โรงแรมทาวน์อินทาวน์ยังเงียบ หลังคนนับหมื่นร่วมลงชื่อให้เลิกกีดกันผู้ติดเชื้อ เอชไอวี/เอดส์

ข่าวทั่วไป Wednesday August 20, 2014 16:41 —ThaiPR.net

กรุงเทพฯ--20 ส.ค.--change.org นายสุดใจ ตะภา ตัวแทนเครือข่าย เครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี / เอดส์ ประเทศไทย (Thaiplus) ซึ่งรณรงค์ผ่าน www.change.org/townintown ได้เรียกร้องให้ผู้บริหารโรงแรมทาวน์อินทาวน์แสดงความรับผิดชอบ ด้วยการขอโทษต่อสังคม ต่อผู้ติดเชื้อฯ และเปลี่ยนแปลงนโยบายใหม่ ที่ไม่รังเกียจ กีดกันผู้ติดเชื้อฯ นายสุดใจกล่าวว่า เมื่อเดือนที่แล้วทางเครือข่ายฯ ได้ถูกโรงแรมมทาวน์อินทาวน์ปฏิเสธการให้บริการ ซึ่งถือเป็นโรงแรมแรกที่เลือกปฏิบัติแบบนี้ โดยทางโรงแรมได้ปฏิเสธการให้บริการทั้งผู้ติดเชื้อฯ และองค์กรที่ทำงานเกี่ยวข้องกับผู้ติดเชื้อฯ ในทุกกรณี โดยอ้างว่าลูกค้าคนอื่นกังวลใจที่จะใช้ห้องพัก ห้องอาหารร่วมกัน ตนเห็นว่าข้ออ้างนี้ฟังไม่ขึ้น การที่โรงแรมทาวน์อินทาวน์ออกนโยบายเช่นนี้ ถือเป็นการตีตราผู้ติดเชื้อฯ “ผมเป็นคนหนึ่งที่มีเชื้อเอชไอวี และตลอดหลายปีที่ผ่านมาได้ใช้บริการโรงแรมทาวน์อินทาวน์เป็นสถานที่จัดงานให้ความรู้เพื่อให้เราทุกคนอยู่ร่วมกันได้ การที่โรงแรมไม่อนุญาตให้ผู้ติดเชื้อฯ และองค์กรที่ทำงานด้านเอดส์ใช้บริการของโรงแรมเป็นการกีดกันสองต่อ ทั้งในฐานะที่พวกเราบางคนมีเชื้อเอชไอวี และในด้านการดำเนินงานเพื่อให้ความรู้เรื่องเอชไอวีแก่สังคม ผมอยากให้ผู้บริหารของโรงแรมทาวน์อินทาวน์ออกมาแสดงความรับผิดชอบ ด้วยการขอโทษต่อสังคม ต่อผู้ติดเชื้อฯ และเปลี่ยนแปลงนโยบายใหม่ที่ไม่รังเกียจ กีดกันผู้ติดเชื้อฯ เพราะเอชไอวี/เอดส์ ไม่ได้ติดต่อจากการใช้ชีวิตประจำวันร่วมกัน กินน้ำ กินข้าว ใช้ที่นอนอันเดียวกัน” นายสุดใจ กล่าวต่อว่า ไม่อยากให้เรื่องนี้เกิดขึ้นมาและเงียบหายไป เพราะถ้าสังคมเงียบเฉย จะเท่ากับยอมรับให้มีการละเมิดสิทธิกันอยู่แบบนี้ เหตุที่ทางเครือข่ายฯลุกขึ้นรณรงค์เรื่องนี้เพราะต้องการให้ความรู้กับสังคมด้วยว่า ระหว่างผู้ติดเชื้อกับคนทั่วไป “เราอยู่ร่วมกันได้” เพราะเอชไอวี / เอดส์ ไม่ได้ติดจากการใช้ชีวิตประจำวัน สังคมไทยบางส่วนยังไม่เข้าใจเรื่องนี้ทำให้มีเหยื่อได้รับผลกระทบจากการกีดกันจำนวนมาก นายสุดใจยกตัวอย่างว่า การกีดกันที่สะเทือนใจตนเองมากคือกรณีของเด็กหญิงอายุ 3 ขวบ ที่ไม่ได้เข้าเรียนที่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กในภาคอีสาน สาเหตุเพราะเป็นลูกผู้ติดเชื้อเอชไอวี “คนทั่วไปมักเข้าใจว่า ถ้าพ่อแม่ติดเชื้อฯ ยังไงลูกก็ต้องติดเชื้อฯ ทั้งที่ไม่ใช่ข้อเท็จจริง เพราะหากพ่อแม่ได้รับยาต้านไวรัส ลูกที่เกิดมามีโอกาสติดเชื้อแค่ 1% เท่านั้น หรือเรียกว่าแทบไม่มีโอกาสติดเชื้อเลย ดังนั้น การกีดกันแบบนี้ไม่ควรจะเกิดขึ้น เพราะลองคิดดูว่าเด็กคนนี้จะเติบโตด้วยความเจ็บปวดแค่ไหน หากต้องถูกกีดกันตีตรา ทั้งที่เด็กไม่ได้ทำอะไรผิดแบบนี้” “กลุ่มผู้ติดเชื้อไม่ต้องการความสงสาร แต่ขอเรียกร้องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เรียกร้องสิทธิขั้นพื้นฐานที่ทุกคนควรได้รับเท่ากัน ไม่ว่าจะเป็นคนรวย คนจน หรือผู้ติดเชื้อฯ ก็ต้องได้รับเหมือนกัน เพราะผู้ติดเชื้อฯ ก็เป็นคน มีความฝัน ความหวัง ความกลัว และความเสียใจ เหมือนคนทั่วไป” นายสุดใจ กล่าว ทั้งนี้แคมเปญดังกล่าวมีผู้ร่วมลงชื่อกว่าหมื่นคนภายในเวลาสัปดาห์เดียว โดยผู้ลงชื่อได้เขียนแสดงความเห็นในเรื่องนี้จำนวนมาก อาทิ เช่น นายณัฐพงศ์ เหมือนรุ่ง กาญจนบุรี ให้ความเห็นว่า “ความจริงแล้วเชื้อเอชไอวีไม่ได้ติดโดยการใช้ชีวิตประจำวันร่วมกัน การคิดแบบนี้ถือว่าเป็นการสร้างความแตกแยกให้เกิดขึ้นในสังคม สร้างการตีตราให้คนที่เป็นมนุษย์ด้วยกันรังเกียจกันเอง เป็นพฤติกรรมที่เลวร้ายที่สุด ดังนั้น ผู้บริหารควรออกมาชี้แจงให้กับสังคมรับรู้ข้อเท็จจริงในเจตนาของคุณให้เร็วที่สุด” ขณะที่ เบญจวรรณ หนูคง จากสงขลา ระบุว่า “เรื่องเอดส์เป็นเรื่องใหญ่ที่เกือบทุกประเทศให้ความสำคัญ ซึ่งประกอบด้วย 3 ลด เพื่อนำไปสู่เป้าหมาย Getting To Zero เอดส์เป็น 0 ประกอบด้วย 1.ลดอัตราการติดเชื้อ 2.ลดอัตราการตาย 3.ลดการตีตรา ซึ่งสิ่งที่ผู้บริหารโรงแรมทาวอินทาวน์กำลังทำอยู่ขณะนี้เป็นการตีตราต่อผู้ติดเชื้อซึ่งไม่สมควรอย่างยิ่ง เพราะทุกคนได้ชื่อว่าเป็นคนเหมือนกันและผู้ติดเชื้อก็ไม่ใช่บุคคลอันตรายที่คุณจะมาแสดงท่าทีรังเกียจ” ทั้งนี้ทางเครือข่ายผู้ติดเชื้อฯ ได้ยื่นเรื่องนี้ไปที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแล้ว โดยทางคณะกรรมการสิทธิฯ ได้รับเรื่องนี้ไว้ตรวจสอบแล้ว ขณะที่ทางโรงแรงทาวน์อินทาวน์ยังไม่มีการชี้แจงเรื่องนี้ ซึ่งทางเครือข่ายฯจะประชุมและหามาตรการกดดันขั้นต่อไปเพื่อให้โรงแรมออกมาขอโทษและเลิกกีดกันผู้ติดเชื้อต่อไป
แท็ก เอชไอวี  

เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ