ECF บวก 4.73% ผู้บริหารเชื่อตอบรับเป้ารายได้เฟอร์นิเจอร์พุ่งแตะ 3 พันลบ.ในปี 62 พร้อมเจรจาซื้อ-ร่วมทุนโรงไฟฟ้าเพิ่ม

ข่าวหุ้น-การเงิน Tuesday September 26, 2017 16:02 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

หุ้น ECF ราคาวิ่งขึ้น 4.73% มาอยู่ที่ 7.75 บาท เพิ่มขึ้น 0.35 บาท มูลค่าซื้อขาย 116.98 ล้านบาท เมื่อเวลา 15.52 น. โดยเปิดตลาดที่ 7.45 บาท ราคาขึ้นสูงสุด 7.90 บาท และราคาลงต่ำสุด 7.45 บาท

นายอารักษ์ สุขสวัสดิ์ กรรมการผู้จัดการ บมจ.อีสต์โคสท์เฟอร์นิเทค (ECF) เปิดเผยกับ "อินโฟเควสท์" ว่า การที่ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นมาต่อเนื่อง น่าจะเป็นผลมาจากแผนดำเนินกิจการ 3 ปี (60-62) ตั้งเป้ารายได้จากธุรกิจเฟอร์นิเจอร์โดยรวมจะขึ้นไปถึง 3,000 ล้านบาท

โดยเป็นรายได้จากธุรกิจเฟอร์นิเจอร์เดิมที่ดำเนินการอยู่จะขึ้นไปถึง 2,000 ล้านบาทในปี 62 จากปีนี้ที่คาดว่าจะมีรายได้ราว 1,400 ล้านบาท ซึ่งเป็นการเติบโตอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากบริษัทเน้นขยายฐานลูกค้าในกลุ่มอาเซียนมากขึ้น โดยคาดยอดขายตลาดนี้จะเพิ่มขึ้นเท่าตัวในปีนี้ จากปีก่อนที่มียอดขายราว 500 ล้านบาท โดยเฉพาะในตลาดกัมพูชา มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ เนื่องจากยอดขายทั้ง 3 ประเทศเติบโตในระดับสูงเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ

ส่วนรายได้จากเฟอร์นิเจอร์ในแบรนด์ COSTA บริษัทฯตั้งเป้ารายได้ไว้ 1,000 ล้านบาทในปี 62 จากปีนี้ที่ยังไม่มากนัก โดยบริษัทฯจะเน้นการขายสินค้าไปในทุกๆ กลุ่มทั่วประเทศ โดยในช่วงที่ผ่านมาถือว่าได้รับการติบรับเป็นอย่างดี ประกอบกับทิศทางเศรษฐกิจในประเทศที่ปรับตัวดีขึ้นเชื่อว่าจะช่วยให้กำลังซื้อของประชาชนกลับมา

สำหรับธุรกิจร้านค้าปลีก หรือ Can do ปัจจุบันมีสาขาทั้งหมด 8 สาขา ส่วนช่วงที่เหลือของปี 60 คาดว่าจะเปิดได้ไม่เกิน 1-2 สาขา โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างมองหาพื้นที่ที่เหมาะสม รวมถึงเพิ่มสินค้าที่มีคุณภาพให้กับลูกค้า

ขณะที่ธุรกิจผลิตและจำหน่ายไฟฟ้านั้น บริษัทฯตั้งเป้าจะมีกำลังการผลิตเป็น 60 เมกะวัตต์ในปี 62 จากปัจจุบันมีกำลังการผลิตตามสัดส่วนการถือหุ้นเกือบ 47 เมกะวัตต์ โดยโรงไฟฟ้า PWGE ในจังหวัดนราธิวาส กำลังการผลิต 7.5 เมกะวัตต์ เริ่มเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ (COD) แล้ว

นอกจากนี้ ยังมีโครงการโรงไฟฟ้าชีวมวล กำลังการผลิต 2 เมกะวัตต์ แบ่งเป็น 2 โครงการ โครงการละ 1 เมกะวัตต์ ตั้งอยู่ที่อำเภอลอง และอำเภอสูงเม่น จังหวัดแพร่ โดยจะเริ่ม COD ในเฟสแรกเดือน ธ.ค.60 และเฟสที่ 2 จะสามารถ COD ช่วงไตรมาส 1/61

ส่วนโรงไฟฟ้า GEP ขนาด 220 เมกะวัตต์ เมืองมินบู ประเทศเมียนมา สัดส่วนถือหุ้น 20% จะเริ่ม COD ในช่วงไตรมาส 1/61 ในเฟสแรกกำลังการผลิต 50 เมกะวัตต์ และจะทยอย COD ไปต่อเนื่องจนกว่าจะครบทั้งโครงการภายในปี 64

"หลังจากที่เรามีการลงทุนมามากในปีที่ผ่านมาในปีนี้ คงจะเห็นผลการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญคงจะเป็นปีหน้าเป็นต้นไป ซึ่งคงเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นตามไปด้วย สำหรับปีนี้เองเรายังคงมั่นใจว่าผลประกอบการจะเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง แต่อาจจะไม่มากนักเพราะอย่างที่บอกว่าปีนี้เป็นปีแห่งการลงทุน"นายอารักษ์ กล่าว

นายอารักษ์ กล่าวต่ออีกว่า ปัจจุบันบริษัทฯอยู่ระหว่างการเจรจาเข้าซื้อกิจการ และร่วมลงทุนโครงการโรงไฟฟ้าอีก 4 แห่งทั้งในและต่างประเทศ แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ ในขณะเดียวกันบริษัทฯยังมองหาการแตกไลน์ธุรกิจใหม่ๆเพิ่มเติมอีก โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างศึกษา และเจรจา โดยคาดว่าจะเห็นความชัดเจนภายในปลายปีนี้อย่างแน่นอน ซึ่งจะเข้ามาช่วยเสริมศักยภาพการเติบโตของบริษัทฯต่อไป


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ