GL คาดกำไรครึ่งปีหลังพุ่งแรง หลังควบรวมธนบรรณและเริ่มบันทึกกำไรจากกัมพูชา

ข่าวหุ้น-การเงิน Friday August 15, 2014 10:34 —ThaiPR.net

กรุงเทพฯ--15 ส.ค.--มาสเตอร์ มายด์ คอมมิวนิเคชั่นส์ บมจ.กรุ๊ปลีส หนึ่งในผู้นำตลาดเช่าซื้อรถจักรยานยนต์ รายงานกำไรจากผลการดำเนินงานในไตรมาส 2/57 ที่ทรุดต่ำลงมาก แต่ผู้บริหารยืนยันว่าผลประกอบการได้ผ่านพ้นจุดต่ำสุดไปแล้ว และคาดว่าธุรกิจที่ปรับดีขึ้นเป็นอย่างมากทั้งในประเทศไทยและกัมพูชาจะส่งผลให้กำไรพุ่งแรงในครึ่งหลังของปีนี้ นายมิทซึจิ โคโนชิตะ ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กรุ๊ปลีส จำกัด (มหาชน) หรือ GL หนึ่งในผู้นำผู้ให้บริการสินเชื่อเช่าซื้อรถจักรยานยนต์ เปิดเผยว่า ตัวเลขผลประกอบการของบริษัทฯ จะมีพัฒนาการที่ดีขึ้นตั้งแต่ไตรมาสที่ 3 เนื่องจากจะเริ่มบันทึกควบรวมผลการดำเนินงานของบริษัทธนบรรณ จำกัด ซึ่ง GL ได้ซื้อกิจการมาเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา และในขณะเดียวกันบริษัทฯ ย่อยในกัมพูชาจะเริ่มทำกำไรเป็นกอบเป็นกำในไตรมาสนี้ ซึ่งทั้ง 2 ปัจจัยหลักนี้ จะส่งผลทำให้ยอดรวมกำไรปรับตัวดีขึ้นเป็นอย่างมากเริ่มตั้งแต่ไตรมาสที่ 3 และต่อเนื่องไปเรื่อย ทั้งนี้ การควบรวมกิจการกับธนบรรณเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ทำให้ บมจ.กรุ๊ปลีส สามารถเพิ่มยอดรวมสินเชื่อเช่าซื้อทั้งหมดทันทีได้ถึง 30% โดยเพิ่มจากเดิมประมาณ 4.7 พันล้านบาท รวมยอดสินเชื่อเช่าซื้อของ ธนบรรณประมาณ 1.5 พันล้านบาท เป็นยอดรวมกว่า 6.2 พันล้านบาท และในขณะเดียวกันยังเปิดโอกาสให้ GL เริ่มเจาะตลาดใหม่ด้านธุรกิจเงินด่วนสำหรับรถจักรยานยนต์มือสอง ซึ่งให้มาร์จินกำไรสูงกว่าธุรกิจเช่าซื้อเดิม ดังนั้น บริษัทฯ จึงคาดหวังว่ายอดสินเชื่อรวมที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ประกอบกับบริษัทฯ ลูกที่กัมพูชา ที่จะเริ่มบันทึกกำไรอย่างเป็นกอบเป็นกำ จะส่งผลทำให้กำไรโดยรวมของบริษัทฯ เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในครึ่งหลังของปีนี้ ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร GL คาดว่า บริษัทฯ จะทำกำไรทั้งปีได้สูงกว่า 300 ล้านบาท ซึ่งตัวเลขดังกล่าวอาจจะยังไม่สามารถเทียบเท่ากับสถิติกำไรสูงสุด เมื่อปี 2555 ซึ่งบริษัทฯ บันทึกกำไรสุทธิได้สูงถึง 357.38 ล้านบาท แต่ถึงกระนั้นก็ตาม ตัวเลขคาดการณ์ดังกล่าวบ่งบอกถึงกำไรที่จะพุ่งสูงขึ้นเป็นอย่างมากในช่วงครึ่งปีหลัง เมื่อเทียบกับช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา บมจ.กรุ๊ปลีส ได้แจ้งผลการดำเนินงานในไตรมาส 2/57 โดยงบการเงินรวมโชว์กำไรสุทธิ 6.94 ล้านบาท ซึ่งลดลงจาก 90.84 ล้านบาทในไตรมาส 2 ของปีก่อน หรือลดลงมากถึง 92.36% ซึ่งมีสาเหตุสำคัญจากการตั้งหนี้สูญและหนี้เผื่อสงสัยจะสูญที่เพิ่มขึ้นมากถึง 56.63% จาก 86.36 ล้านบาทในไตรมาส 2 ของปีที่แล้ว เป็น 135.27 ล้านบาทในไตรมาส 2 ของปีนี้ ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นของบริษัทฯ แม่เกือบทั้งสิ้น โดยบริษัทฯ ย่อยในกัมพูชามีการตั้งหนี้เผื่อสงสัยจะสูญเพียง 2.02 ล้านบาท ซึ่งบ่งบอกถึงคุณภาพของสินทรัพย์ที่ดีมาก นายมิทซึจิ โคโนชิตะ กล่าวชี้แจงว่า บริษัทฯ มีความจำเป็นต้องตั้งหนี้สูญและหนี้เผื่อสงสัยจะสูญเป็นจำนวนมากต่อเนื่องจากไตรมาส 1 ปีนี้ เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจโดยรวมยังซบเซา อันเป็นผลสืบเนื่องจากวิกฤติการณ์ทางการเมืองที่ดำเนินต่อเนื่องมาตั้งแต่ช่วงปลายปีที่แล้วจนกระทั้งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ายึดอำนาจและเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งกลายเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญทำให้ปัจจัยพื้นฐานของ กรุ๊ปลีส ดีขึ้นเป็นอย่างมาก นายมิทซึจิ โคโนชิตะ กล่าวเพิ่มเติมว่า ถึงแม้สถานการณ์การเมืองและเศรษฐกิจไม่เอื้ออำนวย แต่บริษัท ก็ยังขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่อง อันเห็นได้ชัดจาก รายได้ดอกผลเช่าซื้อที่เพิ่มขึ้นถึง 19.69% ในไตรมาสที่ 2 หรือเพิ่มขึ้นจาก 303.81 ล้านบาท ในไตรมาส 2 ของปีที่แล้ว เป็น 363.64 ล้านบาท ในไตรมาส 2 ปีนี้ “เรามีความมั่นใจมาตลอดและขยายธุรกิจของเราอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นการขยายฐานเพื่อเราจะได้สามารถทำกำไรได้อย่างเต็มที่ในอนาคต เมื่อสถานการณ์การเมืองและเศรษฐกิจกลับเข้าสู่ภาวะปกติดังเช่นที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน” นายมิทซึจิ โคโนชิตะ กล่าว

เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ