ข่าวอินโฟเควสท์
09:30 ANALYST PICKS:หุ้นเด่นจากนักวิเคราะห์ วันที่ 22 ก.พ. 2561   หุ้นเด่นจากนักวิเคราะห์ (ANALYST PICKS) รวบรวมจากบทวิเคราะห์ของโบรกเกอร์ประจำวันนี้…
09:30 กลยุทธ์การลงทุนรอบเช้าวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2561   โบรกเกอร์ แนวรับ แนวต้าน กลยุทธ์ จากบทวิเคราะห์ APPLE 1,790–1,795 1,805–1,810 วาง…
09:30 (แก้ไข) TPCH และบ.ย่อยปี 60 กำไร 208.10 ลบ. เทียบปี 59 กำไร 201.17 ลบ.   งวด 1 ปี สิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2560สรุปผลการดำเนินงานได้ดังนี้ สอบท…
09:26 ภาวะตลาดเงินบาท: เปิด 31.58 แนวโน้มอ่อนค่าตามแรงซื้อดอลล์ มองกรอบวันนี้ 31.55-31.65   นักบริหารเงินจากธนาคารกรุงศรีอยุธยา เปิดเผยว่า เงินบาทเปิ…
09:25 WPH ปันผลอัตรา 0.018 บ./หุ้น, เล็งลงทุน 425 ลบ.ตั้งโรงพยาบาลวัฒนแพทย์ สมุย   บมจ.โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง (WPH) แจ้งว่าที่ประชุมคณะกรรมการเมื่อว…

(เพิ่มเติม) PSTC คาดรายได้ปี 61 เติบโตก้าวกระโดด จากธุรกิจไฟฟ้า-จำหน่ายก๊าซฯ-ออกแบบติดตั้งระบบไฟฟ้าหนุน

ข่าวหุ้น-การเงิน สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- อังคารที่ 23 มกราคม 2561 18:19:15 น.

บมจ.เพาเวอร์ โซลูชั่น เทคโนโลยี (PSTC) ตั้งเป้ารายได้ปี 61 เติบโตก้าวกระโดด ใน 3 ธุรกิจ คือ ธุรกิจออกแบบและจำหน่ายติดตั้ง ระบบสำรองไฟฟ้า ธุรกิจออกแบบติดตั้งโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน ธุรกิจออกแบบติดตั้งระบบจ่ายกระแสไฟฟ้า, ธุรกิจจำหน่ายไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน VSPP และ SPP รวมทั้งการขยายการลงทุนไปยังต่างประเทศในอนาคตอันใกล้ และธุรกิจจำหน่ายก๊าซธรรมชาติ LPG , CNG และ LNG รวมทั้งการขนส่งน้ำมันทางท่อ ซึ่งได้เข้าไปร่วมทุนกับบริษัท บิ๊กแก๊ส เทคโนโลยี จำกัด (BGT) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่ PSTC ถือหุ้น 51% โดยตั้งเป้าหมายรายได้เติบโตมากกว่าเท่าตัวในปี 61 และอยู่ระหว่างการพัฒนาโครงการขนส่งน้ำมันทางท่อ ภายใต้บริษัท Thai Pipeline Network (TPN)

นอกจากนี้ ยังได้วางแผนการดำเนินธุรกิจในช่วง 3 ปี ข้างหน้า โดยตั้งเป้าธุรกิจแรกจะเติบโตอย่างน้อยปีละ 20-25% และตั้งเป้าจะมี PPA ครบ 100 เมกะวัตต์ (MW) ภายในปีนี้ และจะมีสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) ในธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนเพิ่มเป็น 200 เมกะวัตต์ ภายใน 3 ปีข้างหน้า

ในส่วนของ BGT ตั้งเป้าจะมีส่วนแบ่งของการขายก๊าซฯทุกประเภทให้ได้ 7% ของส่วนแบ่งตลาดรวมใน 3 ปี นอกจากนี้ บริษัทฯ ตั้งเป้านำ BGT เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ต่อไปภายใน 3 ปีข้างหน้าด้วยเช่นกัน

นายภาณุ ศีติสาร ประธานกรรมการ ของ PSTC เปิดเผยว่า สำหรับ 3 ธุรกิจหลักของบริษัท ประกอบด้วย ธุรกิจออกแบบและจำหน่ายติดตั้ง ระบบสำรองไฟฟ้า ธุรกิจออกแบบติดตั้งโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน ธุรกิจออกแบบติดตั้งระบบจ่ายกระแสไฟฟ้า (sub-station) ,ธุรกิจจำหน่ายไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน ที่ปัจจุบันมี PPA อยู่แล้ว 70 เมกะวัตต์ ในส่วนนี้จ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ (COD) แล้ว 30 เมกะวัตต์ และกำลังอยู่ระหว่างทยอยสร้างเพื่อขายไฟฟ้าเข้าระบบอย่างต่อเนื่อง

ธุรกิจจำหน่ายก๊าซธรรมชาติ LPG, CNG และ LNG รวมทั้งการขนส่งน้ำมันทางท่อนั้น โดยปัจจุบัน BGT ถือหุ้น 100% ใน Thai Pipeline Network กำลังอยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุน ตลอดจนผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม (EIA)

ส่วนการที่บริษัทเข้าไปถือหุ้น 51% ใน BGT นั้น เนื่องจากเป็นบริษัทที่ทำธุรกิจขายส่งก๊าซธรรมชาติทุกประเภทซึ่งมีใบอนุญาตค้าตามมาตรา 7 ตามพระราชบัญญัติการค้าน้ำมันเชื้อเพลิงพ.ศ.2543 ซึ่งมีอัตราการเติบโตในธุรกิจขายส่งก๊าซธรรมชาติเป็นอย่างมาก อีกทั้งยังดำเนินธุรกิจก่อสร้างซ่อมบำรุงดูแลรักษาสถานีน้ำมันและก๊าซธรรมชาติของ PTT(EPCms) ซ่อมแซมและทดสอบรถขนส่งก๊าซธรรมชาติงานจัดหาและติดตั้งอุปกรณ์สำหรับ LPGDepot ณ คลังน้ำมันและก๊าซบางประกง

ในส่วนของธุรกิจขายส่งก๊าซธรรมชาติในปี 58 BGT มียอดขายกว่า 100 ล้านบาท และเติบโตอย่างรวดเร็ว ปี 59  มียอดขายกว่า 800 ล้านบาท โดยในปี 60 คาดว่าจะมียอดขายประมาณ 1,250 ล้านบาท สำหรับปี 61 ประมาณการว่ายอดขายจะโต 100% เป็นประมาณ 2,400 ล้านบาท ซึ่งเป็นรายได้ที่จะเกิดจากโครงการที่บริษัทมีอยู่และกำลังจะดำเนินการในปีนี้ หลังจากนั้นยอดขายน่าจะโตขึ้นประมาณ 40-50%

นอกจากนี้แล้ว BGT ยังมีบริษัทในเครือที่ดำเนินธุรกิจสถานีบริการก๊าซเอ็นจีวี 2 สถานี ซึ่งเป็นสถานีบริการที่ตั้งอยู่แนวท่อส่งก๊าซของบมจ.ปตท. (PTT) ซึ่งมีจุดเด่นในเรื่องของการบริการที่ได้อย่างต่อเนื่องไม่มีปัญหาในด้านการขนส่ง เนื่องจากไม่ได้ใช้รถในการขนส่งแต่เป็นการขนส่งผ่านท่อส่งก๊าซโดยตรง ทั้ง 2 สถานีนี้เป็นสถานีขนาดใหญ่มีพื้นที่มากสามารถรองรับความต้องการของลูกค้าได้อย่างเต็มที่ จึงทำให้ปริมาณการขายทั้ง 2 สถานีค่อนข้างสูงยอดขายในแต่ละปีทั้ง 2 สถานีรวมกันจะอยู่ประมาณ 445 ล้านบาท นอกจากนี้แล้ว BGTยังมีธุรกิจก่อสร้าง ซ่อมบำรุง ดูแลรักษาสถานีก๊าซธรรมชาติซึ่งได้สัญญาในการบำรุงรักษาสถานีบริการก๊าซ NGV ของปตท.PTT(EPCms) ครอบคลุมจำนวนสถานี 50% ทั่วประเทศด้วย

ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ใหม่คือ LNG ซึ่งเป็นก๊าซธรรมชาติในรูปแบบของเหลว ซึ่งปตท.นำเข้ามาเพื่อเป็นผลิตภัณฑ์ที่นำมาใช้ทดแทนLPG ในกลุ่มลูกค้าโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งจะขนส่งได้ในปริมาณมากกว่าและให้ค่าความร้อนสูงกว่าและเป็นก๊าซที่บริสุทธิ์กว่า ซึ่งประมาณเดือนก.พ.นี้จะทำการเปิดตัวอย่างเป็นทางการโดย BGTจะเป็นคู่ค้ารายแรกๆ ของปตท.ในการนำก๊าซ LNG ไปขายให้กับกลุ่มโรงงานอุตสาหกรรม  ซึ่งจะเป็นโครงการใหญ่ที่จะให้ความสนใจในการดำเนินการในปีนี้เนื่องจากเป็นโครงการที่จะสามารถสร้างรายได้อย่างเป็นรูปธรรม

ทั้งนี้ ในส่วนของ BGT นั้นบริษัทตั้งเป้าหมายจะมีส่วนแบ่งของการขายก๊าซฯทุกประเภทให้ได้ 7% ของส่วนแบ่งตลาดรวมใน 3 ปี และหากการลงทุนในโครงการก่อสร้างท่อขนส่งน้ำมันส่วนขยายในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีความคุ้มค่าในการลงทุน และไม่ติดปัญหาในการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม EIA ธุรกิจนี้น่าจะสร้างผลตอบแทนของการลงทุนที่ดีต่อไปในอนาคต นอกจากนี้แล้วบริษัทตั้งเป้าหมายที่จะนำเอา BGT เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ต่อไปภายใน 3 ปีข้างหน้า

บริษัทมีความเชื่อมั่นว่าธุรกิจที่ทางกลุ่มบริษัทกำลังก้าวเดินต่อไปจะเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน โดยมีเป้าหมายที่จะมีสินทรัพย์รวมมากกว่า 20,000 ล้านบาทภายใน 3 ปีข้างหน้านี้

นายภาณุ กล่าวอีกว่า ปัจจุบันบริษัทมีปริมาณงานในมือ (backlog) ราว 700 ล้านบาท โดยจะทยอยรับรู้รายได้ในปี 61 เกือบทั้งหมด นอกจากนี้ยังอยู่ระหว่างศึกษาเพื่อลงทุนโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในต่างประเทศ ซึ่งจะเป็นการร่วมทุนกับพันธมิตรท้องถิ่น ในประเทศกลุ่ม CLMV เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตอีก 30 เมกะวัตต์ เพื่อให้ครบ 100 เมกะวัตต์ตามเป้าหมายในปีนี้ และคาดว่าจะสามารถได้สัญญาซื้อขายไฟฟ้าไม่เกินครึ่งแรกปีนี้ และจะทยอย COD ต่อไป ทั้งนี้จะใช้งบลงทุนราว 15% ของโครงการทั้งหมด

ขณะเดียวกันบริษัทยังได้ยื่นประมูลงานโครงการภาครัฐ มูลค่าไม่เกิน 1 พันล้านบาท จากมูลค่ารวม 5-6 พันล้านบาท โดยหวังจะได้รับงานทั้งหมด ซึ่งที่ผ่านมาอัตราความสำเร็จ (success rate) อยู่ราว 60-70% โดยเป็นโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนต่อเนื่องจากปีก่อน อาทิ โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ,โรงไฟฟ้าขยะ เป็นต้น

นอกจากนี้บริษัทยังมีแผนเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนที่เหลืออยู่ราว  650 ล้านหุ้น ในช่วงไตรมาสที่ 2-3 ปีนี้ โดยคาดว่าจะเสนอขายให้กับนักลงทุนสถาบันในประเทศและต่างประเทศ แต่ทั้งนี้ต้องเร่งสร้างผลการดำเนินงานให้ดีขึ้นเพื่อหวังให้ราคาหุ้นสูงขึ้น ซึ่งเมื่อเพิ่มทุนได้ก็คาดว่าอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E) จะอยู่ในระดับ 0.4 เท่า จากปัจจุบันอยู่ราว 0.71 เท่า

สำหรับกรณีที่หุ้น PSTC ปรับตัวลดลงค่อนข้างมากตั้งแต่ปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา เนื่องจากได้รับผลกระทบจากกลุ่มนักลงทุนที่ซื้อขายทางเทคนิค รวมถึงมีข่าวลือต่าง ๆ ออกมาจนทำให้เกิดแรงขายแบบ panic sell ตามมา  ทั้งที่ไม่มีปัจจัยลบใด ๆ เข้ามา ขณะที่ธุรกิจยังสามารถเติบโตก้าวหน้าต่อไปได้ โดยกระแสข่าวลือที่ออกมานั้นไม่เป็นความจริง และเชื่อว่าน่าจะเกิดจากแรงกระทำที่มองไม่เห็นโดยอาศัยข่าวร้ายจากการที่หุ้นบริษัทถูกใช้เกณฑ์ Cash Balance อยู่แล้วในช่วงนี้

อนึ่ง ราคาหุ้น PSTC ปรับลดลงติดต่อกัน 4 วันทำการ โดยราคาหุ้นปิดตลาดวันนี้อยู่ที่ 0.74 บาท ลดลง 0.10 บาท หรือ 11.90%

ADVERTISEMENT
ข่าวที่เกี่ยวข้อง