงก.ย.ส่งกำไรนิวไฮต่อเนื่อง,ดันธุรกิจเฟอร์นิเจอร์เข้าตลาดหุ้นลอนดอน

ข่าวหุ้น-การเงิน Wednesday September 20, 2017 17:15 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

นายพิมล ศรีวิกรม์ ประธานกรรมการและประธานกรรมการบริหาร บมจ.อุตสาหกรรมพรมไทย (TCMC) เปิดเผยว่า บริษัทเตรียมเข้าซี้อธุรกิจผลิตและจำหน่ายพรมเพื่อการพาณิชย์จาก Tai Ping Carpets International Limited ซึ่งจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง โดยใช้เงินลงทุนในการเข้าซื้อกิจการครั้งนี้ราว 94 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือ 3 พันล้านบาท ภายในเดือนนี้

เบื้องต้นบริษัทจะใช้เงินกู้ยืมจากธนาคารกรุงเทพ (BBL) จำนวน 3 พันล้านบาท เพื่อใช้ในการชำระเงินเพื่อเขิซื้อกิจการในวันที่ 29 ก.ย.60 และหลังจากนั้นบริษัทจะออกหุ้นเพิ่มทุนเพื่อจัดสรรขายให้กับผู้ถือหุ้นเดิม (RO) ในสัดส่วน 2:1 จำนวน 254 ล้านหุ้น ราคา 3 บาท/หุ้น ในเดือนพ.ย.60 เพื่อนำเงินจำนวนกว่า 700 ล้านบาท พร้อมกับออกวอร์เรนต์ในสัดส่วน 1:1 จำนวน 254 ล้านหุ้น ราคา 4 บาท/หุ้นครบอายุใน 2 ปีข้างหน้า โดยจะมืเงินที่ได้จากวอร์แรนต์เข้ามากว่า 1 พันล้านบาท ซึ่งจะนำเงินที่ได้จากการเพิ่มทุนแบบ RO และวอร์แรนต์ มาชำระคืนเงินกู้ส่วนหนึ่งกับธนาคารกรุงเทพ

หลังจากที่บริษัทเข้าซื้อกิจการ Tai Ping Carpets ของฮ่องกงเข้ามาและจะเริ่มรับรู้รายได้และกำไรเข้ามาตั้งแต่เดือนถัดไป ซึ่งจะส่งผลให้รายได้ของบริษัทในสิ้นปีนี้และปี 61 เติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยในปีนี้จะมีรายได้อยู่ที่ 7.4 พันล้านบาท จากปีก่อนที่มีรายได้อยู่ที่ 3.9 พันล้านบาท และในปี 61 จะมีรายได้แตะ 1 หมื่นล้านบาท ซึ่งรายได้หลังจากปี 61 อีก 3 ปีคาดว่าจะเติบโตเฉลี่ย 3-7% ต่อปี หากไม่มีการซื้อธุรกิจใหม่ๆเข้ามา

ขณะที่กำไรในปี 60 และปี 61 คาดว่าจะทำสถิติสูงสุด (New High) ต่อเนื่อง เพราะการเข้าซื้อกิจการจากฮ่องกงจะช่วยเข้ามาเสริมประสิทธิภาพการผลิตพรม ซึ่งทำให้มีกำลังการผลิตพรมเพิ่มขึ้นเป็น 2-2.1 ล้านตารางเมตร/ปี จากเดิมที่บริษัทมีกำลังการผลิตอยู่ที่ 500,000 ตารางเมตร/ปี ทำให้เกิดการประหยัดต่อขนาดมากขึ้น และคาดว่าอัตรากำไรสุทธิปีนี้จะอยู่ที่ 6-7% เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่ 4.48%

"การเข้าซื้อกิจการ Tai Ping Carpets ในครั้งนี้ ทำให้ TCMC ก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในผู้ผลิตและจำหน่ายพรมรายใหญ่อันดับต้นๆของโลก พร้อมใช้ธุรกิจใหม่เป็นช่องทางการขยายไปยังกลุ่มลูกค้าใหม่ๆเพิ่มขึ้น อีกทั้งเรายังตัดสินใจมุ่งทำตลาด Royal Thai และ Carpets Inter ซึ่งเป็นแบรนด์ของคนไทย เจาะตลาดทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งได้เลิกใช้แบรนด์ไทปิงในการทำตลาดในประเทศไทย"นายพิมล กล่าว

สำหรับการเข้าซื้อกิจการในครั้งนี้จะส่งผลให้อัตราส่วนหนี้ต่อทุน (D/E) เพิ่มเป็น 2.1 เท่า จากปัจจุบันอยู่ที่ 2.07 เท่า แต่ยังอยู่ในระดับที่ไม่เกินจากนโยบายของบริษัทที่ 2.75 เท่า ซึ่งการลงทุนในครั้งนี้มองว่ามีความคุ้มค่า เพราะเป็นการลงทุนในธุรกิจที่มีศักยภาพ และช่วยเกื้อหนุนในธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกัน โดยบริษัทได้รับผลตอบแทนเข้ามาทันที พร้อมทั้งได้ฐานลูกค่า ช่องทางการจัดจำหน่าย วัตถุดิบ และการผลิตที่เข้ามาเสริม เพื่อก้าวไปสู่การเป็นบริษัทผู้ผลิตและจำหน่ายพรมระดับโลก และได้รับความเชื่อถือจากลูกค้ามากขึ้น

อีกทั้งล่าสุดบริษัทยังได้รับงานปูพรมในท่าอากาศยานของฮ่องกง มูลค่า 2.2 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งจะเริ่มรับรู้รายได้จากงานดังกล่าวเข้ามาในช่วงที่เหลือของปีนี้และปี 61 เต็มปี

นอกจากนี้ บริษัทยังมีแผนการควบรวม 2 บริษัทลูกที่ทำธุรกิจผลิตและจำหน่ายเฟอร์นิเจอร์และโซฟา ในประเทศอังกฤษ คือ Manor (2016) Holdings Limited (Manor) และ DM Midlands Holdings Limited (DMMH) เพื่อนำเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ลอนดอนเพื่อระดมทุนนำเงินมาต่อยอดธุรกิจ ซึ่งเป็นแผนในอีก 1-2 ปีข้างหน้า

พร้อมกันนั้น บริษัทยังได้เครียมเปลี่ยนชี่อบริษัทใหม่เป็น บมจ.ทีซีเอ็ม คอร์ปอเรชั่น ซึ่งจะเตรียมจดทะเบียนพาณิชย์ในชื่อใหม่วันที่ 2 ต.ค. 60 พร้อมกับสร้างโลโก้บริษัทใหม่เพื่อให้จดจำง่ายและมีความทันสมัย


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ