MovieJupiter Ascending

ข่าวบันเทิง Friday February 6, 2015 12:32 —ThaiPR.net

กรุงเทพฯ--6 ก.พ.--MMM Digital Asset แชนนิ่ง ทาทัม และ มีล่า คูนิส แสดงนำในภาพยนตร์เรื่อง “Jupiter Ascending” มหากาพย์แห่งการผจญภัยแนวไซไฟรูปแบบใหม่จากผู้สร้างฯ ลาน่าและแอนดี้ วาชอว์สกี้ จูปิเตอร์ โจนส์ (คูนิส) เกิดยามกลางคืนภายใต้ท้องฟ้า โดยมีสัญลักษณ์ที่บ่งบอกชะตาชีวิตอันยิ่งใหญ่ของเธอไว้ ตอนนี้เมื่อจูปิเตอร์โตขึ้น เธอใฝ่ฝันว่าจะได้เป็นดาราแต่กลับตื่นขึ้นมาพบความจริงอันโหดร้ายเมื่อเธอเป็นแค่พนักงานทำความสะอาดให้บ้านคนอื่น และต้องถูกพักงานอย่างไม่มีกำหนด จนกระทั่งเมื่อเคน (ทาทัม) อดีตนักล่าหน่วยทหารที่ร่างกายถูกสร้างขึ้นด้วยยีนสังเคราะห์เดินทางมาถึงโลก เพื่ออค้นหาเธอ จูปิเตอร์จึงเริ่มรู้ชะตาชีวิตว่าเขารอเธอมานานแสนนาน ลักษณะยีนของเธอแสดงให้เห็นว่าเธอเป็นผู้สืบทอดที่ไม่ธรรมดา ซึ่งนั่นอาจจะเปลี่ยนสมดุลของจักรวาลได้ จากท้องถนนแห่งเมืองชิคาโก้สู่กาแล็กซีในห้วงอวกาศ ภาพยนตร์เรื่อง “Jupiter Ascending” เขียนบทฯ และกำกับฯ โดยครอบครัววาชอว์สกี้ จากผู้สร้างฯ แกรนต์ ฮิล ที่เคยคว้ารางวัลมาแล้ว พวกเขาเคยร่วมงานกันมาตั้งแต่ภาพยนตร์ไตรภาค เรื่ง “The Matrix” อำนวยการสร้างฯ ร่วมกับลาน่า วาชอว์สกี้ และ แอนดี้ วาชอว์สกี้ อำนวยการสร้างบริหารฯ โดย โรเบอร์โต มาเลอร์บ้า และ บรูซ เบอร์แมน แชนนิ่ง ทาทัม (“Foxcatcher,” “Magic Mike”) และมีล่า คูนิส (“Oz the Great and Powerful”) เป็นนักแสดงนำระดับโลก พร้อมกับฌอน บีน (ภาพยนตร์ไตรภาค “The Lord of the Rings”), นักแสดงเจ้าของรางวัล Golden Globe และเคยเข้าชิงรางวัล Oscar เอ็ดดี้ เรดเมย์น (“The Theory of Everything”), ดักลาส บูธ (“Noah”), ทัพเพนซ์ มิดเดิลตัน (“The Imitation Game”) เบื้องหลังภาพยนตร์เรื่อง “Jupiter Ascending” เป็นการกลับมาร่วมงานกันระหว่างครอบครัววาชอว์สกี้กับเพื่อนร่วมงานที่ร่วมงานกันมาอย่างยาวนาน ล่าสุดได้ร่วมงานกันในภาพยนตร์เรื่อง “Cloud Atlas” ทีมงานพวกเขา ได้แก่ ตากล้องเจ้าของรางวัล Oscar® จอห์น โทล (“Braveheart,” “Legends of the Fall”) ผู้ออกแบบฉากฯ ฮิวจ์ เบทอัพ ผู้ลำดับภาพฯ อเล็กซ์ เบอร์เนอร์ ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย คิม บาร์เร็ตต์ และผู้ออกแบบทรงผมและการแต่งหน้า เจเรมี่ วูดเฮด ประพันธ์ดนตรีโดยเจ้าของรางวัล Oscar ไมเคิล เจียชิโน่ (“Up”) ภาพยนตร์เรื่อง “Jupiter Ascending” จะนำเสนอวิชวลเอ็ฟเฟ็กต์ที่ล้ำสมัย ซึ่งกลายเป็นเกณฑ์มาตรฐานภาพยนตร์ของวาชอว์สกี้ ควบคุมวิชวลเอ็ฟเฟ็กต์ในภาพยนตร์โดย แดน กลาส (“Batman Begins,” “Cloud Atlas”) เขารับตำแหน่งนี้ให้ครอบครัววาชอว์สกี้ตั้งแต่ภาพยนตร์ไตรภาคเรื่อง “The Matrix” นอกจากนั้นยังได้ จอห์น กาเอต้า ผู้ควบคุมการออกแบบวิชวลเอ็ฟเฟ็กต์ที่ได้รับรางวัล Oscar® จากเบื้องหลังภาพยนตร์เรื่อง “The Matrix” มาร่วมงานด้วย ภาพยนตร์เรื่อง “Jupiter Ascending” จะฉายในระบบ 3 มิติและระบบธรรมดาในโรงภาพยนตร์บางแห่ง และภาพยนตร์ระบบ IMAX® ภาพยนตร์นำเสนอโดย Warner Bros. Pictures ร่วมกับ Village Roadshow Pictures และ Anarchos Productions จัดจำหน่ายโดยวอร์เนอร์ บราเดอร์ส พิกเจอร์ส หนึ่งในกลุ่มบริษัทวอร์เนอร์ บราเดอร์ส เอ็นเตอร์เทนเมนท์ และจัดจำหน่ายในบางพื้นที่โดยวิลเลจ โรดโชว์ พิกเจอร์ส รายละเอียดภาพยนตร์ นอกเหนือจากโลกและดวงอาทิตย์แล้ว หนึ่งในราชวงศ์ที่ทรงอำนาจในจักรวาลซึ่งวางกฎระเบียบสำหรับศหสวรรษนี้ และตอนนี้จากการสิ้นชีวิตของผู้นำ สามรัชทายาทคนสำคัญของเธอ ได้แก่บาเล็ม คีก และไททัสอยู่ในสงครามแห่งการต่อสู้เพื่อการได้ครอบครองอาณาจักรแห่งแอบราแซกส์ แต่ยังมีทายาทอีกคนหนึ่งที่มีอิทธิพลเหนือกว่าพวกเขา?คือหญิงสาวผู้ถือกำเนิดขึ้นบนโลก โดยที่เธอไม่รู้ว่าเธอถือมรดกแห่งการสืบทอดที่ทำให้เธอครอบครองอนาคตมากกว่าที่จะจินตนาการได้ และมีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงชะตากรรมของดาวเธอ จูปิเตอร์ โจนส์ถูกตามล่าตัวและอยู่ท่ามกลางหมู่ศัตรู เธอจำเป็นต้องทิ้งชีวิตปกติและอาศัยความช่วยเหลือจากอดีตนักล่ากองทัพที่กลายเป็นพันธมิตรเพียงคนเดียวของเธอเมื่อเธอต้องเผชิญชะตากรรมที่แท้จริงของเธอ ? ผู้สร้างภาพยนตร์ลาน่าและแอนดี้ วาชอว์สกี้เชิญผู้ชมสู่โลกใบใหม่ที่แปลกตาสุดมหัศจรรย์อีกครั้งด้วยภาพยนตร์เรื่อง “Jupiter Ascending” ภาพยนตร์ไซไฟแอ็คชั่นผจญภัยแหวกแนวเรื่องแรกหลังจากภาพยนตร์ไตรภาคเรื่อง “The Matrix” ภาพยนตร์เรื่อง “Jupiter Ascending” เป็นเรื่องราวของจักรวาลแห่งหนึ่งที่โลกเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของเครื่องจักรขนาดใหญ่ในวงจรการค้าของกาแล็คซี่ ซึ่งมีมูลค่าที่ถูกครอบครองและเต็มไปด้วยทรัพยากรล้ำค่าอย่างมนุษย์ “ฉันจำช่วงเวลาที่มนุษย์ต่างดาวมีความอัจฉริยะหรือมีความสามารถในห้วงอวกาศที่สร้างความตื่นตาให้พวกเราไม่ได้แล้วค่ะ” ลาน่า วาชอว์สกี้กล่าว “ใครไม่รัก ‘Cosmos’ ของคาร์ ซาแกนบ้าง? และหนังปี 2001 A Space Odyssey ที่ส่งผลกระทบต่อเรามาก แต่ในฐานะของผู้ถ่ายทอดเรื่องราว ความน่าตื่นเต้นของเราในการเล่าเรื่องคือการตอบคำถามข้อสงสัยที่ว่า ‘หากมีใครสักคนอยู่ที่นั่นและรู้เรื่องราวของเรา ทำไมพวกเขาถึงไม่อยากให้เรารู้เรื่องราวเกี่ยวกับพวกเขาล่ะ?’” ครอบครัววาชอว์สกี้ทั้งเขียนบทฯ กำกับฯ และอำนวยการสร้างฯ เรื่อง “Jupiter Ascending” ด้วยกรอบของภาพยนตร์ไซไฟ แต่มีการผสมผสานองค์ประกอบจากหนังแนวอื่นที่พวกเขาชื่นชอบลงไปด้วย ในเรื่องราวมีทั้งความตื่นเต้น การผจญภัยสุดยิ่งใหญ่ เรื่องราวความรักระหว่างคนสองคนที่คงไม่มีทางมาเจอกันได้หากไม่เกิดเหตุการณ์ครั้งใหญ่ที่อาจเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวในหลายช่วงศตวรรษ หากมันเกิดการกำเนิดขึ้นใหม่ มนุษย์ที่เกิดขึ้นจากยีนที่เหมือนกับมนุษย์ที่มีตัวตนอยู่ จูปิเตอร์ โจนส์คือการกำเนิดขึ้นใหม่ ลักษณะยีนของเธอสอดคล้องกับหญิงคนหนึ่งผู้ปกครองราชวงศ์ที่มีอำนาจสูงสุดในจักรวาลก่อนที่เธอจะเสียชีวิตลงอย่างปริศนา แม้ว่าเธอจะใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายแต่นี่ทำให้จูปิเตอร์มีทรัพย์สมบัติมากมาย และผู้ทรงอำนาจในการช่วงชิงอำนาจอันยิ่งใหญ่ที่มีโลกใบนี้เป็นเดิมพัน เธอจึงกลายเป็นเป้าหมายของทายาทในตระกูลที่ยังมีชีวิตอยู่ ภาพยนตร์เรื่อง “Jupiter Ascending” เริ่มเรื่องราวในยุคปัจจุบันที่ชิคาโก้และค่อยข้ามสู่ห้วงจักรวาล มีภาพที่น่าตื่นเต้นในการเปลี่ยนแปลงอย่างหรูหราและความอันตราย เมื่อหญิงสาวคนหนึ่งต้องเปลี่ยนแปลงจากชีวิตสุดแสนธรรมดาสู่การเป็นราชินีโดยที่เธอไม่เคยรู้มาก่อน ต้องเสี่ยงชีวิตและแบกความรับผิดชอบ ซึ่งไม่ใช่แค่ตัวเธอเองแต่รวมถึงทุกคนที่เธอรักและมนุษย์ทุกคนบนโลกของเธอ ในระหว่างนี้เธออาจไม่ได้พบแค่พลังและความมุ่งมั่นของเธอ แต่อาจพบความรักของเธอด้วย “ทั้งดูฉลาด น่าทึ่ง และสนุกมากค่ะ” มีล่า คูนิส ผู้รับบทนำจูปิเตอร์ โจนส์ ทายาทของราชวงศ์ที่ไม่รู้เรื่องยีนตัวเองว่าสามารถครองโลกได้เล่าว่า “มีฉากแอ็คชั่นเยอะมากค่ะและมีเรื่องราวความรักที่งดงาม แม้ว่ามันจะเกิดขึ้นในฉากสุดอัศจรรย์แต่ทุกอย่างรู้สึกเหมือนมีตัวตนและสมจริงมากค่ะ ซึ่งมันมีมุกตลกอย่างพอเหมาะอย่างที่ฉันชอบมากค่ะ” “ลาน่าและแอนดี้ วาชอว์สกี้สร้างตั้งแต่ระดับโมเลกุลไปจนถึงระดับจักรวาล” แชนนิ่ง ทาทัม ผู้รับบท เคน ไวซ์ ผู้ชำนาญด้านการสะกดรอยที่ถูกส่งมายังโลกโดยหนึ่งในสามพี่น้องแอบราแซกส์ เพื่อจับตัวจูปิเตอร์ โจนส์เมื่อรู้ยีนของเธอและมีการตรวจสอบมรดกของเธอเรียบร้อย เคนไม่รู้เหตุผลในการทำภารกิจของเขาที่กลายเป็นความยุ่งยากทันทีเมื่อกลุ่มนัก่าพยายามจับตัวจูปิเตอร์ไปไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม “เขาพยายามหาคำตอบว่าทำไมถึงเกิดเรื่องทั้งหมดขึ้น เขาต้องตัดสินใจว่าจะปกป้องเธอหรือยอมแพ้” ทาทัมกล่าว เขาเกือบเป็นมนุษย์อย่างสมบูรณ์แต่มีเอ็นเอของหมาป่าผสมอยู่ ซึ่งสองสิ่งนั้นช่วยพัฒนาฝีมือและเป็นตัวกำหนดโอกาสในการใช้ชีวิตอย่างปกติ เคนกลายเป็นผู้คุ้มครองของจูปิเตอร์เมื่อเขารู้ว่าเธอคือใคร และจะเกิดอะไรขึ้นหากคนที่ต้องการขัดขวางเธอทำได้สำเร็จ ไม่ว่าจะเป็นการนำผู้ชมเข้าสู่การต่อสู้กลางเวหาระหว่างเหล่านักล่าศัตรูจากต่างแดนสู่ท้องฟ้ายามค่ำคืนที่ชิคาโก้หรือการพาพวกเขาสู่ห้วงอวกาศอันไกลโพ้นล้วนเป็นสิ่งที่ผู้สร้างฯ ไม่เคยมองข้าม ผู้สร้างฯ แกรนต์ ฮิล พาร์ทเนอร์ของพวกเขาตั้งแต่การสร้าง “The Matrix Reloaded” รู้ดีว่า “สิ่งที่ทำให้พวกเขาตื่นเต้นได้คือความท้าทายของเรื่อง และความอลังการของหนังแนวนี้อยู่ที่ภาพลักษณ์และการออกแบบ ภาพที่น่าตื่นเต้นของเรื่องมีความงดงามและมันมีความตั้งใจมาก เป็นหนังไซไฟที่มีความยิ่งใหญ่และหลากหลาย” “ครอบครัววาชอว์สกี้ขึ้นชื่อด้านการสร้างสรรค์ความแปลกใหม่และจินตนาการ” ฮิลเล่าขยายว่า “แต่มันไม่ใช่แค่ภาพที่น่าตื่นเต้นแค่นั้น มันต้องมีการนำเสนอเรื่องราวและในครั้งนี้คือการเดินทางผ่านทั่วดินแดนหลายแห่ง ซึ่งแต่ละแห่งถูกสร้างขึ้นมาให้มีรูปแบบชีวิตและเทคโนโลยีของตัวเอง แต่ละแห่งจะมีการส่งผู้คนผ่านห้วงอวกาศและว่าจ้างให้มีการต่อสู้ต่างๆ” ความตั้งใจของผู้สร้างฯ ในการสร้างฉากที่มีขนาดใหญ่ คือเพื่อสร้างภาพที่ทำให้จูปิเตอร์เกิดข้อกังขาและสงสัยว่ามนุษย์โลกอาจไม่ได้เกิดขึ้นบนโลก และโลกของเธอเป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจและสังคมขนาดใหญ่ที่ย้อนกลับไปเมื่อหลายพันล้านปีที่แล้ว นี่คือทรัพย์สินอันล้ำค่าที่ตอนนี้มีบาเล็ม แอบราแซกส์ผู้น่ากลัวเป็นผู้ครอบครอง รับบทโดยเอ็ดดี้ เรดเมย์น แม้ว่าพวกเขาจะเกิดมาจากดีเอ็นเอเดียวกันเมื่อนานมาแล้ว ตระกูลแอบราแซกส์เป็นตัวแทนของสังคมที่มีวิวัฒนาการล้ำสมัย ตอนนี้พวกเขามองมนุษยชาติบนโลกเหมือนปศุสัตว์ ผลผลิตที่เก็บเกี่ยวเพื่อทำงานที่พวกเขาเพาะปลูกไว้เพื่อจุดประสงค์ส่วนตัวและค่อยเก็บเกี่ยว เรื่องนี้สร้างความช็อคให้กับจูปิเตอร์ ตอนนี้เธอรู้แล้วว่าเธอมีกุญแจสำคัญในการควบคุมทุกสิ่ง แต่การจะประสบความสำเร็จในทุกสิ่งที่อยู่เบื้องหน้าได้ จูปิเตอร์ต้องก้าวข้ามความสงสัยและข้อจำกัดที่เธอตั้งไว้มาโดยตลอด เธอต้องค้นหาความกล้าและให้ความสนใจในสิ่งที่รออยู่เบื้องหน้า ยืนยันในสิทธิของเธอที่มีมาตั้งแต่เกิดแม้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม และต้องมีความชัดเจนในสิ่งที่เธอต้องรับหน้าที่ “เรื่องราวต่าๆ มีความเข้มข้นพอๆ กับเหล่าตัวร้ายของพวกเขา” ลาน่ากล่าว “สำหรับเรื่องนี้เราหยิบยกไอเดียของครอบครัวเหล่าร้ายที่บิดเบือนภาพลักษณ์ครอบครัวของจูปิเตอร์ พวกเราทุกคนต่างรู้สึกละอายไม่ต่างกับแอบราแซกส์และโบล็อตไนคอฟที่ต่างหลอกใช้และบีบบังคับกันเอง พวกเราต่างอยากเด่นกว่าคนอื่นและมองเห็นค่าสถานภาพและความมั่งคั่งกว่าที่ควรจะเป็น แม้ว่าเรื่องราวจะเกิดขึ้นนอกห้วงอวกาศ แต่ตัวละครก็ต้องมีความเป็นมนุษย์และสะท้อนถึงข้อดีและข้อด้อยของเรา” “จูปิเตอร์ไม่มีพลังพิเศษอะไรค่ะ” คูนิสกล่าว “เธอไม่รู้วิธียิงปืน เธอเหมือนผู้หญิงทั่วไปที่ถูกโยนเข้าสู่สภาพนี้และต้องนึกภาพเอา” “ไม่ต่างจากพวกเราหลายคน” คูนิสเล่าต่อว่า “จูปิเตอร์เป็นคนหนึ่งที่ไม่รู้ว่าตัวเองมีค่ากว่านั้นและสามารถทำอะไรได้มากกว่านั้น หรือหากมีสิ่งที่มาท้าทายชีวิตกว่าที่เธอเคยเจอ เธอใช้ชีวิตไปเรื่อยๆ โดยไม่รู้ตัวจนกระทั่งมีใครสักคนหรืออะไรสักอย่างมาปลุกเธอขึ้นมา ฉันคิดว่าหลายคนจะเข้าใจช่วงเวลานั้นในชีวิตพวกเขาได้ค่ะ ฉันสัมผัสมันได้จริงๆ บางครั้งเราไม่รู้ว่าจะเดินไปทางไหนหรือเรากำลังทำอะไรอยู่ จนกระทั่งมีบางอย่างเกิดขึ้นที่ทำให้เรารู้ว่าชีวิตยังมีอะไรมากกว่านี้” ลาน่าเล่าว่า “เราอยากถ่ายทอดเรื่องราวของความคลั่ง การเดินทางอันเหลือเชื่อที่นำเธอออกไปไกลกว่าที่ใครจะเดินทางไปได้ เพื่อให้เธอได้กลับไปสัมผัส ‘บ้าน’ และเข้าใจว่าอะไรคือสิ่งสำคัญสำหรับเธอ “หลังจากการหยุดพักของเราที่ยาวนานนับทศวรรษผ่านภาพยนตร์ไตรภาค ‘The Matrix’” เธอเล่าต่อว่า “ฉันได้อ่านเรื่อง The Odyssey ช่วงเทศกาลขอบคุณพระเจ้าที่บ้านพ่อแม่ของฉัน จากนั้นเราดูเรื่อง ‘The Wizard of Oz’ และฉันติดใจในความคล้ายกันของสองเรื่องนี้ โดยเฉพาะคอนเซปต์ที่เกี่ยวกับ ‘บ้าน’ บ้านคือใจความสำคัญของเรื่องและเป็นวิธีหนึ่งที่เราจะเข้าใจตัวเองได้ การกลับบ้านทำให้เรานึกถึงความเปลี่ยนแปลงของเราและการคงความเป็นเราเหมือนเดิม มันเป็นช่วงเวลาแห่งการจุดประกายเมื่อแอนดี้กับฉันเริ่มคิดถึงจูปิเตอร์ โจนส์ ผู้หญิงคนหนึ่งที่ไม่มีความสุข รู้สึกเหมือนติดอยู่กับงานที่น่าเบื่อและได้ออกไปนอกอวกาศ เรียนรู้อะไรหลายอย่างเกี่ยวกับตัวเอง เหมือนใครหลายคนที่ไม่มีความสุขในชีวิตและออกไปเดินทางเพื่อค้นหาสิ่งที่พวกเขาปรารถนาหรือต้องการ เพื่อกลับมาพร้อมกับมุมมองใหม่ๆ และชื่นชมกับที่มาของพวกเขา” แต่จูปิเตอร์ไม่ได้เดินทางครั้งนี้เพียงลำพัง เธอมีเคนอยู่ด้วย พวกเขาใช้เวลาเพียงไม่นานก็รู้ว่าแม้พวกเขาจะมีความเข้มแข็งขนาดไหน แต่พวกเขาร่วมมือกันจะยิ่งดีกว่า และสิ่งที่พวกเขาต้องเผชิญไม่ใช่ภารกิจเล็กๆ เลย เมื่อพวกเขาเข้าใจแผนการทั้งหมดของแอบราแซกส์ มันไม่ใช่เพียงชะตากรรมของดาวโลก แต่ยังรวมถึงดาวอีกหลายดวงและอีกหลายชีวิตที่ต้องเสี่ยงอีกด้วย เมื่อจูปิเตอร์และเคนถูกดึงเข้าไปในการแย่งชิงอำนาจ พวกเขาได้เรียนรู้ธรรมชาติการใช้ชีวิตของพวกเขาอย่างแท้จริงและความโหดร้ายของการเก็บเกี่ยวที่กำลังจะมาถึงมากขึ้น ภาพยนตร์เรื่อง “Jupiter Ascending” ได้ตั้งคำถามที่คาใจพวกเราตลอดกาลอย่างที่แอนดี้ วาชอว์สกี้เล่าว่า “มันน่าติดใจตรงไอเดียว่าเราเป็นใครและส่วนไหนในจักรวาลที่เหมาะกับเรา พวกเราอยู่เพียงลำพังหรือยังมีสิ่งมีชีวิตอยู่บนดาวดวงอื่นอีก” ถ้าหากทุกสิ่งที่เราเชื่อเกี่ยวกับชีวิตบนโลกไม่ใช่เรื่องจริงล่ะ? ถ้าหากยังมีใครอื่นอีกและพวกเรามีบทบาทในส่วนไหนของเครื่องจักรขนาดใหญ่ในห้วงอวกาศ? ทาทัมเล่าว่า “ลาน่าและแอนดี้ได้สร้างโลกที่จะเปิดจินตนาการของคุณสู่โอกาสที่มีความเป็นไปได้ว่าเราเป็นเพียงเม็ดทรายขนาดจิ๋วบนชายหาดอันกว้างใหญ่” จูปิเตอร์ เคน และสตินเกอร์: พันธะใหม่และมิตรภาพเก่า จูปิเตอร์: “ฉันเคยทำพลาดมามากพอจนรู้สึกได้ว่าครั้งนี้ต่างจากครั้งอื่น” เคน: “ฝ่าบาทจะแน่ใจได้ยังไง เหมือนอย่างที่บอกว่าเข็มทิศเสียหรือเปล่า?” เล่าถึงช่วงเวลาที่เคนและจูปิเตอร์ได้พบกัน คูนิสเล่าว่า “จูปิเตอร์อยู่ในสถานการณ์ที่เสี่ยงมาก เมื่อเคนลงมาจากฟากฟ้าและกอดเธอไว้ในอ้อมแขน มันเป็นช่วงที่เกิดความหวั่นไหวระหว่างทั้งคู่จนไม่สนใจสิ่งอื่นที่กำลังเกิดขึ้น มันมีความเป็นธรรมชาติและไม่ทันตั้งตัวเลยค่ะ” “พวกเราโชคดีมากสำหรับการคัดตัวนักแสดง” ฮิลเล่าว่า “มีล่าและแชนนิ่งคือตัวเลือกแรกของเราสำหรับบทจูปิเตอร์และเคน เมื่อทุกอย่างลงตัวจังหวะก็ยกระดับขึ้นและเดินหน้าต่อไป พวกเขามีบุคลิกที่ชัดเจนเคมีบนหน้าจอก็เรียกความสนใจได้มากด้วย” ความไว้ใจและความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นระหว่างเคนและจูปิเตอร์ยิ่งลึกซึ้งมากขึ้น โดยตลอดทั้งเรื่องจะมีเหตุการณ์ที่เรียกได้ว่าเป็นเรื่องราวความรักสุดแสนธรรมดาบนเรื่องราวอันยิ่งใหญ่ ทั้งคู่ต่างไม่เคยคิดว่าจะพบกับความรักและไม่ใช่ในสภาพแวดล้อมที่รุนแรงแบบนี้ด้วย ทาทัมเล่าว่า “เคนวางตัวเหมือนไม่สามารถพบความรักหรือไม่สมควรได้รับความรักมานานแล้ว แม้ว่านั่นคือสิ่งที่เขาต้องการก็ตาม และจูปิเตอร์รู้สึกว่าเธอลองทุกความพลาดตามตำราเรื่องผู้ชายมาแล้ว ฉะนั้นคงไม่คุ้มที่จะลองอีกครั้ง” จูปิเตอร์เหมือนกับนางเอกหลายคน ความกล้าหาญของเธอหล่อหลอมมาจากความรุนแรงและความนอบน้อมในช่วงแรก พ่อของเธอเป็นนักฟิสิกส์ดาราศาสตร์ที่ถูกฆ่าในเซนต์ปีเตอร์เบิร์กจากอาชญากรรมไร้สาเหตุก่อนที่เธอจะเกิด และจูปิเตอร์คลอดกลางทะเล ระหว่างประเทศขณะที่แม่ของเธอและพี่สาวหนีไปที่อเมริกาเพื่อชีวิตที่ดีขึ้น แต่ชีวิตแบบนั้นห่างไกลจากคำว่าสุขสบาย ตอนกลางวันเธอต้องทำความสะอาดบ้านและตอนกลางคืนต้องอาศัยอยู่กับครอบครัวที่ใหญ่ขึ้นของเธอในที่แคบๆ ชีวิตที่แท้จริงของจูปิเตอร์ที่เหน็ดเหนื่อยและจำเจซ้ำซาก “จูปิเตอร์ต้องทำงานกับแม่และป้าของเธอ เธอไม่ได้ใช้ชีวิตของเธอเลย” คูนิสกล่าว “ไม่มีความสุขหรือความสนุกใดๆ มีแต่การดิ้นรน เธอได้แต่ยอมทิ้งความฝันและคิดว่า ‘นี่แหละความจริงของชีวิตฉัน มันไม่มีวันจะดีไปกว่านี้แล้ว’” แต่เบื้องลึกของการเลี่ยงสังคมแล้วจูปิเตอร์มีจิตใจที่อ่อนโยนและสนใจเรื่องจักรวาลและโลกของเธอเหมือนพ่อ เธอภาวนาอยู่ลึกๆ แต่ไม่เคยหวังเป็นจริงเป็นจังว่าเธอจะมีโอกาสได้เห็นโลกเหมือนพ่อ ที่ๆ มีความงดงาม น่าอัศจรรย์และมีความเป็นไปได้ จูปิเตอร์ยังโชคร้ายเรื่องความรักด้วย ชีวิตรักของเธอที่ผ่านมามีแต่การอกหักและผิดหวัง หลายครั้งจนเธอเชื่อว่าเธอมีเข็มทิศชีวิตที่พังแล้วจนทำให้เธอต้องตัดสินใจพลาด แต่เป็นเพราะเข็มทิศของเธอพังหรือเป็นการนำเธอสู่เคนกันแน่? สำหรับเคนแล้วเหมือนเธอได้พบกับคนที่เธอต้องไว้วางใจและเขาก็ไว้วางใจเธอเช่นกัน ซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นยากสำหรับพวกเขา และเมื่อเธอตกหลุมรักเขาจึงถือเป็นการก้าวข้ามความเชื่อครั้งใหญ่เท่าที่เธอเคยมีมา เขาเองก็มีประสบการณ์ที่คล้ายกัน ในสังคมของเคนมนุษย์จะมียีนที่ถูกกำหนดให้ใช้ชีวิตอย่างจำเจ และมักจะรวมเข้ากับยีนของพวกสัตว์เพื่อนิสัยและความสามารถต่างๆ เช่น เพิ่มประสาทสัมผัสด้านการมองเห็น การดมกลิ่น การฟังเสียง และความคล่องตัวหรือความแข็งแกร่ง เคนถูกเพิ่มดีเอ็นเอของหมาป่าเข้าไป เขาถูกผสมให้เป็นทหารในกองหรือ “โจรจี้เครื่องบิน” เป็นทหารที่มีความกล้าหาญ มีความสามารถด้านการไล่ล่า สะกดรอย และต่อสู้ แต่โชคร้ายที่ผู้สร้างเคนขึ้นมาเกิดคำนวณผิดพลาด เพิ่มพูนเหตุผลให้การต่อต้านที่คาดคะเนไม่ได้ จนสุดท้ายเขามีความเกลียดชังและไม่ไว้ใจผู้ที่มีสายเลือดราชวงศ์ที่สามารถควบคุมเคนได้อย่างเต็มตัวเพื่อไม่ให้เขามาขัดขวาง เขาจึงต้องเรียนรู้วิธีการเก็บตัว ลาน่าเล่าว่า “ครั้งแรกที่เราคุยกันเรื่องจูปิเตอร์ เราคิดถึงโดโรธีจาก Oz มากค่ะ ฉันชอบที่เธอมีโตโต้เป็นผู้อารักขาของเธอ จูปิเตอร์ต้องการผู้อารักขา และตอนนั้นฉันกำลังอ่านหนังสือเกี่ยวกับหมาป่า มีการอธิบายว่าหมาป่าจะออกล่ากันเป็นฝูง ซึ่งหมาป่าที่ถูกผลักไสออกจากฝูงมักจะไม่รอดชีวิต ฉะนั้นเพื่อความอยู่รอดพวกมันต้องเป็นสุดยอดนักล่าให้ได้ “สำหรับเคน” เธอเล่าต่อว่า “เขาจะไล่ล่าสิ่งที่เขาไม่เคยมีคือฝูงของตัวเอง ซึ่งเป็นความรู้สึกของการเป็นเจ้าของเหมือนเวลาที่เรารู้สึกรักและได้ความรักกลับมา สำหรับจูปิเตอร์แล้วความรักของเคนคือกุญแจที่ไขข้อสงสัยของเธอทั้งเรื่องเกี่ยวกับโลกและตัวเอง ทำให้เธอมีความกล้าที่จะยืนหยัดและต่อสู้เพื่อสิ่งที่สำคัญ” สุดท้ายแล้วเธอพูดว่า “พวกเขาเติมเต็มบางอย่างให้กัน” เมื่อเคนถูกไททัส แอบราแซกส์ส่งตัวไปตามหาจูปิเตอร์และพาเธอกลับมา ก่อนที่เธอจะถูกหนึ่งในพี่น้องของเขาฉกตัวไป อดีตทหารในกองไม่รู้ว่าเธอเป็นใครและทำไมต้องสนใจเธอขนาดนั้น ต่อมาเมื่อเขารู้ความจริงเขาจึงรู้สึกสับสน จูปิเตอร์มีเชื้อพระวงศ์แต่เธอไม่รู้สึกตื่นเต้นกับการที่เขารังเกียจชนชั้นของเธอ ในทางกลับกันเธอดึงนิสัยการปกป้องอารักขาแบบหมาป่าของเขาออกมา ซึ่งเป็นสัญชาตญาณที่นำไปสู่ความซื่อสัตย์และความสัมพันธ์ “เคนมีปัญหากับพวกราชวงศ์ และเขารู้มาว่าชีวิตตัวเองถูกปรับเปลี่ยนยีน” ทาทัมยอมรับ “แต่หลังจากนั้นจูปิเตอร์ก็เหมือนคนพิเศษ เขาสนใจในตัวเธอและต้องมาพัวพันกับเธอเพราะเขาไม่รู้ว่าทำไมถึงรู้สึกแบบนี้ ผมคิดว่าเคนสัมผัสได้ถึงความดีในตัวเธอ และเป็นนิสัยที่เขาไม่ได้เจอบ่อยนัก จูปิเตอร์จึงมีความน่าสนใจอย่างลึกลับ” ก่อนหน้านี้มีเพียงคนเดียวที่เคนเคยผูกพันด้วยคือสตินเกอร์ อาพิไน หัวหน้ากองทัพผู้เป็นทั้งเพื่อนและผู้ที่หักหลังเขาแต่มันก็จบลงไม่สวย ฌอน บีน ผู้รับบททหารเก่าเล่าว่า “สตินเกอร์และเคนเคยมีอดีตที่งดงามและยาวนานร่วมกันมา ทั้งคู่มีความกล้าหาญและแข็งแกร่ง พวกเขาต่อสู้เคียงข้างกันและเคารพกันและกัน สตินเกอร์เป็นทั้งที่ปรึกษาและเป็นเหมือนพ่อของเคน เขาเองก็มองเคนเหมือนลูก เหมือนเด็กหนุ่มที่คอยเตือนให้นึกถึงตัวเองในอดีต ไม่ใช่แค่ความแกร่งในตัวเขาแต่นิสัยที่ดื้อดึงของเขาด้วย และเป็นทหารมือดีที่สุดที่เขาเคยร่วมต่อสู้ด้วย พวกเขามีความผูกพันที่ดี” มิตรภาพนั้นถูกทดสอบขึ้นเมื่อเคนทำร้ายหนึ่งในราชวงศ์และสตินเกอร์จึงออกรับแทนเขา หลังจากนั้นสกายแจ็คเกอร์สองคนถูกตัดสินในศาลทหาร เคนถูกขังตัวไว้ขณะที่ความซื่อสัตย์ของสตินเกอร์ทำให้เขาถูกคุมตัวอีกรูปแบบหนึ่ง ถูกจองจำบนยานเออีจิสหน่วยตำรวจจักรวาล เขาถูกเนรเทศลงมายังโลกเพื่อควบคุมสถานีอันไกลโพ้นที่ฟาร์มในมิดเวสเทิร์นที่รายล้อมไปด้วยไร่ข้าวโพดและฝูงผึ้ง ในความคิดและหลักเหตุผล ยีนมนุษย์ของสตินเกอร์มีการผสมข้ามพันธุ์ดยพัฒนาจากสายพันธุ์ของผึ้ง ทำให้สตินเกอร์รับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงของบรรยากาศแบบพวกแมลงได้อย่างดีเยี่ยม “นี่เป็นชีวิตที่เขาจำใจต้องใช้ชีวิตอยู่ แต่ดูเหมือนเขาจะใช้งานมันได้ดีมาก” บีนเล่าว่า “เขาไม่หวังว่าจะให้อะไรเปลี่ยนแปลงไป จนกระทั่งเคนสร้างปัญหาต่างๆ และสนใจเรื่องความเป็นไปได้อีกครั้ง” การกลับมาพบกันระหว่างทั้งสองต้องกลายเป็นระเบิดแน่นอน ความทรงจำเรื่องแย่ๆ จะต้องปะทุขึ้นมา แต่ยิ่งไปกวานั้นคือตอนนี้เคนต้องไปหาสตินเกอร์เพื่อขอความช่วยเหลือ เขาเดาไม่ออกว่าเพื่อนเก่าของเขาจะรู้สึกอย่างไรเมื่อเจอเขาอีก หรือความซื่อสัตย์ของเขาอาจไม่สัตย์จริง แต่นี่คือโอกาสที่เขาต้องคว้าเอาไว้เพราะเขากับจูปิเตอร์ไม่มีทางเลือกอื่น สุดท้ายเออีจิสก็รู้ว่าจูปิเตอร์ยังมีตัวตนอยู่และได้ส่งยานและฑูตอย่างเป็นทางการมาให้เธอ แต่บาเล็ม แอบราแซกส์สั่งปิดล้อมระบบการขนส่งและได้ส่งกองทัพสังหารที่จะเข้าถึงเธอก่อนมาแล้ว ซึ่งเป็นไปได้อย่างสตินเกอร์คาดการณไว้พวกเขาจะไม่จากดาวดวงนี้ไปหากไม่มีการต่อสู้ บาเล็ม คาลีก และไททัส: รัชทายาทแห่งตระกูลแอบราแซกส์ ไททัส: “การโกหกเป็นสิ่งจำเป็น มันคือต้นตอของความตั้งใจ ความเชื่อมั่นและความหวัง ความจริงคือบางครั้งการโกหกคือเหตุผลเดียวที่ทำให้ฉันลุกจากเตียงได้” แม้ว่าจะเป็นมนุษย์แต่แอบราแซกส์มีวัฒนธรรมที่เก่าแก่กว่าอายุขัยของมนุษยชาติอันสั้น และคิดว่าตัวเองมีวิวัฒนาการก้าวไกลกว่า พวกเขาจะคงลักษณะที่คล้ายกับบรรพบุรุษที่เหมือนกันเอาไว้ ลาน่า วาชอว์สกี้เล่าถึงการปกครองของราชวงศ์โดยการอธิบายว่า “ทุกคนในโลกต้องเผชิญและต่อสู้ดิ้นรนกับความคิดเรื่องสถานภาพ มันเป็นแนวคิดแบบมนุษย์มากสำหรับการมองสังคมเหมือนพีระมิดที่บางชีวิตมีคุณค่ามากกว่า หลายสิ่งที่น่ากลัวในโลกแห่งความเป็นจริงถูกอธิบายไว้โดยแนวคิดแบบนั้น” เมื่อเซราฟี แอบราแซกส์เสียชีวิตลงหลังจากปกครองมานานกว่า 100,000 ปีในฐานะผู้นำอมตะของครอบครัว อาณาจักรแห่งดวงดาวอันกว้างใหญ่รวมถึงผลประโยชน์ทางอุตสาหกรรม ซึ่งรวมถึงโลกด้วยที่ทำให้เกิดความบาดหมางและการแข่งขันในเหล่าทายาท ได้แก่ บาเล็มพี่ชายคนโต คาลีกน้องสาวของเขา และไททัสน้องชายคนเล็ก แต่ไม่วาเมื่อก่อนจะมีการแข่งขันระหว่างพี่น้องกันแค่ไหนก็ไม่มีอะไรเทียบได้เท่ากับการพบตัวจูปิเตอร์ โจนส์ ผู้หญิงที่มียีนโดยชอบธรรมของเซราฟีที่อยู่เหนือการอ้างสิทธิใด พวกเขารู้ว่าจูปิเตอร์มีความหมายต่อการใช้ชีวิตและอนาคตของพวกเขามาก ซึ่งแต่ละคนก็มีของตัวเองในการจัดการกับเธอ เอ็ดดี้ เรดเมย์นรับบทบาเล็มผู้โหดเหี้ยม หัวหน้าคนปัจจุบันของ Abrasax Industries เขาเริ่มติดใจการขยายความมั่งคั่งและอำนาจที่แม่ของเขาทิ้งไว้ให้ตอนที่เขาได้รับข่าวที่ไม่สู้ดีเป็นผู้ที่ต้องสูญเสียมากสุด เขามีการตอบโต้ได้อย่างว่องไวและเด็ดขาด เขาต้องการให้จูปิเตอร์ตาย “เขาเป็นตัวอันตราย เป็นคนที่โหดร้ายมาก ดูอารมณ์แปรปรวนตั้งแต่ช่วงแรกของเรื่องและยิ่งเลวร้ายขึ้นเรื่อยๆ” เรดเมย์นกล่าว ลักษณะของบาเล็มแดงให้เห็นถึงบาดแผลที่อยู่ลึกๆ ซึ่งเขาสื่อผ่านการบงการและการกระซิบลางร้าย… จนถึงช่วงเวลาที่ระเบิดความโกรธออกมา สำหรับการที่ภาพยนตร์เรื่อง “Jupiter Ascending” รวมหลายรายละเอียดในการถ่ายทอดเรื่องราวเอาไว้ เขาเล่าว่า “มันเป็นการผสมผสานความล้ำสมัยและทันสมัยอย่างไม่ธรรมดา แนวไซไฟกับต้นฉบับเดิม แต่มีการสะท้อนถึงผลงานเช็คสเปียร์และผลงานดราม่าของชาวกรีกในความสัมพันธ์ระหว่างพี่น้องและแม่ของพวกเขากับความซับซ้อนของครอบครัว เราไม่ได้ยินเรื่องราวภูมิหลังของบาเล็มมากนัก แต่เห็นชัดว่าอะไรหลายอย่างทำให้เขารุนแรงและอ้างว้าง ชีวิตของเขาเป็นแบบนั้นและนั่นทำให้เขาน่าสนใจมาก” นอกจากนั้นนักแสดงชายยังให้ความเห็นว่า “ความหลงใหลของบาเล็มมีข้อได้เปรียบ และไอเดียของการหากำไรด้านการเงินคือหนทางเดียวที่ทำให้ชีวิตก้าวหน้า มันน่าสนใจที่ได้เห็นมุมมองที่เย็นชาและคิดแต่เรื่องเงิน รงข้ามกับความคิดของจูปิเตอร์ที่เป็นเรื่องของความรักและการเรียนรู้ที่จะรัก” ตรงกันข้ามกับการแสดงออกอย่างตรงไปตรงมาของบาเล็ม คาลีกเลือกที่จะแนะนำและผูกมิตรกับสมาชิกคนใหม่ของตระกูล หรือเธออาจจะไม่ต้องการแสดงฝีมือเร็วเกินไป เทพเพนซ์ มิดเดิลตันผู้รับบททายาทคนกลางของตระกูลแอบราแซกส์เชื่อว่า “คาลีกได้รับความสนใจจากจูปิเตอร์มาก เธอมีความอดทนคล้ายแม่ของเธอ ฉันคิดว่าเธอต้องการรู้เรื่องของจูปิเตอร์ให้ได้มากที่สุด และอยากรู้ว่าเธอจะส่งผลร้ายต่ออำนาจของพวกเขามากแค่ไหน เธอจะได้รู้ว่าควรเดินเกมอย่างไร” ความสนุกในการไล่ล่าตัวของบาเล็มพร้มด้วยข้อเสนอที่ดีขึ้น คาลีกต้อนรับจูปิเตอร์อย่างอบอุ่นสู่ดาวบ้านเกิดของเธอที่รายล้อมไปด้วยน้ำและความสงบ คาลีกเป็นสาวตลอดกาลทั้งที่จริงๆ แล้วมีอายุ 14,000 ปี ทำให้เหมือนจิ๊กซอว์ของจูปิเตอร์ที่หายไปมากยิ่งขึ้น เพราะเธอยังต้องพยายามทำความเข้าใจกับสภาพแวดล้อมอันยิ่งใหญ่ของเธอ “การที่พวกเขาอยู่ต่างโลกกันถือว่ามีความสำคัญ” มิดเดิลตันกล่าว “ระหว่างพวกเขามีความแตกต่างอย่างชัดเจน คาลีกมีไหวพริบ อายุมากกว่า ค่อนข้างเบื่อโลก มีความสงบนิ่งมากเมื่อเทียบกับพลัง ความแข็งแกร่ง และความกล้าหาญของจูปิเตอร์ การเจอกันของพวกเขาให้ความรู้สึกเหมือนเป็นพี่น้องกันเลย” แต่อย่างไรก็ตาม ไททัส ที่รับบทโดยดักลาส บูธ ที่ใช้หนทางแห่งการค้นหามากที่สุด การสร้างภาพลักษณ์ของการเป็นเพลย์บอยที่ถูกตามใจและหล่อเหลา แต่ก็มีการยอมรับในฐานะผู้นำที่ยอมรับความเป็นจริง ความทุ่มเทของไททัสเพื่อให้ตัวเองได้สุขสบายและแผนการที่ซ่อนเร้นไว้เป็นที่มาของความทะเยอทะยานอันร้ายกาจและจิตใจที่ร้ายพอๆ กับบาเล็ม “มันน่าสนุกตรงที่ได้เห็นหรือคาดเดาเป้าหมายของทุกคน” บูธกล่าว “ตัวละครของผมไม่ต้องการให้พี่ชายหรือพี่สาวของเขาได้ครองโลก ในบรรดาดวงดาวทรัพย์สินอื่นมันเหมือนกับเพชรพลอยบนมงกุฎและมีคุณค่าในตลาดมาก ตอนนี้บาเล็มครองสิทธิ์ความเป็นเจ้าของ แต่หากจูปิเตอร์คือคนที่พวกเขาคิดเอาไว้ สิทธิ์นั้นย่อมเป็ยของเธอโดยชอบธรรม ซึ่งจะมีผลต่อตำแหน่งของบาเล็มในเชิงการค้าและทำให้ผลประโยชน์หดลง ซึ่งนั่นเป็นเรื่องดีสำหรับไททัส” ไททัสไม่ใช่คนตรงไปตรงมาเหมือนบาเล็มหรืออ่อนโยนเหมือนคาลีก เขาวางแผนโค่นอำนาจเพื่อกำจัดอุปสรรคตัวใหม่ในมรดกของเขา ขณะเดียวกันก็ต้องแข่งกับพี่น้องตัวเองเพื่อมรดกของครอบครัวที่มีเดิมพันสูงกว่า เป้าหมายของเขาคือการเก็บจูปิเตอร์ให้มีชีวิตไว้อย่างน้อยก็พักหนึ่ง ในบรรดานักแสดงที่รับบทตัวละครสมทบหลักๆ เจมส์ ดี’อาร์ซี่เล่นได้อย่างสะเทือนใจแต่เป็นแบบอย่างในการสร้างแรงพลังในบทแม็กซิมิลเลียน โจนส์ พ่อของจูปิเตอร์ astrophysicist ผู้ยึดมั่นอุดมการณ์ที่เสียชีวิตก่อนเธอจะเกิดมา เขาตั้งชื่อลูกให้มีความโดดเด่นและให้มีความสามารถด้านการมองเห็นความงดงามของจักรวาล ดูน่า เบ เคยรับบทใน “Cloud Atlas” ได้ฉีกแนวมาเล่นแอ็คชั่นครั้งแรกในบท ราโซ่ ลูกผสมต่างดาวที่ดุและเป็นนักล่าเงินรางวัล ราโซ่เป็นผู้บังคับรถเลื่อนที่ต้านแรงโน้มถ่วงที่เรียกว่า เดอะ บุลเล็ต วาชอว์สกี้อธิบายไว้ว่าเป็นการผสมระหว่างรถมอเตอร์ไซค์กับตอร์ปิโดที่ใช้ในการต่อสู้ตอนที่เธอกับพรรคพวกต้องชิงตัวจูปิเตอร์มาจากการอารักขาของเคน ขณะที่ เทอร์รี่ กิลเลียม นักแสดงชาย นักเขียนบทฯ และผู้กำกับฯ พลิกมารับบทเจ้าหน้าที่ลงทะเบียนและข้าราชการที่พอใจกับสิ่งที่ตัวเองทำในวังวนแห่งระบบราชการที่ประกอบด้วยกระทรวงมหาดไทที่จูปิเตอร์ต้องรับใบรับรองว่าเป็นสมาชิกของราชวงศ์ แฟนนภาพยนตร์จะจำผลงานชิ้นเอกของกิลเลียนที่น่านับถืออย่างเรื่อง “Brazil” ได้ “การรับบทคนแก่เพี้ยนๆ เป็นเรื่องที่ง่ายมาก” กิลเลียมกล่าว “เอนตัวมาและยืนตรง พูดด้วยเสียงประหลาดไปตามเรื่องตามราว นี่เป็นครั้งแรกในช่วงเวลานานมาแล้วที่ผมเล่นอะไรสักอย่างต่อหน้ากล้อง แต่ครอบครัววาชอว์สกี้ถามผมว่าพอจะมารับบทเสมียนเก่าแก่ในโลกที่เหมือนบราซิลได้มั้ย ผมจะปฏิเสธพวกเขาได้อย่างไรกัน? ผมเป็นแฟนมาโดยตลอดเลยนะ พวกเขาฉลาดและสร้างผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมมาก” ครอบครัวของจูปิเตอร์บนโลก ได้แก่ มาเรีย ดอยล์ เค็นเนดี้ รับบทอเล็กซ่า แม่ของเธอ; ฟร็อก สโตน รับบทคุณป้านีโน่; เจเรมี่ สวิฟต์ รับบทคุณลุงวาสไซลี่จอมเจ้ากี้เจ้าการ และ เคิร์ก เกอร์รี่ รับบทวลาดี้ลูกพี่ลูกน้องของเธอ บุรุษที่มีความคิดอันยิ่งใหญ่มากกว่าที่เราจะสัมผัสได้ บรรดาผู้รับบทมนุษย์ต่างดาว มนุษย์พันธุ์ผสม และพวกหุ่นยนต์ที่จูปิเตอร์และเคนต้องเผชิญหน้าในระหว่างการเดินทางสู่กาแล็คซี่ ได้แก่ กูกู มาธา-รอว์ รับบทฟามูลัสที่ปรึกษาของไททัส; ทิม ไพก็อตต์-สมิธ รับบทมาลิดิคเทส ขุนนางผู้มีแววตาเหมือนนกฮูกของคาลีก และ เอ็ดเวิร์ด ฮ็อกก์ รับบทที่ปรึกษาทางกฏหมายของบาเล็ม ชิคาเนรี่ ไนท์ เดวิด อจาลา รับบท ไอบิส ผู้ร่วมขบวนล่าของราโซ่; นิคกี้ อมูกา-เบิร์ด รับบทดิโอมิก้า ทิง ผู้บังคับยานอารักขา Aegis ที่ยอมเอาตัวเองและทีมของเธอเสี่ยงชีวิตช่วยเคน และ อาริยอน บาแคร์ ทำหน้าที่แสดงโมชั่นแคปเจอร์ในบทซอรีซาเปี้ยน กรีกาน ผู้อารักขาที่มีปีกขนาดใหญ่ผู้ซื่อสัตย์ของบาเล็มที่มีความกระตือรือร้นและสามารถชำแหละเคนได้ “นักแสดงทุกคนที่เรานำมารวมตัวกันช่างน่าทึ่งมาก” ฮิลกล่าว “ในภาพยนตร์มีนักแสดงที่มีความสามารถอย่างน่าอัศจรรย์หลายคน พวกเขามีลักษณะของตัวละครต่างๆ ที่มีเสน่ห์และมีความซับซ้อน” ? การออกแบบโลกต่างๆ สตินเกอร์: “เราถูกสอนมาจุดกำเนิดของมนุษยชาติคือโลก แต่ไม่ใช่เลย” “การออกแบบและความงดงามต่างๆ เป็นองค์ประกอบสำคัญที่นำไปสู่การตัดสินใจรับโปรเจ็กต์ใดๆ ของเรา และโดยเฉพาะสำหรับ ‘Jupiter’” ลาน่า วาชอว์สกี้กล่าว “เราต้องการถ่ายทอดความงดงามและรายละเอียดทุกอย่างที่อยู่ในโลกของเราออกมา เพื่อสะท้อนสู่บนจอภาพยนตร์” เธอย้ำว่า “และเราตั้งใจว่าจะไม่ยอมทำสิ่งที่หนังไซไฟส่วนใหญ่ทำ มีการเปรียบเทียบความงดงามต่างๆ เช่น Guggenheim Museum ที่งดงามสะอาดใน Bilbao ประเทศสเปนกับพิพิธภัณฑ์อังกฤษที่มีความงดงามแบบโกธิค แต่ยังคงมีความแข็งแกร่งและดูสกปรกแบบโลกความเป็นจริงที่ยากจะสร้างขึ้นในฉากหรือผ่าน CGI เราถ่ายทำสถานที่จริงมากกว่าที่หลายคนคิดไว้สำหรับภาพยนตร์ที่มีฉากอวกาศโดยส่วนใหญ่” เรื่องราวเริ่มขึ้นที่ชิคาโก้สมัยปัจจุบันที่คุ้นตา แต่หลังจากนั้นไม่นานก็จะกลายเป็นฉากที่ไม่คุ้นตา ภาพยนตร์เรื่อง “Jupiter Ascending” จะพาผู้ชมไปสู่โรงงานแอบราแซกส์ที่เป็นเหมือนฐานตั้งมั่นอันเรียบง่ายของบาเล็มบนดาวจูปิเตอร์ อัลคาซาร์ของคาลีกเป็นสถานที่อันเงียบสงบบนดาวซีไรส์สีแดงทับทิมนอกระบบสุริยะจักรวาลที่แต่งขึ้นมา ลงจอดบนที่จอดอันหรูหราบนยานแม่ของไททัสใน Cleopeides Nebulae และดาวโอรุซที่มีความแออัดที่มนุษยชาติถูกกล่าวว่ามีการเกิดเมื่อหลายศหสวรรษก่อน ตอนนี้กลายเป็นทบวงประวัติไปแล้ว สภาพแวดล้อมต่างๆ ที่วาชอว์สกี้คิดขึ้นมาต้องถ่ายทอดออกมาอย่างสมจริง มีองค์ประกอบของโครงสร้างและสไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์ แต่มีการแชร์ลักษณะเด่นมากพอเพื่อสื่อถึงเรื่องราวในอดีตที่มีร่วมกัน มันเหมือนกับความฝัน พวกเขาอยู่ในโลกปัจจุบันแต่ที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกและเทคโนโลยีในสังคมที่มีการพัฒนาล้ำไปมาก “การออกแบบของภาพยนตร์เป็นความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่มาก เริ่มจากการร่างภาพและและข้อมูลที่ต่างๆ ที่ใช้อ้างอิงซึ่งร่างไว้บนผนังออฟฟิศของวาชอว์สกี้” แกรนต์ ฮิลเล่าถึงตอนนั้นว่า “หนึ่งในสิ่งแรกๆ ที่เราทำคือการรวมตัวทีมนักออกแบบจำนวนมาก มีความจำเป็นที่เทคโนโลยีจะต้องเหมาะสม หากเราจะสร้างโลกทั้งใบและประดิษฐ์ทุกอย่างขึ้นมา มันต้องมีหลักการในตัวของมันเอง เราต้องคิดว่าผู้คนจะสร้างมันขึ้นมาอย่างไร จะใช้ชีวิตอย่างไร จะเคลื่อนไหวอย่างไร จะสวมใส่อะไร โลกแต่ละใบจะมีเรื่องราว ตำนาน และผู้อาศัยของตัวเอง จะมีการพัฒนาแยกกันตั้งแต่เพื่อนบ้านและประชากรมนุษย์บนโลก ซึ่งภาพที่เห็นต้องสะท้อนสิ่งนั้น” ภาพยนตร์เรื่อง “Jupiter Ascending” ต้องอาศัยช่างฝีมือหลายคนจากโปรเจ็กต์ที่ผ่านมา ตั้งแต่ผู้ออกแบบฉาก ฮิวจ์ เบทอัพ ตากล้อง จอห์น โทล ผู้ลำดับภาพ อเล็กซานเดอร์ เบอร์เนอร์ ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย คิม บาร์เร็ตต์ ผู้ออกแบบการแต่งหน้าและทรงผม เจเรมี่ วูดเฮด ผู้ควบคุมวิชวลเอ็ฟเฟ็กต์ แดน กลาส รวมถึงผู้ออกแบบ FX ชื่อดัง จอห์น เกต้า ที่สร้างผลงานในเรื่อง “The Matrix” และได้รับรางวัล Oscar เขาทำหน้าที่เป็นผู้ให้คำปรึกษาในเรื่อง “Jupiter Ascending” นอกจากนั้นแล้วแกรนท์เล่าว่า “เรายังรวมตัวช่างแกะสลัก จิตรกรวาดภาพเหมือน ผู้ออกแบบการแต่งหน้า ผู้ชำนาญด้านต่างๆ ผู้เขียนสตอรี่บอร์ด และผู้ร่างเครื่องแต่งกายจากทั่วทุกมุมโลก” วาชอว์สกี้ได้คว้าโอกาสในการร่วมงานกับผู้ประพันธ์ดนตรี ไมเคิล จิแอคชิโน่ ก่อนจะเปิดกล้องทำให้เพลงประกอบภาพยนตร์มีจังหวะ ความตื่นเต้น ความยิ่งใหญ่อลังการ จากนั้นยังมีความอ่อนโยนราวเสียงกระซิบเพื่อปลุกเร้าอารมณ์นักแสดงและทีมงาน ต้องยอมรับในข้อได้เปรียบของการกลับมาจับกลุ่มใหม่ของทีมงานครีเอทีฟ กลาสเล่าว่า “มันไม่ต้องพยายามเรียนรู้ว่าทุกคนคิดอย่างไรกับสิ่งต่างๆ ซึ่งพูดได้ว่าอะไรหลายอย่างในหนังทุกเรื่องที่วาชอว์สกี้สร้างจะมีความแตกต่างเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว และนั่นคือสิ่งหนึ่งที่ผมชอบในการร่วมงานกับพวกเขา พวกเขายังคงเต็มไปด้วยความเซอร์ไพรส์ แม้แต่คนที่รู้จักพวกเขาดีก็ตาม มันมีโอกาสสร้างความตื่นเต้นและไอเดียใหม่ๆ ในทุกโปรเจ็กต์” “ไซไฟมีความท้าทายเป็นพิเศษ” เบทอัพกล่าว “มันสามารถออกแบบในแนวนี้ได้หลายอย่าง โดยเฉพาะเมื่อมีวาชอว์สกี้มาร่วมงานด้วย ในฐานะแฟนของพวกเขา พวกเขาจะรู้และเคารพในงานที่อยู่ตรงหน้าและต้องการสิ่งที่ผู้คนไม่เคยเห็นมาก่อน” สำหรับการสร้างผลงานบนขนาดที่ใหญ่มหึมา มีการร่วมงานกันตั้งแต่ช่วงแรกกับเบทอัพและกลาสที่ต้องจัดการกับคอนเซ็ปต์ของภาพยนตร์ “การคำนวณความสมดุลที่ดีที่สุดเพื่อให้ได้ผลลัพธ์จำเป็นต้องใช้เวลา” กลาสกล่าว ซึ่งทีมงานต้องสร้างฉากวิชวลเอ็ฟเฟ็กต์ราว 2,500 ฉาก “มีหลายสถานการณ์ที่ต้องใช้สภาพแวดล้อมขนาดใหญ่ที่ไม่สามารถสร้างขึ้นมาได้ แต่ผู้กำกับฯ พยายามอิงส่วนต่างๆ ในแต่ละโลกให้เข้ากับความสมจริง” หลายฉากถ่ายทำทั้งในและโดยรอบชิคาโก้ ชีวิตครอบครัวของจูปิเตอร์ที่น่าจดจำ การหลบหนีจากนักฆ่าอยู่บนที่ตั้งสูงเหนือธุรกิจอย่างน่าตื่นเต้นและบ้านไร่ของสตินเกอร์ที่ใกล้กับ Minooka จากนั้นผู้กำกับฯ ได้ใช้เวทีขนาดกว้างและกรีนสกรีนของ Warner Bros. Studios Leavesden ที่อังกฤษ ความน่าสนใจของสิ่งต่างๆ ที่เจริญขึ้นอย่างชัดเจน หากพูดถึงขอบเขตเนื้อเรื่องและอารยธรรมแห่งมนุษย์หลายล้านปี พวกเขาต้องมีแนวทางหลายด้านด้วยยุคต่างๆ และสไตล์ที่ไหลมาบรรจบกัน กลาสเล่าว่า “ลาน่าและแอนดี้มักแนะนำว่าโลกที่อยู่ภายนอกจะมีองค์ประกอบในเชิงสถาปัตยกรรมที่คุ้นตาผู้ชม ความหมายโดยนัยนั้นเป็นแรงบันดาลใจให้เราด้านศิลปะและสถาปัตยกรรมบนโลกในหลายส่วนจากอดีตของเรา” “เราย้อนกลับไปหาไอเดียนี้ตลอดช่วงการออกแบบ” เบทอัพเล่าเสริม ยกตัวอย่างฉากห้องสวดมนต์บนยานไททัส สำหรับฉากนี้เขาต้องผสมผสานลักษณะหินทรายแบบโกธิคของ Ely Cathedral ในแคมบริดไชร์ที่อังกฤษซึ่งกองถ่ายไปเก็บภาพด้านในขนาดใหญ่กับหน้าต่างสมัยใหม่ที่มีโครงเหล็กและไฟตกแต่งที่ผู้ตกแต่งฉากปีเตอร์ วัลโพลและฝ่ายฉากตกแต่งเพื่อความสมบูรณ์แบบ จินตนาการด้านศาสนาจากความศรัทธาต่างๆ ได้หลอมขึ้นมาเป็นความงดงามของบ้านไททัส “เสาศิลาขนาดใหญ่ถูกเรียงในท่าเทียบยาน อิงจากโครงสร้างเพดานของโบสถ์อังกฤษโบราณ” เบทอัพกล่าว “เราตั้งใจสร้างที่พักให้มีหน้าตาและความรู้สึกเหมือนเรือสำราญสุดหรูจากกลางศตวรรษที่ 19 มีพื้นไม้ขอบทองเหลืองหรือทองเพื่อเน้นสไตล์ของเขา เราตอกย้ำธีมไซไฟด้วยหน้าต่างกระจกอันโอ่โถงที่มองออกไปเห็นอวกาศและหุ่นแกะสลักสุนัขทองคำที่ตกแต่งตรงทางเข้า ซึ่งเป็นการผสมผสานลักษณะของชาวอียิปต์กับเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย”? “มีการนำสถาปัตยกรรมโกธิคและ Art Deco มาใช้ ยานคล้ายกับปลาตัวใหญ่ที่มีใบเหมือนเรือใบ เหมือนครีบเมื่อล่องลอยกลางห้วงอวกาศ” กลาวกล่าวเสริม “มีรายละเอียดคล้ายหลังคาพัดลมที่ใช้นำทางเพื่อสร้างการผสมผสานอย่างตั้งใจให้ภาษาภาพมีอานุภาพ” สถานีแรกของจูปิเตอร์คือบ้านของคาลีก ซึ่งเป็นสถานที่ที่มีไฟอยู่กระจัดกระจาย หลังคาสูง และให้ความรู้สึกเงียบสงบ “น้ำตกที่งดงามและภายในขนาดใหญ่มีการสื่อถึงความโอ่อ่าของตัวละครนี้” เบทอัพกล่าว เขาดัดแปลงห้องโถงและพื้นที่จัดแสดงของ Natural History Museum ในลอนดอนให้เป็นฉากพระราชวังที่หลังคาโดมเคลือบทองและยอดแหลมตัดต่อด้วยดิจิตอล ฉากหนึ่งที่มีความละเอียดมากคือโลกของบาเล็ม พื้นที่ขนาดใหญ่ที่มีห้องแล็บและโรงงานสกัด ทำให้นึกถึงทั้งโรงงานเหล็กและยานรบ “ส่วนที่ยากสุดของฉากเหล่านี้คือการกำหนดว่าจะสร้างขึ้นในพื้นที่โรงถ่ายที่มีอย่างจำกัดได้แค่ไหน และต้องอาศัยดิจิตอลสร้างวิชลเอ็ฟเฟ็กต์อะไรบ้างเพื่อตอบโจทย์เรื่องความโอ่โถงอย่างที่ผู้กำกับฯ ต้องการ” เบทอัพกล่าว เขาสร้างฉากภายนอกขึ้นที่ Leavesden ซึ่งต่อมาทีมวิชวลเอ็ฟเฟ็กต์ได้ติดตั้งกรีนสกรีนตั้งแต่พื้นจรดเพดาน “เราใส่ลูกเล่นของเราด้วยสไตล์โกธิคและแบบอินดัสเทรียล บวกด้วยเครื่องจักรที่ดูอลังการงามสง่า” “กิจการของบาเล็มตั้งอยู่บนบรรยากาศแก๊สของดาวจูปิเตอร์ในสิ่งก่อสร้างที่มีความซับซ้อนมาก” กลาสกล่าวเสริม “ความซับซ้อนของฉากนี้ทำให้กลายเป็นองค์ประกอบแห่งข้อมูลที่ควบคุมโดยผู้ทำวิชวลเอ็ฟเฟ็กต์หลักของเรา Double Negative” บรรดานักแสดงรู้สึกประหลาดใจกับบรรยากาศใหม่ๆ ตลอดเวลา คูนิสเล่าว่า “บางฉากสร้างขึ้นทีหลัง แต่ฉากที่จับต้องจริงมันน่าทึ่ง มีความงดงาม และมีรายละเอียดที่สื่อถึงบุคลิกของแต่ละตัวละคร โลกของบาเล็มจะดูเหมือนคุกซึ่งเหมาะกับเขามาก ส่วนของคาลีกจะมีเทียนทั่วทุกแห่งเหมือนอารมณ์โมร็อคกัน ขณะที่ฉากของไททันจะรู้สึกยิ่งใหญ่จรรโลงใจด้วยต้นมะฮอกกานีจำนวนมาก” ขณะที่โลกโอรุซแห่งจินตนาการต้องอยู่ในระบบ Cunabulum System เหมือนเป็นถิ่นกำเนิดของมนุษยชาติ มีประชากรจำนวนมากและตอนนี้สนับสนุนให้เมืองต่างๆ มีการเจริญเติบโตกว่าที่เป็นอยู่ ที่นั่นเป็นเหมือนกระทรวงมหาดไทย และหน่วยตำรวจเออีจิสของจักรวาล เพื่อชดเชยทรัพย์สินที่แท้จริงบนโลก เบทอัพเล่าว่า “พวกเขาต้องย้ายการผลิตเกษตรกรรมเป็นที่ทำการขนาดใหญ่ ในจำนวนหมู่ประชากรจำนวนมากยังมีเมืองอีกมากมายที่มีระบบความสัมพันธ์กับสิ่งวอล้อมแบบอิสระ ตระกูลที่มั่งคั่งมากเหมือนแอบราแซกส์จะอาศัยอยู่ในวงแหวนรอบนอก”? การบิน การต่อสู้ และรองเท้าบูทต้านแรงโน้มถ่วง ฉากหนึ่งที่น่าตื่นเต้นที่สุดของเรื่องเป็นฉากเริ่มเรื่องหลังจากที่จูปิเตอร์ได้รับการยืนยันแล้วว่าเป็นหนึ่งในรัชทายาท และตกเป็นเป้าหมายแห่งการสู้รบของแอบราแซกส์ เธอต้องไว้วางใจเคนคนที่เธอเพิ่งจะเจอหน้า เพื่อหนีตายหรือถูกจับตัวในการไล่ล่าและต่อสู้ที่เรียกว่า Shadow Chase มีการผสมผสานอย่างแนบเนียนระหว่างสตั๊นท์จริงกับ FX สถานที่จริงกับฉากกรีนสกรีน มันผ่านช่องแคบระหว่างตึกสูงระฟ้ากับใต้สะพาน จากนั้นสูงเหนือเส้นขอบฟ้าของชิคาโก้จากการเหาะเหินอันคดเคี้ยวและดิ่งทะยาน พร้อมทั้งยุทธศาสตร์ในการต่อสู้แบบวินาทีต่อวินาทีโดยเครน แกรนท์ ฮิลเล่าว่า “ครอบครัววาชอว์สกี้ต้องการถ่ายทำภาพยนตร์ที่บ้านเกิดของเขา และด้วยอะไรหลายอย่างภาพยนตร์เรื่อง ‘Jupiter Ascending’ จึงเหมือนกับของขวัญสำหรับเมือง” “ชิคาโก้ในความคิดของเราที่ค่อนข้างจะลำเอียง เป็นเมืองหนึ่งที่สวยงามที่สุดในโลก” ลาน่ากล่าว “ในช่วงซัมเมอร์จะมีช่วงเวลาก่อนพระอาทิตย์ตก แสงจะสะท้อนกับทะเลสาบขณะที่ท้องฟ้าและไฟของเมืองยังคงงดงาม มันเกิดแสงประกายที่หาได้ยาก ทำให้ท้องฟ้ามีสีม่วง สีครามและสีทอง เราคิดว่านี่เป็นภาพของเมืองหนึ่งที่มีความงดงามและโรแมนติกมาก เราพาจอห์น โทล ตากล้องของไปที่ด้านบนตึกวิลลิสเพื่อดูว่าความน่าอัศจรรย์เกิดขึ้นนานแค่ไหน ซึ่งเป็นเวลาราว 5นาที เขาถามเราว่าจะถ่ายทำฉากไหน อาจจะเป็นฉากที่สร้างขึ้นมาหรือช่วงเวลาโรแมนติกที่เราเรียกว่า The Chase เขาหัวเราะแล้วพูดว่า ‘ไม่ เอาจริงๆ สิ’” ลาน่าอธิบายเพิ่มว่า “ฉากไล่ล่ากันมักจะถ่ายช่วงกลางวันที่มีแสงสว่างหรือช่วงกลางคืน เพราะมันมีความยุ่งยากและเราต้องการทุกช่วงเวลาเพื่อให้ได้ภาพที่เราต้องการ ไม่ว่าจะเป็นฉากโรแมนติกซึ่งง่ายกว่ามากเพราะมักจะถ่ายตอนพระอาทิตย์ตกดิน เราต้องผสมผสานฉากไล่ล่าที่มีความงดงามที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะเรารู้สึกว่านี่คือจุดที่จูปิเตอร์และเคนเริ่มรู้สึกถึงกัน เธอตกหลุมรักเขาแล้วเข้าอย่างจัง ยิ่งไปกว่านั้นคือเราไม่อยากใช้คอมพิวเตอร์กราฟฟิคหรือกรีนสกรีนมากไป เพราะเราอยากให้มันรู้สึกสมจริง” “มีเรื่องของร่างกายมนุษย์ที่เรารู้สึกว่าซีจีไม่สามารถช่วยเราได้ดีเท่าที่ควร” แอนดี้กล่าวเสริมว่า “การไล่ล่าครั้งนี้เกิดขึ้นจริงเราต้องใช้คนสองคนห้อยโหนจากเฮลิคอปเตอร์ เราจะรู้สึกได้ถึงน้ำหนักและลักษณะร่างกายของพวกเขา และถูกแยกจากกันและคว้าไว้ รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่บูทของเคนมีการหักโค้ง ซีจีสร้างความมหัศจรรย์ได้และเราก็มีผู้ที่สามารถสร้างมันขึ้นมาได้ แต่ต้องใช้ผู้ชำนาญเป็นพิเศษ 1 ปีสำหรับการเร็นเดอร์ทุกอย่าง” หลักการของ Shadow Chase เริ่มขึ้นที่โรงถ่าย Leavesden มีการสร้างลวดขึงที่มีความซับซ้อนและออกแบบท่าการแสดงผาดโผนที่สมบูรณ์ในสภาพบรรยากาศที่ปลอดภัยก่อนจะแสดงบนถนนและท้องฟ้า จากนั้นทำการทดสอบที่ Long Beach รัฐแคลิฟอร์เนียเพื่อตรวจสสอบการแสดงก่อนจะห้อยอยู่บนเฮลิคอปเตอร์ด้วยท่าทางการเหาะระหว่างที่ถ่ายทำด้วยกล้องที่อยู่บนเฮลิคอปเตอรำอื่น หลังจากประสบความสำเร็จแล้วผู้กำกับฯ มีการขออนุญาตเพื่อถ่ายทำทั้งด้านในและด้านบนตัวเมืองชิคาโก้ สำหรับการถ่ายทำบนเวหาในสถานที่ต้องใช้เวลาวางแผน อาศัยความช่วยเหลือจากหน่วยงานที่มีอำนาจควบคุมหลายฝ่ายเป็นเวลา 8 เดือน “มันต้องใช้ความพยายามในหลายด้าน” ผู้อำนวยการสร้างเล่าต่อว่า “เราต้องทำการปิดบางส่วนของเมืองในช่วงเช้าตรู่และช่วงค่ำเป็นเวลา 2 สัปดาห์ ต้องมีการเคลียร์พื้นที่สำหรับเฮลิคอปเตอร์ที่บินต่ำสำหรับนักแสดงผาดโผนแทนของแชนนิ่งและมีล่าที่ความสูงเหนือพื้นถนน 1,500 ฟุตระดับที่เคลื่อนไหวรอบตึกอาคารต่างๆ ได้ ขณะที่เฮลิคอปเตอร์ตัวที่สองจะร่อนรอบตัวพวกเขาเพื่อจับภาพการแสดง ส่วนเฮลิคอปเตอร์ตัวที่สามจะเก็บภาพด้านหลังไปพร้อมกันสำหรับฉากวิชวลเอ็ฟเฟ็กต์นับร้อยที่จะใช้ถ่ายทอดความเสียหายของเมืองชิคาโก้” “ทีมงานกล้อง 4 คนที่อยู่บนพื้นจะประจำอยู่ที่ดาดฟ้าขนานกับเส้นทางบินเพื่อเก็บภาพฟุตเทจจากกล้องที่อยู่บนเฮลิคอปเตอร์” จอห์น โทลกล่าว ด้วยตารางเวลาที่แน่นมาก วาชอว์สกี้ย้ำถึงเรื่องบรรยากาศ โทลเล่าว่า “หนึ่งปีก่อนจะถ่ายทำฉากนี้เรามีการทดสอบส่วนต่างๆ ของเมืองในช่วงเวลาที่ต่างกันไปของวัน และตัดสินใจว่าแสงในช่วงเช้าตรู่ก่อนพระอาทิตย์ขึ้นที่มีเอกลักษณ์ช่วยสร้างอารมณ์ได้ดีมาก มันทั้งงดงาม ลึกลับ และน่ากลัวในเวลาเดียวกัน ซึ่งในช่วงนั้นหมายถึงการถ่ายทำระหว่างตี 5:15 และ 5:45 “ฉากที่ถ่ายเสร็จแล้วจะนำมารวมเข้ากับวิชวลเอ็ฟเฟ็กต์และภาพไลฟ์แอ็คชั่นอย่างแนบเนียน ซึ่รวมถึงการแสดงผาดโผนของทั้งนักแสดงและนักแสดงแทนในสถานที่ที่ชิคาโก้ บวกกับกรีนสกรีนในโรงถ่าย” โทลเล่าว่า “องค์ประกอบวิชวลเอ็ฟเฟ็กต์ของพวกมนุษย์ต่างดาวและยานอวกาศสร้างขึ้นโดยคอมพิวเตอร์และประกอบเข้ากับไลฟ์แอ็คชั่น” ตั้งแต่ต้นจนจบกลาสและทีมงานของเขาได้ร่วมงานกับโทลอย่างใกล้ชิดเพื่อผลิตลวดแขวนกล้องขึ้นมาใหม่สำหรับถ่ายทำในสถานที่ต่างๆ เพื่อให้ได้พื้นที่การถ่ายทำบนอากาศ 180 องศาหรือ “blank shots” เพื่อวาดภาพคอมพิวเตอร์กราฟฟิคของพวกเขาขึ้นมา “เราช่วยออกแบบและผลิต Panocam ขึ้นมา ประกอบด้วยกล้อง RED 6 ตัวอยู่ในเครื่องวัดการหมุนการตั้งตำแหน่งถ่ายบนเวหา” กลาสกล่าว “มีการจับภาพมุมกว้างด้วยความละเอียดสูงได้หลายช็อต หากไม่มีกล้องนี้ฉษกการเหาะหลายฉากของเราคงจะใช้งานไม่ได้แน่ มันยังทำให้เรามีความยืดหยุ่นด้วยฉากต่อสู้ผาดโผนที่อยู่เบื้องหน้าด้วย นอกจากนั้นเรายังใช้ระบบ NCam ในฉากเพื่อให้ได้ข้อมูลในเวลาจริงของสิ่งแวดล้อมที่จำลองขึ้นมา พร้อมทั้งข้อมูลจากกล้องถ่ายทำสำหรับการเตรียมภาพจำลองหลังถ่ายทำในฉากและสำหรับการลำดับภาพในภายหลัง” ส่วนสำคัญในการสร้างและเรียกความสนใจให้ฉากแอ็คชั่นทั้งหมดในเรื่อง “Jupiter Ascending” คือการเคลื่อนไหวของพระเอกเคน ไม่ใช่การเหาะแบบสัมยก่อนและไม่ใช่การเหาะติดจรวดหรือขี่บนพาหนะใด เคนสามารถเร่งความเร็ว โฉบเฉี่ยว เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วได้เหมือนแรพเตอร์ เปลี่ยนแปลงทิศทางและความเร็วได้ดั่งใจ ความลับอยู่ที่รองเท้าบูทของเขา “มันไม่ใช่รองเท้าบูทติดจรวด ไม่ใช่รองเท้าบูทเหาะได้” ทาทัมเล่าว่า “มันเปลี่ยนทิศแรงโน้มถ่วงได้เขาเลยลอยล่องอยู่บนอากาศได้” จริงๆ แล้วัมนคือรองเท้าสเก็ตมีล้อที่ลบออกในตอนหลัง นักแสดงต้องอาศัย ระบบของรอก ฐานรองรับและสายเคเบิล เพื่อเลียนแบบสัมผัสการเดินทางบนอวกาศ จากการอาศัยความช่วยเหลือของผู้ชาย 6 คนในการดึงลวดที่อยู่ด้านหลังกรีนสกรีน นำโดยผู้ควบคุมการแสดงผาดโผน อาร์.เอ.รอนเดลที่มีชื่อเสียงจาก “Matrix”ทาทัมต้องโรลเลอร์เบลดอยู่บนสายพาน 3 ด้านขนาดใหญ่ยาว 4 เมตร กว้าง 2 เมตร เคลื่อนที่ด้วยความเร็ว 4.5 ไมล์ต่อชั่วโมงระหว่างที่แบกมีล่า คูนิสและร่อนอยู่บนชิคาโก้สู่โลกต่างๆ สำหรับการช่วยฝึกทาทัมและทีมนักแสดงผาดโผน ผู้สร้างฯ ได้ขอความช่วยเหลือจากผู้ชำนาญด้านนี้ ได้แก่ โครี่ มิลเลอร์ นักสเก็ตมืออาชีพจากแคลิฟอร์เนียและนักสเก็ตแนวโลดโผน ทาอิก คริส จากฝรั่งเศส คริสเป็นที่รู้จักดีจากการทิ้งตัวจากหอไอเฟลสู่ทางลาดเมื่อปี 2010 เพื่อทำลายสถิติโลกสำหรับการกระโดดสเก็ตอินไลน์ที่สูงที่สุด รวมถึงแสดงการกระโดดของเคนจากระเบียงชั้นสองของ Natural History Museum’s Great Hall ที่จำลองเป็นวังของคาลีก และร่อนสู่ Ely Cathedral ที่เป็นโบสถ์บนยานไททัส ทาทัมไม่เคยมีประสบการณ์ด้านกีฬามาก่อนเล่าว่า “เราต้องสเก็ตไปได้อย่างแรงและเร็ว และต้องหยุดให้ทันเพื่อชกหรือบล็อคหมัดตอนที่เราหันหน้าไปหาคนข้างๆ บางครั้งสเก็ตก็ไม่เคลื่นที่ตามทิศทางหรือเราเคลื่อนที่ไกลไป ผมสามารถถอยหลังกลับมาได้ถ้าเท้าเดินเลยไป แต่มันไม่ง่ายเลยสำหรับสเก็ต ในช่วงแรกมันช้ามาก แต่หลังจากนั้นก็มีวันหนึ่งที่ผมไม่ถอดมันออกเลยและนั่นคือจุเปลี่ยน ถ้าผมไม่อยู่บนลวดขึงผมก็จะสวมสเก็ตเล่น มันเหมือนกับการเรียนภาษาหนึ่งเลยครับ “เหตุผลหนึ่งที่ผมตกลงมาเล่นเพราะผมอยากแสดงบางอย่างที่ผมชอบดูในหนัง และนี่คือโอกาสที่ผมจะได้ทำ” ทาทัมเล่าต่อว่า “ผมชอบเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ และกระตุ้นตัวเอง ผมรู้ว่าการได้ร่วมงานกับนักแสดงผาดโผนที่เก่งสุดในวงการจะเป็นการเพิ่มฝีมือให้ผม” เคนต้องอุ้มและปกป้องจูปิเตอร์ผ่านเหตุการณ์หลายอย่าง ทาทัมต้องแสดงฉากผาดโผนส่วนใหญ่ร่วมกับมีล่า คูนิสที่ถูกรัดอยู่บนหลังของเขา ทั้งคู่ต้องใช้เวลาพักหนึ่งแขนอยู่บนลวดขึง คูนิสนึกถึงตอนนั้นและเล่าว่า “ฉันไม่รู้ว่าเราพร้อมที่จะถูกแขวนบนลวดมั้ย แต่ฉันก็ต้องทำและมันก็สนุกดีค่ะ มีครั้งหนึ่งเราอยู่บนลวดอิสระ 7 เส้นและพอเขาหมุนไปทิศทางหนึ่งไกลๆ มันก็จะหมุนตัวฉันไปอีกด้านหนึ่ง จากนั้นเราก็มาชนกันมันต้องอาศัยการทำงานที่พร้อมกันค่ะ” หลายอย่างมันเหมือนกับความฝัน “หลังจากเวลาผ่านไปหลายชั่วโมง เราถ่ายทำการเคลื่อนไหวร่วมกันเสร็จแล้วก็จะถามว่า ‘เมื่อคืนกินอะไรมา’ และพูดคุยกันปกติจากนั้นมองลงมาและบอกตัวเองว่าเรากำลังอยู่เหนือพื้นสูง 40 ฟุตนะ” คูนิสและทาทัมต้องฝึกซ้อมกับผู้ควบคุมการแสดงผาดโผนและการต่อสู้ชาวอังกฤษ เบ็น คุก สำหรับการเผชิญหน้าหลายครั้ง ที่สำคัญคือการเผชิญหน้าด้วยความโกรธระหว่างจูปิเตอร์กับบาเล็มที่โรงงานของเขา และการต่อสู้ที่ตัดสินชีวิตระหว่างเคนกับกรีกานผู้ปกป้องที่น่ากลัวของบาเล็ม “เห็นได้ชัดเลยว่าเคนถูกฝึกการต่อสู้แบบทหารมา เขาจึงมีสไตล์บางอย่างที่เรามาพัฒนากับแชนนิ่ง มันมีความคล่องงแคล่วและงดงาม” คุกกล่าว “อีกด้านหนึ่งจูปิเตอร์เป็นผู้หญิงธรรมดา เธอไม่มีการเคลื่อนไหวแบบนินจา การต่อสู้ของเธอออกมาจากภายใน และอาศัยสภาพแวล้อม มันเลยอิงกับความจริงมากกว่า” กรีกานเป็นหนึ่งในตัวละครคอมพิวเตอร์กราฟฟิคหลายตัวในเรื่อง จอมวายร้ายตัวจริงที่สูง 7 ฟุตกางปีกได้ 20 ฟุตและมีหางเหมือนงูซึ่งเขาใช้เป็นอาวุธคล้ายแส้ แดน กลาสอธิบายว่า “เขาเหมือนสัตว์เลื้อยคลานมีปีก คล้ายกับมังกร” เพราะนักแสดงที่รับบทเขาคืออาริยอน บาแคร์ ศึกษาการเคลื่อนไหวของสัตว์เลื้อยคลานอย่างมังกรโคโมโด เพื่อเตรียมตัวแสดงโมชั่นแคปเจอร์ และผสมผสานความฉลาดของมนุษย์กับความคล่องตัวและการคาดเดาไม่ได้ของสัตว์เลื้อยคลาน “เราเองไม่เคยออกแบบพวกสัตว์ประหลาดอย่างว่ากับวาชอว์สกี้จนถึงตอนนี้ ฉะนั้นนี่คืออีกพื้นที่หนึ่งของพวกเขา” กลาสกล่าว “มีฉากต่อสู้อันยิ่งใหญ่ระหว่างกรีกานและเคนที่น่าดูมาก มีสิ่งมีชีวิตหลายชนิดตั้งแต่ Keepers เปรียบเสมือนตัวอีทีสีเทาดูคลาสสิค ไปจนถึงพวกลูกผสมและตัวละครที่ไม่ใช่มนุษย์จำนวนมากที่อยู่ในโลกใบนี้” การเดินทางอย่างมีสไตล์ “ทำไมยานอวกาศต้องรูปร่างน่าเกลียดด้วย?” ลาน่าถามติดตลก “พวกมันดูเหมือนยานบรรทุกสินค้าจากโรงกลั่นน้ำมัน แต่ถ้าเรานึกถึงการขนส่งในอดีตตั้งแต่รถไฟไปจนถึงรถยนต์ เรือ เครื่องบิน มนุษย์โดยเฉพาะมนุษย์ที่มีความร่ำรวยจะมีการเดินทางด้วยสไตล์ที่งดงาม นี่คือการพูดคุยกันครั้งแรกเรื่องการออกแบบกับฮิวจ์ แดน และจอห์น เกต้า” ฉากที่ให้ความรู้สึกถึงความหรูหราของยานพาหนะในเรื่อง นอกจากยานไททัสที่ลอยอยู่วัง วาชอว์สกี้นึกภาพของยานอวกาศที่ดูทันสมัยและว่องไวสำหรับภาพยนตร์ ซึ่งต้องใช้งานได้จริงและมีความงดงาม แต่ละลำจะสวยงามในแบบของตัวเองโดยอิงการออกบบจากธรรมชาติ คล้ายพวกแมลงหรือนกล่าเหยื่อ พร้อมด้วยชิ้นส่วนที่มีการเสริมเข้าไป เช่น ใบเรือ ปีก หรือใบมีด ผู้สร้างฯ ไม่ได้ระดมความคิดร่วมกับเกต้า เบทอัพ กลาส และทีมงานของพวกเขาเรื่องหน้าตาของพาหนะและการทำงานเท่านั้น แต่ยังขอความช่วยเหลือจากผู้ชำนาญทั่วโลก ฉากหนึ่งต้องระดมความคิดจากผู้ชำนาญด้านคอนเซ็ปต์ 20 คนจาก 7 ประเทศ “มันวิเศษมากที่ได้เห็นไอเดียต่างๆ จากคนที่มีพื้นฐานต่างกันไป” เบทอัพกล่าว “เราขัดเกลาไอเดียต่างๆ และลงเอยที่ยานแบบที่เห็นในหนัง ซึ่งเราใช้ระบบขับเคลื่อนเพื่อให้ถอดส่วนต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วและประกอบเข้าไปใหม่ผ่านแรงโน้มถ่วงที่สร้างโดยเครื่องจักร” ไอเดียได้แรงบันดาลใจมาจากของเหลวที่ติดไฟได้มีลักษณะหลากทิศทางในห้องแล็บฟิสิกส์ “สามารถสร้างทางผ่านให้ยานที่เล็กกว่าสับเปลี่ยนทิศทางได้รวดเร็วอย่างน่าสนใจ” กลาสอธิบายว่า “เทคโนโลยีการเคลื่อนไหวแบบนี้ต่อมาได้ถูกดัดแปลงเป็นยานขนาดใหญ่ สร้างขึ้นจากไอเดียพลังของ fermionic ซึ่งเป็นวิธีควบคุมแรงโน้มถ่วงเฉพาะแห่ง” ยานอวกาศรวมถึง Planet Jumper ของไททัส ยานโดยสารขนาดปานกลางและ Abrasax Cruiser ของแอบราแซกส์ที่ดูโหดร้ายและพร้อมต่อสู้ นอกจากนั้นแล้วบาเล็มยังควบคุมยานรบแอบราแซกส์ ลักษณะเดียวกับยานเดินทางของตระกูลแต่ผลิตขึ้นมาเพื่อการสู้รบและ Planet Jumper ที่ว่องไวกว่าโมเดลของไททัสและลักษณะเหมือนเรือสปีดโบท กองกำลังตำรวจบนโอรุซอยู่บนยานรบ Aegis Cruiser และเครื่องจักรต่อสู้ส่วนตัวที่เรียกว่า The Zero ซึ่งเป็นยานพาหนะโปรดสำหรับนักล่าเงินรางวัลและผู้ที่ถูกว่าจ้างอิสระ เช่น ราโซ่ ที่ไม่ใช่ทั้ง Planet Jumper หรือว่องไวเหมาะกับชื่อบุลเล็ต จักรยานเวหาสำหรับคนเดียวที่ออกแบบมาสำหรับการขนส่งส่วนบุคคล แต่เหมาะกับการต่อสู้หรือการไล่ล่าที่ใช้ความเร็วสูง เครื่องแต่งกาย การแต่งหน้า และ Shower of Crystals ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย คิม บาร์เร็ตต์ เคยร่วมงานกับวาชอว์สกี้จากเรื่อง “The Matrix” เริ่มคิดเรื่องเครื่องแต่งกาย 18 เดือนก่อนจะมีการเปิดกล้อง โดยร่วมงานกับหัวหน้าผู้ออกแบบการแต่งหน้าและทำผม เจเรมี่ วูดเฮด เธอออกแบบหน้าตาของสิ่งมีชีวิตนับร้อยในโลกของ “Jupiter Ascending” “เวลาที่มีตัวละครเรียงรายกันตั้งแต่หุ่นยนต์ไปจนถึงเหล่าราชวงศ์ ทหารไปจนถึงลูกผสม จินตนาการของเรากว้างไกลมาก เราได้สิ่งที่เราไม่เคยคิดมาก่อน” เธอกล่าว บาร์เร็ตต์และวูดเฮดใช้ความสร้างสรรค์มากเมื่อต้องออกแบบพวกลูกผสม “มนุษย์เต็มตัวในเรื่องคือจูปิเตอร์และคนอื่นบนโลก และทายาทตระกูลแอบราแซกส์ส่วนใหญ่จะเป็นมนุษย์ผสมกับสายพันธุ์อื่น หรือผลิตขึ้นเป็นมนุษย์หรือหุ่นยนต์” วูดเฮดกล่าว “เราไม่ต้องการให้ลูกผสมของเราอยู่เหนือเด่นไป เราเลยมีการผสมกับหลากหลายยีนที่มีรายละเอียดมากขึ้น เช่น เรื่องขนาด ขนนก และมีการปรับเปลี่ยนลักษณะผิว” สตินเกอร์มีลักษณะร่วมกับผึ้ง รูปร่างลักษณะลูกตาสีทอง 6 เหลี่ยมและผมของเขาเป็นริ้วยาว ขณะที่ยีนนกฮูกของมาลิดิคเทสทำให้มีขนบางๆ และจมูกเหมือนจงอยปากนก การผสมผสานที่สำคัญของเรื่องคือตัวเคนที่มีลักษณะของหมาป่า มีลักษณะรูปร่างเปลี่ยนแปลงเกน้อยที่หูและทำให้ผมหนาขึ้น ส่วนเครื่องแต่งกายของเขาบาร์เร็ตต์เล่าว่า “ต้องสอดคล้องกับความจำเป็นในการแสดงผาดโผน รวมถึงแสดงรูปร่างของเขาโดยที่ไม่เผยเนื้อหนังมากเกินไป เพราะเราอยากเคนดูลึกลับ” ลักษณะของจูปิเตอร์มีการเปลี่ยนแปลงที่น่าทึ่งสุด ตั้งแต่เสื้อผ้าธรรมดาบนลกของเธอไปจนถึงชุดที่งามสง่าเหมาะกับยศฐาบรรดาศักดิ์ของเธอ “จูปิเตอร์มาจากครอบครัวชนชั้นแรงงานที่ชิคาโก้ ฉะนั้นสไตล์ของเธอจะดูเรียบง่ายและคล้ายกับเด็กวัยรุ่นส่วนใหญ่สวมใส่กันทุกวันนี้” บาร์เร็ตต์กล่าว “ความสนุกของผู้ชมและสำหรับฉันในฐานะผู้ออกแบบคือการติดตามการเดินทางเหมือนซินเดอเรลล่าของเธอ จากภาคพื้นสู่การเป็นเจ้าหญิงและไม่เสียความเป็นตัวของตัวเองไป” การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญสุดคือผ้าคลุมที่งดงามสีขาวแดงทับทิมที่จูปิเตอร์สวมใส่บนยานไททัส “มันต้องสื่อถึงการมีเชื้อพระวงศ์และสะท้อนมากกว่าการเป็นเพียงชุดหนึ่ง” เธอกล่าว “มีดอกไม้ที่ประดิษฐ์ด้วยมือนับร้อยพร้อมกับคริสตัลหยดน้ำค้าง Swarovski เย็บลงบนผ้า พร้อมด้วยที่ประดับศีรษะสีแดงทับทิมและคริสตัลที่ส่องประกายระยิบ เราเลือกที่มีน้ำหนักเบาที่สุดแต่มีรายละเอียดชัดเจนแบบ 3 มิติ ฐานและลวดที่ละเอียดที่สามารถติดกับเนื้อผ้าและดอกไม้ฟอยล์สีเงินได้” บาร์เร็ตต์และทีมงานของเธอยังใช้เครื่องพิมพ์ 3 มิติสำหรับเครื่องประดับบางชิ้น การเร่งการสร้างสรรค์จากความคิดไปจนสู่เนื้อผ้าไนล่อนบางที่รวมกับแผ่นทองในภายหลัง ผู้ออกแบบได้ผสมคริสตัล Swarovski หลากรูปแบบและสีสันลงไปใสชุดของแอบราแซกส์ด้วย ชุดที่เป็นแนวน้ำสำหรับคาลีกมีจุดเด่นที่สะท้อนไฟและส่องประกายเหมือนเม็ดฝน “มันจะเหมือนไม่ได้เชื่อมติดกันแต่มีบางอย่างโดดเด่นออกมาจากเนื้อผ้า” เธอกล่าว “ความแวววับนับร้อยจาก Swarovski ส่องประกายทั่วเสื้อและโดดเด่นด้วยสร้อยคอและต่างหู” การตกแต่งอย่าหรูหรายังปรากฏบนชุดของไททัสเช่นกัน คณะที่ลักษณะของบาเล็มจะเหมือนกับสิ่งที่บาร์เร็ตต์อธิบายว่า “หลอมละลายเหมือนโลหะ” “เราสร้างการผสมผสานทั้งวัฒนธรรมและสไตล์จากประวัติศาสตร์มนุษย์ที่ทำให้โลกของพวกเขามีชีวิตชีวา เครื่องแต่งกายของพวกเขาต้องสะท้อนมันออกมา รวมถึงความมั่งคั่งของพวกเขาด้วย เรามองหาการตกแต่งที่ให้อารมณ์เหมือน Gustav-Klimt” บาร์เร็ตต์อธิบาย “ความท้าทายที่ใหญ่สุดของเราคือการภาพลักษณ์ทั้งหมดขึ้นมาโดยยังเก็บสิ่งที่ทุกคนจะเข้าใจได้ไว้อยู่” ความคิดนั้นไม่ได้สะท้อนแค่การออกแบบภาพโดยรวมของหนัง แต่ยังสะท้อนถึงธีมหลักของเรื่องด้วย แกรนท์ ฮิลเล่าว่า “โลกเหล่านี้ดูเหมือนฝันสำหรับจูปิเตอร์และผู้ชม แต่ที่น่าทึ่งสุดเกี่ยวกับพวกเขาน่าจะเป็นที่พวกเขายังอยู่ในยุคของเรา และนั่นคือผู้ที่แชร์ดีเอ็นเอร่วมกับเรา” บางทีทั้งหมดอาจเป็นเรื่องของทัศนคติ เมื่อจูปิเตอร์พยายามรักษาความสงบของเธอท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงจากการใส่กางเกงยีนไปสู่การสวมชุดหรู คนทำความสะอาดบ้านที่มีเชื้อราชวงศ์ หัวใจอันบอบช้ำที่บังเอิญพบกับคนรักของเธอ… ผู้หญิงข้างหน้าต่างเล็กๆ บนโลกที่ได้ครองจักรวาล ลาน่า วาชอว์สกี้เล่าว่าเรื่องราวเริ่มขึ้นและจบลงด้วยกล้องส่องทางไกลที่ทำหน้าที่เป็น “การเปียบเทียบมุมมองชีวิตของคนหนึ่ง จูปิเตอร์เกิดมาท่ามกลางความมืดมิด ไร้ความช่วยเหลือ ไร้บ้าน และไร้พ่อ เธอรู้จักแค่ความยากลำบาก เธอเกลียดชีวิตของเธอ เธออยากมองเห็นแบบพ่อและเข้าใจในสิ่งที่เขาสอนถึงความพิเศษในหมู่ดาว เธออยากดูผ่านกล้องส่องทางไกลและเห็นภาพที่ใหญ่ขึ้น เพราะเวลาที่เราเห็นภาพทั้งหมดทุกสิ่งจะดูชัดเจน และนั่นคือจักรวาลแห่งความเป็นไปได้ทั้งหมดที่อนาคตเราจะมีได้ “มันมีไอเดียที่งดงามเรื่องพรจากพ่อมดสำหรับโดโรธีและเพื่อนร่วมเดินทางทั้งสาม พวกเขาเป็นตัวแทนของสิ่งที่พวกเขามีอยู่แล้วในตัวเอง” เธอกล่าวสรุป “พรสวรรค์ของกล้องส่องทางไกลในตอนท้ายก็เช่นกัน พ่อของเธอสามารถเห็นความอัศจรรย์เหนือกว่ามุมมองของเรา เหนือกว่าชีวิตของเรา นั่นคือสิ่งที่มีอยู่ในตัวจูปิเตอร์มาโดยตลอด”

เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ