ความตกลงเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนระหว่างไทยกับสิงคโปร์ ฉบับแก้ไข คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงการคลัง (กค.) เสนอ ดังนี้

ข่าวการเมือง 17 มีนาคม พ.ศ. 2558 18:25 น. —มติคณะรัฐมนตรี

เรื่อง ความตกลงเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนระหว่างไทยกับสิงคโปร์ ฉบับแก้ไข คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงการคลัง (กค.) เสนอ ดังนี้

1. ร่างความตกลงเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนระหว่างไทยกับสิงคโปร์ฉบับแก้ไข ทั้งนี้ เมื่อผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีแล้ว หากมีการแก้ไขโดยที่ไม่กระทบต่อสาระสำคัญของความตกลงฯ ดังกล่าว ให้ กค. สามารถทำการแก้ไขได้ทันทีและเมื่อแก้ไขแล้วให้กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) รับไปดำเนินการทางการทูต เพื่อให้มีผลใช้บังคับต่อไป

2. ให้ กต. รับไปดำเนินการตามแบบพิธีทางการทูตและกฎหมายภายในเพื่อให้ความตกลงฯ ดังกล่าวมีผลใช้บังคับต่อไป

สาระสำคัญของเรื่อง

กค. รายงานว่า

1. การจัดทำความตกลงฯ ดังกล่าวเป็นการปรับปรุงอนุสัญญาเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนระหว่างไทยกับสิงคโปร์ที่มีผลใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันให้มีความเหมาะสมกับข้อกฎหมายและลักษณะการประกอบธุรกิจในปัจจุบัน โดยได้กำหนดหลักการที่สำคัญเพื่อขจัดการเก็บภาษีซ้ำซ้อนในส่วนที่เกี่ยวกับภาษีเงินได้ระหว่างประเทศที่เกิดขึ้นอันเนื่องจากอำนาจในการจัดเก็บภาษีของทั้งสองประเทศทำให้เกิดการจัดเก็บภาษีซ้ำซ้อนบนฐานรายได้จำนวนเดียวกัน นอกจากนั้นความตกลงฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศ ในการป้องกันการหลีกเลี่ยงการเสียภาษีระหว่างประเทศทั้งสอง ตลอดจนมีการจัดสรรรายได้ภาษีระหว่างสองประเทศด้วยการกำหนดสิทธิการเก็บภาษีสำหรับเงินได้ประเภทต่าง ๆ ทั้งนี้ พันธกรณีตามความตกลงฯ มีกฎหมายภายในของไทยรองรับที่สำคัญ ได้แก่ ประมวลรัษฎากร ประกอบพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 18) พ.ศ. 2505 และพระราชบัญญัติภาษีเงินได้ปิโตรเลียม พ.ศ. 2514

2. การจัดทำความตกลงฯ เป็นไปตามแบบมาตรฐานสากลซึ่งเป็นที่ยอมรับของนานาประเทศ เนื่องจากเป็นเครื่องมือที่สำคัญในนโยบายการค้าการลงทุนของไทย เพื่อช่วยส่งเสริมบรรยากาศการลงทุนระหว่างประเทศ เนื่องจากสามารถสร้างความเชื่อมั่นเกี่ยวกับภาระภาษีที่ชัดเจนกับนักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในไทย และนักลงทุนไทยที่ออกไปลงทุนในต่างประเทศ โดยประเทศไทยได้เริ่มเจรจาจัดทำอนุสัญญาหรือความตกลงเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนกับต่างประเทศมาตั้งแต่ปี 2507 ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยมีอนุสัญญาหรือความตกลงเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนที่มีผลใช้บังคับอยู่แล้วจำนวน 58 ฉบับ

3. อนุสัญญาหรือความตกลงเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนจะมีผลใช้บังคับได้ต่อเมื่อได้มีการลงนามอย่างเป็นทางการ และได้มีการเปลี่ยนแปลงสัตยาบันระหว่างกัน โดยก่อนมีการลงนามอย่างเป็นทางการ ร่างอนุสัญญาหรือความตกลงฯ ที่ได้ดำเนินการจนแล้วเสร็จนั้นจะต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีและอนุมัติให้ กต. รับไปดำเนินการเพื่อให้มีผลใช้บังคับต่อไป

--ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา (นายกรัฐมนตรี) วันที่ 17 มีนาคม 2558--


เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ