โบรกฯเชียร์"ซื้อ"JWD คาดผลงาน Q4/60 โตต่อเนื่องรับผลขายสินทรัพย์เข้ากองทุนฯ,ลงทุนอินโดฯหนุนกำไร-สร้างโอกาสใหม่อนาคต

ข่าวหุ้น-การเงิน Monday December 25, 2017 14:22 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

โบรกเกอร์เห็นพ้อง"ซื้อ"หุ้น บมจ.เจดับเบิ้ลยูดี อินโฟโลจิสติกส์ (JWD) มองไตรมาส 4/60 จะเติบโตต่อเนื่องในปี 61 หลังรับงานเพิ่มของกลุ่ม NISSAN และ High season ของธุรกิจสินค้าอันตราย ประกอบกับคณะกรรมการได้อนุมัติแผนการขายสินทรัพย์ เข้ากองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์และสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์ เอไอเอ็ม อินดัสเทรียล โกรท (AIMIRT) ที่อยู่ระหว่างก่อตั้ง โดยมูลค่ารวมของสินทรัพย์คาดว่าจะอยู่ที่ 1.55 พันล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะรับรู้รายได้จากการขายสินทรัพย์ดังกล่าวเข้ามาในช่วงไตรมาส 4/60

นอกจากนี้ ยังเริ่มรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากการเข้าลงทุน 49% จัดตั้งบริษัท PT. Samudera JWD Logistics เพื่อเป็นโฮลดิ้งเข้าลงทุนและถือหุ้นในธุรกิจโลจิสติกส์ครบวงจรในอินโดนีเซีย โดยบริษัทดังกล่าวเตรียมเข้าลงทุน 67% ในบริษัท Adib Cold Logistics (ACL) ในเครือ Adib Group ทำธุรกิจคลังห้องเย็นและขนส่งในเมืองจาการ์ตา ซึ่งจะเป็นการเปิดตลาดการลงทุนในประเทศที่มีศักยภาพสูง นอกจากจะช่วยเพิ่มกำไรให้ JWD แล้ว ยังจะสร้างโอกาสการลงทุนใหม่ ๆ ในอนาคต

พักเที่ยงหุ้น JWD อยู่ที่ 12.30 บาท ราคาไม่เปลี่ยนแปลง ขณะที่ดัชนีหุ้นไทย เพิ่มขึ้น 0.45%

          โบรกเกอร์                     คำแนะนำ                ราคาเป้าหมาย (บาท/หุ้น)
          ทิสโก้                           ซื้อ                          15.50
          หยวนต้า (ประเทศไทย)             ซื้อ                          14.10
          กสิกรไทย                        ซื้อ                          14.00

นายประกิต สิริวัฒนเกตุ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บล.กสิกรไทย กล่าวว่า แนวโน้มผลประกอบการของ JWD จะเติบโตดีอย่างต่อเนื่องในปี 61 ตามทิศทางการเติบโตของเศรษฐกิจที่ส่งผลให้ทุกกลุ่มธุรกิจของเติบโตที่ดี นอกจากนี้จะยังเริ่มรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมทุน PT. Samudera JWD Logistics ในอินโดนีเซีย ที่เตรียมเข้าลงทุนประมาณ 260 ล้านบาท เพื่อซื้อหุ้น 67% ใน ACL ซึ่งเป็นบริษัทท้องถิ่นที่ดำเนินธุรกิจคลังห้องเย็นและขนส่งในเมืองจาการ์ตา

ACL มีความจุสินค้า 7,000 พาเล็ต ซึ่งปัจจุบันมีอัตราการใช้พื้นที่ประมาณ 60% และคาดจะเพิ่มแป็น 80-90% ในเดือนมี.ค. 61 โดยคาดว่าบริษัทที่เข้าไปลงทุนดังกล่าวจะมีรายได้ในปี 61 ที่ประมาณ 140 ล้านบาท และมีอัตรากำไรสุทธิที่ 10%

"เรามองการลงทุนดังกล่าวเป็นบวก เนื่องจากเป็นการเปิดตลาดการลงทุนในประเทศที่มีศักยภาพสูง ซึ่งนอกจากจะช่วยเพิ่มกำไรต่อปีของ JWD แล้ว ยังจะสร้างโอกาสการลงทุนใหม่ ๆ ในอนาคตด้วย"นายประกิต กล่าว

ทั้งนี้ บล.กสิกรไทย ได้ปรับราคาเป้าหมายสำหรับหุ้น JWD ปลายปี 61 เป็น 14 บาท จาก 13.60 บาท หลังรวมประโยชน์จากการขายสินทรัพย์เข้ากองทุน AIMIRT และการลงทุนใหม่ในประเทศอินโดนีเซียเข้าไปในประมาณการ รวมถึงมีมุมมองเชิงบวกมากขึ้นต่อธุรกิจขนส่ง ซึ่งจากผลตอบแทนมากกว่า 15% (รวมปันผล)

ขณะที่ในปีหน้า JWD มีแผนขยายธุรกิจไปยังประเทศเวียดนามเป็นประเทศที่ 6 ในอาเซียนจากแผนที่จะขยายเป็น 9 ประเทศในอาเซียน (ยกเว้นบรูไน) ภายในปี 63 ทั้งนี้ กำไรที่จะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญมาจากกำไรพิเศษของการขายสินทรัพย์ในไตรมาส 4/60 จะเป็นปัจจัยสนับสนุนราคาในระยะสั้นที่สำคัญ

ด้านบทวิเคราะห์ บล.ทิสโก้ ระบุว่า ปรับคำแนะนำสำหรับหุ้น JWD จาก"ถือ"เป็น"ซื้อ"หลังจากคณะกรรมการบริษัทอนุมัติแผนในการขายคลังสินค้าของบริษัทลูก ให้กับ AIMIRT โดยสินทรัพย์ที่ขายเป็นของบริษัทลูกดังต่อไปนี้ Pacific Cold Storage Company Limited, JWD Pacific Company Limited และ Benjaporn Land Company Limited รวมถึงที่ดินเปล่า ประกอบไปด้วย ห้องเย็นที่สมุทรสาคร 2 แห่ง, ห้องเย็นและคลังสินค้าสำหรับเก็บเอกสาร DataSafe ที่สุวินทวงศ์ โดยมูลค่ารวมของสินทรัพย์คาดว่าจะอยู่ที่ 1.55 พันล้านบาทและจะรับรู้รายได้จากการขายสินทรัพย์ในช่วงไตรมาส 4/60

ทั้งนี้ ปรับประมาณการขึ้นจากรายได้จากการขายคลังเข้ากอง REIT หนุนผลประกอบการปี 60 โดยปรับประมาณการรายได้ปี 60 ขึ้น 65% เป็น 4 พันล้านบาท เพื่อสะท้อนรายได้จากการขายสินทรัพย์เข้ากอง REIT คาดมูลค่าประมาณ 1.55 พันล้านบาท ขณะที่การทำ M&A คลังห้องเย็นที่อินโดนีเซีย คาดจะช่วยหนุนผลประกอบการปี 61-62

บล.หยวนต้า(ประเทศไทย) ระบุในบทวิเคราะห์ฯว่า ทิศทางผลประกอบการของ JWD ในไตรมาส 4/60 ยังสดใส โดยคาดว่าจะเติบโตต่อเมื่อเทียบกับไตรมาส 3/60 และเติบโตมากกว่า 100% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากงานเพิ่มของกลุ่ม NISSAN และ High season ของธุรกิจสินค้าอันตราย โดยมองว่าราคาที่อ่อนตัวลงมาทำให้ Upside gain เพิ่มขึ้นเป็นจังหวะในการทยอยสะสม เนื่องจากยังไม่เห็นปัจจัยลบที่มีนัยสำคัญต่อผลประกอบการ ขณะที่ธุรกิจในอินโดนีเซียจะส่งผลบวกต่อผลประกอบการอย่างมีนัยสำคัญในระยะยาว


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ