
ศูนย์พัฒนาอุตสาหกรรมเก๋ากี้ สังกัดสำนักงานป่าไม้และทุ่งหญ้าเขตปกครองตนเองหนิงเซี่ย
ผืนไร่อันเขียวชอุ่มทอประกายระยิบระยับล้อแสงแดดตลอดแนวที่ราบลุ่มแม่น้ำเหลือง บนความสูง 1,100 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ทางทิศตะวันออกของเทือกเขาเหอหลาน ที่นี่คืออำเภอจงหนิง ในเขตปกครองตนเองหนิงเซี่ยหุย ทางตะวันตกเฉียงเหนือของจีน ซึ่งในขณะที่พิธีเปิดมหกรรมอุตสาหกรรมเก๋ากี้ (Goji Berry Industry Expo) ครั้งที่ 9 เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ เหล่าเกษตรกรในพื้นที่ต่างก็กำลังง่วนอยู่กับการเก็บเกี่ยวผลเก๋ากี้ (โกจิเบอร์รี) ประจำฤดูกาลแรกของปี 2569 กันอย่างขะมักเขม้น
แม้เก๋ากี้จะมีการเพาะปลูกอย่างแพร่หลายทั่วประเทศจีน แต่เก๋ากี้หนิงเซี่ยนั้นโดดเด่นในเรื่องคุณภาพ จนกลายเป็นสินค้าที่มีชื่อเสียงที่สุดของภูมิภาคนี้ โดยเฉพาะในอำเภอจงหนิง ซึ่งเป็นแหล่งปลูกหลักอันเป็นต้นตำรับของเก๋ากี้หนิงเซี่ยแท้ ๆ พื้นที่แห่งนี้เปิดรับแสงแดดปีละกว่า 3,000 ชั่วโมง อีกทั้งสภาพดินยังมีความเป็นด่างอ่อน ๆ จากการบรรจบกันของแม่น้ำเหลืองและแม่น้ำชิงสุ่ย ทำให้อุดมไปด้วยแร่ธาตุและสารอาหารจำเป็น ปัจจัยทางธรรมชาติที่หาไม่ได้จากที่อื่นนี้เองที่หล่อหลอมให้เกิด "ผลไม้มหัศจรรย์" อันเป็นเอกลักษณ์เช่นนี้
"เก๋ากี้ทุกเมล็ดผ่านการเก็บด้วยมืออย่างพิถีพิถัน" คุณพาน ไท่อัน (Pan Tai'an) ประธานบริษัท หนิงเซี่ย วูล์ฟเบอร์รี โกจิ อินดัสทรี จำกัด (Ningxia Wolfberry Goji Industry Co., Ltd.) ผู้ผลิตเก๋ากี้ชั้นนำในภูมิภาค กล่าว "ต้นเก๋ากี้จะออกดอกและติดผลไปพร้อม ๆ กันในเวลาเดียวกัน ส่งผลให้ผลผลิตทั้งหมดต้องใช้แรงงานคนในการเก็บเกี่ยว"
คุณพาน กล่าวเสริมว่า "นอกจากนี้ ด้วยสภาพอากาศที่เย็นสบายของหนิงเซี่ย ทำให้แทบไม่มีปัญหาเรื่องโรคพืชและแมลงศัตรูพืชรบกวน ถึงกระนั้น เรายังคงยึดมั่นในมาตรฐาน โดยไม่ใช้ปุ๋ยเคมีหรือยาฆ่าแมลงใด ๆ ทั้งสิ้น และเลือกใช้เฉพาะปุ๋ยหมักอินทรีย์เพื่อรับประกันว่าเก๋ากี้ของเราจะมีคุณภาพ บริสุทธิ์ และมาจากธรรมชาติอย่างแท้จริง"
จากสินค้าพื้นบ้านขึ้นชื่อ สู่เทรนด์สุขภาพและไลฟ์สไตล์ระดับโลก
ในจีนนั้น เก๋ากี้หนิงเซี่ยได้รับการยกย่องมาช้านาน ว่าเป็นสมุนไพรบำรุงร่างกายและวัตถุดิบอาหารชั้นเลิศ ทั้งยังเป็นเก๋ากี้สายพันธุ์เดียวที่ได้รับการบรรจุในตำรายาแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการว่ามีสรรพคุณทางยา นอกจากนี้ เฉินหนงเปิ๋นเฉ่าจิง (Shennong Ben Cao Jing) ซึ่งเป็นคัมภีร์แพทย์แผนจีนโบราณอันทรงคุณค่า ยังได้บันทึกสรรพคุณในการชะลอวัยเอาไว้ด้วย มรดกทางวัฒนธรรมอันลึกซึ้งนี้เองที่กลายเป็นรากฐานอันแข็งแกร่งในการขับเคลื่อนเก๋ากี้หนิงเซี่ยสู่ตลาดสากล
ปัจจุบัน ผลเบอร์รีสีแดงจากยุคโบราณนี้กำลังได้รับความนิยมอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนทั่วโลก ด้วยคุณประโยชน์อันโดดเด่นในการชะลอวัย มีวิตามินซีสูง และอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ส่งผลให้เก๋ากี้หนิงเซี่ยกลายเป็น "ซูเปอร์ฟู้ด" ที่กำลังเป็นกระแสมาแรงบนโลกโซเชียลมีเดียทั่วโลก ยิ่งไปกว่านั้น ผู้บริโภคในต่างประเทศยังยินดีที่จะจ่ายแพงขึ้นเพื่อซื้อผลิตภัณฑ์เก๋ากี้หนิงเซี่ยแท้ ๆ ซึ่งช่วยสลัดภาพจำเดิม ๆ จากการเป็นเพียงสินค้าพื้นบ้านเฉพาะกลุ่มได้อย่างสิ้นเชิง
"นักวิจัยในโลกตะวันตกได้ศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับสรรพคุณทางสุขภาพของเก๋ากี้มาอย่างยาวนาน ไม่ว่าจะเป็นการเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน การต้านเนื้องอก รวมถึงคุณสมบัติในการชะลอวัย โดยยกย่องให้เก๋ากี้เป็น 'ซูเปอร์ฟู้ด' และมีการสกัดสารสำคัญไปใช้ในผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและเครื่องสำอาง" คุณพาน ไท่อัน อธิบาย "จุดนี้เองที่จุดประกายให้ผมหันมามุ่งเน้นในเรื่องการแปรรูปขั้นสูง เพราะเป็นส่วนที่ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ได้อย่างแท้จริง"
อุตสาหกรรมนี้เผชิญกับข้อจำกัดใหญ่ 2 ประการมาหลายทศวรรษแล้ว โดยผลเก๋ากี้สดเน่าเสียและบอบช้ำได้ง่ายมาก ประกอบกับเทคโนโลยีการแปรรูปขั้นสูงที่ยังไม่ก้าวหน้าเท่าที่ควร เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว บริษัทฯ จึงได้ทุ่มเทวิจัยและพัฒนาอย่างเข้มข้นนานถึง 6 ปี จนประสบความสำเร็จในการคิดค้นเทคโนโลยีเก็บรักษาเก๋ากี้สกัดเข้มข้นในอุณหภูมิห้อง ซึ่งความสำเร็จระดับบุกเบิกในครั้งนี้ไม่เพียงแต่ช่วยทลายข้อจำกัดทางเทคโนโลยีที่เคยมีมา แต่ยังเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ในอุตสาหกรรมเก๋ากี้ระดับโลกด้วย
เพื่อรักษาสารอาหารที่เป็นประโยชน์เอาไว้ ผลเก๋ากี้สดจะถูกนำเข้าสู่กระบวนการทำความสะอาด บดคั้น สเตอริไลซ์ และบรรจุลงบรรจุภัณฑ์ภายในเวลา 2 ชั่วโมงหลังเก็บเกี่ยว ซึ่งขั้นตอนการทำงานที่เข้มงวดนี้ช่วยคงคุณค่าของสารอาหารสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นสารพอลิแซ็กคาไรด์ในเก๋ากี้ บีเทน และซีแซนทิน ไว้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
นวัตกรรมอันล้ำหน้าเช่นนี้ส่งผลให้บริษัทฯ ผลิตเก๋ากี้สกัดเข้มข้นได้มากกว่า 100,000 ตัน กวาดรายได้จากยอดขายรวมทะลุ 2 พันล้านหยวน (ประมาณ 293 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้น เทคโนโลยีนี้ยังเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ขับเคลื่อนให้เกิดการสร้างสายการผลิตมาตรฐานสูงถึง 50 สายการผลิตทั่วทั้งหนิงเซี่ย ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในการพลิกโฉมกลุ่มธุรกิจในภูมิภาค จากเดิมที่เป็นเพียงผู้จำหน่ายวัตถุดิบ ก้าวสู่การเป็นผู้ผลิตผลิตภัณฑ์แปรรูปที่มีมูลค่าเพิ่มสูง
ข้อมูลล่าสุดจากศูนย์พัฒนาอุตสาหกรรมเก๋ากี้ สังกัดสำนักงานป่าไม้และทุ่งหญ้าเขตปกครองตนเองหนิงเซี่ย ระบุว่า เครือข่ายการตลาดเก๋ากี้ของหนิงเซี่ยครอบคลุมกว่า 50 ประเทศและภูมิภาค ทั้งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ยุโรป และทวีปอเมริกา โดยในปี 2568 หนิงเซี่ยมีปริมาณผลผลิตเก๋ากี้สดสูงถึง 200,000 ตัน และมีมูลค่ารวมตลอดห่วงโซ่อุตสาหกรรมทะลุ 2.13 หมื่นล้านหยวน
ยกระดับผลิตภัณฑ์สู่การสร้างแบรนด์วัฒนธรรมระดับสากล
ในขณะที่บริษัทผู้ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีอย่างหนิงเซี่ย วูล์ฟเบอร์รี กำลังเดินหน้าเสริมแกร่งในซัพพลายเชนโลก บรรดาผู้ประกอบการรุ่นใหม่ในอุตสาหกรรมเก๋ากี้ก็กำลังเร่งเปลี่ยนมุมมองของผู้บริโภคที่มีต่อเก๋ากี้ จากเดิมที่ถูกมองว่าเป็นเพียง "สมุนไพรโบราณ" ให้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง โดยบริษัท หนิงเซี่ย ชีหลีเซียง โกจิ จำกัด (Ningxia Qilixiang Goji Co., Ltd.) ในฐานะผู้นำด้านอีคอมเมิร์ซ ได้มุ่งมั่นยกระดับยาบำรุงกำลังตามตำรับดั้งเดิมนี้ให้เข้าถึงและโดนใจคนรุ่นใหม่ บริษัทแห่งนี้ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2552 โดยกลุ่มนักศึกษามหาวิทยาลัย 3 คน ด้วยเงินทุนเริ่มต้นเพียง 700 หยวนที่รวบรวมมาจากค่าขนมที่ได้มา ทว่าในปัจจุบัน บริษัทได้เติบโตอย่างก้าวกระโดดจนกลายเป็นแบรนด์ระดับแถวหน้า ที่กวาดยอดขายได้ถึงปีละกว่า 1 พันล้านหยวน
เพื่อเปลี่ยนวิถีการดูแลสุขภาพแบบเดิม ๆ ให้กลายเป็นไลฟ์สไตล์สุดอินเทรนด์ ชีหลีเซียงจึงได้สร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์เก๋ากี้สกัดเข้มข้นสูตรผสมขึ้นมาอย่างหลากหลาย ทั้งเก๋ากี้ผสมโสม เก๋ากี้ผสมพุทราจีน และเก๋ากี้ผสมมัลเบอร์รี ทั้งหมดนี้มาพร้อมกับดีไซน์บรรจุภัณฑ์อันสะดุดตา ปัจจุบัน บริษัทฯ เป็นผู้บริหารจัดการร้านค้าออนไลน์ราว 200 แห่ง และครองแชมป์ยอดขายอันดับหนึ่งในกลุ่มผลิตภัณฑ์เก๋ากี้บนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซมาอย่างเหนียวแน่น
ผลิตภัณฑ์แปรรูปมูลค่าสูงเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นเก๋ากี้สกัดเข้มข้น น้ำมันเมล็ดเก๋ากี้ หรือน้ำเก๋ากี้พร้อมดื่ม กำลังเป็นที่ต้องการอย่างมากในตลาดโลก จากที่เคยถูกมองว่าเป็นเพียงสมุนไพรจีนโบราณอันลึกลับ ในวันนี้ เก๋ากี้หนิงเซี่ยได้ก้าวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของครอบครัวชนชั้นกลางตั้งแต่นิวยอร์กไปจนถึงลอนดอน ทั้งยังเป็นไอเทมโปรดของเหล่าเซเลบริตี้ชื่อดังในฮอลลีวูด และเป็นวัตถุดิบยอดนิยมในร้านอาหารระดับพรีเมียมทั่วโลก
ชื่อเสียงในเวทีสากลที่ว่านี้เป็นผลมาจากมาตรฐานควบคุมคุณภาพอันเข้มงวด โดยผู้ประกอบการเก๋ากี้ในหนิงเซี่ยต่างปฏิบัติตามกฎระเบียบที่เข้มงวดที่สุดในโลก เพื่อให้สอดรับกับมาตรฐานความปลอดภัยด้านอาหารระดับสากลสำหรับผลิตภัณฑ์ออร์แกนิก ตัวอย่างเช่น หนิงเซี่ย วูล์ฟเบอร์รี ที่สามารถคว้าใบรับรองมาตรฐานออร์แกนิกจากอเมริกาเหนือ สหภาพยุโรป และญี่ปุ่น ติดต่อกันมายาวนานถึง 21 ปีซ้อน ถือเป็น "ใบเบิกทางสีเขียว" ให้ผลิตภัณฑ์นี้เจาะตลาดโลกได้อย่างราบรื่น ซึ่งจนถึงปัจจุบัน บริษัทฯ ได้ส่งออกผลิตภัณฑ์ไปยัง 33 ประเทศและภูมิภาคทั่วโลกแล้ว
ปัจจุบัน อุตสาหกรรมเก๋ากี้ของหนิงเซี่ยไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ภาคการผลิตและการจำหน่ายอีกต่อไป แต่กำลังยกระดับสู่โมเดลธุรกิจที่หลากหลายยิ่งขึ้น ด้วยการจัดตั้งหอศิลป์ พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ และศูนย์เปิดประสบการณ์เก๋ากี้ ซึ่งพลิกโฉมจากเดิมที่มุ่ง "ขายผลิตภัณฑ์" ไปสู่การ "ขายทัศนียภาพ" และการ "ขายวัฒนธรรม" ส่งผลให้อุตสาหกรรมนี้เติบโตจนกลายเป็นฟันเฟืองขับเคลื่อนเศรษฐกิจในมิติที่หลากหลายและครบวงจร
การเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของเก๋ากี้หนิงเซี่ยสะท้อนให้เห็นความก้าวหน้าและการเติบโตอย่างแข็งแกร่งของผลิตภัณฑ์และแบรนด์จีน โดยได้ยกระดับจากสินค้าพื้นบ้านเฉพาะกลุ่มในแถบตะวันตกเฉียงเหนือและผู้ส่งออกวัตถุดิบระดับล่าง สู่การเป็นเทรนด์สุขภาพระดับโลก และเป็นอุตสาหกรรมยุคใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี ความคิดสร้างสรรค์ และวัฒนธรรม เส้นทางการเติบโตนี้ถือเป็นภาพสะท้อนการยกระดับภาคเกษตรกรรมดั้งเดิมของจีน และแรงขับเคลื่อนนวัตกรรมของภาคเศรษฐกิจจริงในภาพรวมได้อย่างชัดเจน
ที่มา: ศูนย์พัฒนาอุตสาหกรรมเก๋ากี้ สังกัดสำนักงานป่าไม้และทุ่งหญ้าเขตปกครองตนเองหนิงเซี่ย