SPRC คาดผลงาน Q2/61 ใกล้เคียง Q1/61 พร้อมเล็ง M&A ธุรกิจค้าปลีกน้ำมันรองรับกลยุทธ์ขายน้ำมันในปท.

ข่าวหุ้น-การเงิน Monday May 14, 2018 16:34 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

นายวิชัย ชุณหสมบูรณ์ ผู้จัดการฝ่ายการเงินและการคลัง บมจ.สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง (SPRC) คาดว่าผลการดำเนินงานไตรมาส 2/61 จะใกล้เคียงกับไตรมาส 1/61 จากค่าการกลั่น (GRM) ที่ไม่รวมผลกระทบจากสต็อก และอัตราการใช้กำลังการกลั่นจะอยู่ในระดับใกล้เคียงกัน นอกจากนี้ราคาน้ำมันดิบที่สูงขึ้นในปัจจุบันจากระดับเฉลี่ยราว 64 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรลในไตรมาส 1/61 ก็น่าจะทำให้มีกำไรจากสต็อกน้ำมันด้วย

ขณะที่บริษัทให้ความสนใจที่จะซื้อกิจการหรือร่วมลงทุน (M&A) บริษัทที่ทำธุรกิจค้าปลีกน้ำมัน ซึ่งคาดหวังการเข้าเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่มากกว่า 50% เพื่อรองรับกลยุทธ์การขายน้ำมันในประเทศที่ให้มาร์จิ้นที่ดีกว่าการส่งออก โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ ซึ่งเมื่อคณะกรรมการบริษัทตัดสินใจแล้วก็จะสามารเปิดเผยรายละเอียดได้ต่อไป

"กลยุทธ์ของ SPRC เราต้องการขายน้ำมันในประเทศ เนื่องจากกำไรจากการขายน้ำมันในประเทศสูงกว่าส่งออก กลยุทธ์การที่มีตลาดค้าปลีกรองรับก็จะเป็นกลยุทธ์ที่ดีที่เรากำลังศึกษาอยู่ ส่วนรูปแบบน่าจะเป็นเรื่องของการ M&A คือซื้อบริษัท เราคงไม่ทำยี่ห้อเอง ซึ่งเมื่อบอร์ดตัดสินใจที่แน่นอนก็คงจะมีการชี้แจงอีกครั้ง"นายวิชัย กล่าว

นายวิชัย กล่าวว่า ปัจจุบันบริษัทมีกำลังการกลั่นน้ำมัน 1.65 แสนบาร์เรล/วัน โดยน้ำมันสำเร็จรูปส่วนใหญ่ขายในประเทศ ขณะที่มีการส่งออกราว 15% ซึ่งเป็นน้ำมันเตาและก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) ส่วนการขายในประเทศจะจำหน่ายตามสัญญาระยะยาวให้กับบมจ.ปตท. (PTT) ราว 40% และอีกราว 60% จำหน่ายให้กับกลุ่มเชฟรอน ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัทและผู้ดำเนินธุรกิจค้าปลีกในนามของสถานีบริการคาลเท็กซ์

ขณะที่โอกาสการเข้าไปลงทุนในธุรกิจค้าปลีกน้ำมันนั้น จะช่วยรองรับการขายน้ำมันในประเทศของบริษัท โดยรูปแบบของธุรกิจค้าปลีกน้ำมันจะมีทั้งการขายในสถานีบริการน้ำมัน , ขายให้โรงงานอุตสาหกรรม ,ขายภาคขนส่ง เป็นต้น ซึ่งการดำเนินงานจะไม่ซ้ำซ้อนกับสถานีบริการน้ำมันคาลเท็กซ์ ที่มีกลุ่มเชฟรอน เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่เช่นเดียวกัน

สำหรับผลการดำเนินงานในไตรมาส 1/61 บริษัทมีกำไรสุทธิ 81 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 2.57 พันล้านบาท โดยมีค่าการกลั่น ที่ไม่รวมผลกระทบจากสต็อกน้ำมัน 7.17 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล มีอัตราการใช้กำลังการกลั่นระดับ 96.6% ส่วนในไตรมาส 2/61 บริษัทยังคงรักษาระดับอัตราการใช้กำลังการกลั่นในระดับเดิม และค่าการกลั่นน่าจะยังใกล้เคียงกับไตรมาสแรก ที่ค่าการกลั่นได้รับผลดีจากความต้องการใช้น้ำมันที่สูงขึ้นตามภาวะอากาศที่หนาวเย็น แต่ในช่วงไตรมาส 2 ค่าการกลั่นจะได้รับผลดีจากการที่หลายโรงกลั่นน้ำมันในตลาดโลกปิดซ่อมบำรุง ทำให้ซัพพลายและดีมานด์ค่อนข้างตึงตัว

นอกจากนี้การที่ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นมากที่กว่า 70 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรลในปัจจุบัน ก็ทำให้มีโอกาสที่จะมีกำไรจากสต็อกน้ำมันในไตรมาสนี้ด้วย ทั้งนี้ บริษัทประเมินทิศทางราคาน้ำมันดิบในปีนี้ที่ระดับ 65-70 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ซึ่งสูงกว่าปีที่แล้ว

สำหรับในปีนี้บริษัทประเมินอัตรการใช้กำลังการกลั่นที่ระดับ 96.6% เท่ากับไตรมาสแรก เพิ่มขึ้นจากระดับ 88.8% ในปีที่แล้ว ที่ได้หยุดมีการหยุดซ่อมบำรุงโรงกลั่นน้ำมันบางส่วนในเดือน มิ.ย. และต.ค. แต่ในปีนี้จะไม่มีหยุดซ่อมบำรุงเลย โดยบริษัทจะหยุดซ่อมบำรุงครั้งใหญ่อีกครั้งในช่วงเดือน พ.ย.62 คาดว่าจะใช้เงินลงทุนราว 50 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งเป็นไปตามแผนการหยุดซ่อมบำรุงใหญ่ทุก 5 ปี โดยการหยุดซ่อมบำรุงใหญ่ครั้งล่าสุดเมื่อขึ้นเมื่อปี 57 ใช้เวลา 38 วัน แต่การหยุดซ่อมบำรุงครั้งใหม่นี้คาดว่าจะใช้เวลาน้อยกว่า 38 วัน

นอกจากนี้ การหยุดซ่อมบำรุงครั้งนี้ยังจะมีการเชื่อมต่อการขยายกำลังการผลิตของหน่วยกลั่นน้ำมันดิบ (CDU) จากปัจจุบันที่มีกำลังการกลั่น 1.65 แสนบาร์เรล/วัน เป็น 1.75 แสนบาร์เรล/วันด้วย ซึ่งใช้เงินลงทุนราว 80 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยคาดว่าจะสามารถกลั่นน้ำมันในระดับใหม่ดังกล่าวได้ในช่วงต้นปี 63

นายวิชัย กล่าวว่า ณ สิ้นเดือน มี.ค.บริษัทมีภาระหนี้ 45 ล้านเหรียญสหรัฐ และมีเงินสด 169 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งตามแผนจะชำระคืนหนี้ทั้งหมดภายในปีนี้ ส่วนเงินลงทุนเพื่อขยายกำลังการกลั่นและเพื่อรองรับการปิดซ่อมบำรุงครั้งใหญ่นั้น อาจจะใช้เงินสดที่มีอยู่ในการดำเนินการโดยไม่ต้องกู้เงินใหม่ หากบริษัทยังคงสามารถรักษาระดับการทำกำไรได้เช่นในปัจจุบัน


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ