สวิตเซอร์แลนด์เป็นประเทศมีสภาพเศรษฐกิจที่มั่งคั่งและมั่นคง มีอัตราการว่างงานต่ำ มีกำลังซื้อสูง ปี 2552 มี GDP ประมาณ 350 พันล้านเหรียญสหรัฐ จากผลกระทบวิกฤตเศรษฐกิจสหรัฐและโลกทำให้มีอัตราการขยายตัวลดลงร้อยละ -2.4 ซึ่งเป็นปริมาณที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับปี 2550 สำหรับปี 2553 และ 2554 คาดว่า GDP จะค่อย ๆ เติบโตเพียงร้อยละ 0.3 แล 1.4 รายได้ของประเทศอยู่ในภาคอุตสาหกรรมร้อยละ 34.00, ภาคเกษตรกรรมร้อยละ 1.5 และบริการต่างๆ ร้อยละ 64.5 โดยอัตราเงินเฟ้อติดลบอยู่ที่ ร้อยละ 0.10 อัตราการว่างงาน คิดเป็นร้อยละ 3.50 และในปี 2553 คาดว่าจะเพิ่มสูงขึ้น
ในปี 2552 (ม.ค.-ก.ค.) สวิสมีมูลค่าการค้าระว่างประเทศรวม 185,496.91 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยได้ดุลการค้า 9,187.07 ล้าน เหรียญสหรัฐ ประเทศคู่ค้าสำคัญ ได้แก่ (1) เยอรมนี (2) สหรัฐ (3)อิตาลี(4)ฝรั่งเศส (5) สหราชอาณาจักร โดยประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 34 สินค้าส่งออกหลักของสวิส ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ยาและเวชภัณฑ์(24%) เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ (12%) เคมีภัณฑ์ออกานิค(10%) เลนซ์และเครื่องมือแพทย์ (8%)นาฬิกา (7%) และเครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ (7%) ในขณะ ที่สินค้านำเข้าสำคัญ ได้แก่เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ (11%) ผลิตภัณฑ์ยาและเวชภัณฑ์ (11%) อัญมณีและเครื่องประดับ (9%) เชื้อเพลิง/น้ำมัน (7%) เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ (7%) และรถยนต์นั่ง (7%)
ในปี 2552 (ม.ค.-ส.ค.) สวิสเป็นตลาดส่งออกอันดับ 10 ของไทย โดยนำเข้าสินค้าจากไทยรวมมูลค่าทั้งสิ้น ประมาณ 2,243.87 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นอัตราการขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 121.47 เมื่อเทียบกับปี 2551 ระยะเวลาเดียวกัน และคาดว่าตลอดทั้งปี 2552 และ ปี 2553 จะมีอัตราการขยายตัวเพิ่มขึ้นเนื่องจากราคาทองในตลาดโลกเพิ่มมูลค่าขึ้นอย่างมาก อย่างไรก็ตามจากสถิติที่ผ่านมาไทยขาดดุลการค้ามาโดยตลอด
ในปี 2552 (ม.ค.-ส.ค.) สินค้าส่งออกหลักของไทยไปสวิส ได้แก่ อัญมณีและเครื่องประดับ (85%) นาฬิกาและส่วน ประกอบ (5%) เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบส่วนประกอบ (3%) เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ (2%) ส่วนประกอบอากาศยาน (0.8%)เนื้อสัตว์กระป๋องและแปรรูป (0.7%)เครื่องใช้สำหรับเดินทาง/กระเป๋า(0.5%) หัวน้ำหอมและเครื่องสำอาง (0.4%)ไม้และ ผลิตภัณฑ์ไม้(0.3%) และธัญพืช(0.3%) ในส่วนของธุรกิจบริการที่มีศักยภาพ ได้แก่ ธุรกิจร้านอาหาร ธุรกิจสปาและนวดแผนไทย ส่วน สินค้าหลักที่ไทยนำเข้าจากสวิส ได้แก่ อัญมณีและเครื่องประดับ(63%) นาฬิกาและส่วนประกอบ(9%) เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ (7%) เวชภัณฑ์และเภสัชกรรม(5%) เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ (3%) เลนซ์ (2%) เคมีภัณฑ์ (2%) เคมีภัณฑ์ออกานิค(1%) สีและน้ำมันเคลือบเงา (1%) เหล็กและเหล็กกล้า (1%)
สวิตเซอร์แลนด์เป็นตลาดที่สำคัญและมีศักยภาพสูงของไทย แม้ว่าจะมีพื้นที่ขนาดเล็ก (41,280 ตารางกิโลเมตร) และมีประชากร 7.67 ล้านคน (เป็นชาวสวิสร้อยละ 80) แต่มีชาวต่างชาติเดินทางมาท่องเที่ยวและพำนักมีบ้านพักอยู่เป็นจำนวนมาก สวิสตั้งอยู่ใจกลางทวีปยุโรป แต่ไม่ได้เป็นสมาชิกของสหภาพยุโรป มีระบบเศรษฐกิจ กฏระเบียบธุรกิจ/การค้า เงินสกุลของตนเอง (สวิสฟรังก์) ใช้ภาษาราชการ 3ภาษาตามเขตพื้นที่ติดกับประเทศเพื่อนบ้านได้แก่ เยอรมัน ฝรั่งเศส และอิตาลี
สวิสเป็นประเทศอิสระ มีสถานะเป็นกลาง ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด มีการปกครองระบบสหพันธ์รัฐ รัฐบาลกลางตั้งอยู่ที่กรุงเบิร์น- เมืองหลวง มีเมืองสำคัญ ได้แก่ เมืองซูริค-ด้านการค้า เมืองเจนีวา-องค์กรนานาชาติ เมืองลูเซิน-ด้านท่องเที่ยว เมืองบาเซิล-ด้าน อุตสาหกรรมประเทศสวิสไม่มีทางออกทะเล สนามบินสำคัญสำหรับขนส่งสินค้าได้แก่ เมืองซูริค (347,300 ตัน/ปี) เมืองเจนีวา (44,960 ตัน/ปี) และเมืองบาเซิล (107,307 ตัน/ปี)
ไทยและสวิสมีข้อตกลงเพื่อส่งเสริมการลงทุนและคุ้มครองการลงทุนระหว่างกันเมื่อปี 2542 สำหรับสาขาธุรกิจที่ผู้ประกอบการ ไทยลงทุนในสวิตเซอร์แลนด์ ได้แก่ ธุรกิจร้านอาหารไทย (ได้รับความนิยมมาก เพราะเป็นอาหารเน้นสุขภาพ รสชาติดี) และธุรกิจบริการ/ ผลิตภัณฑ์สปา/ นวดไทย
- ตลาดของผู้อยู่ในวัยทำงานและสูงวัยที่ใส่ใจกับคุณภาพชีวิต เช่น อาหารไทยเพื่อสุขภาพ แฟชั่นแต่งกายและของตกแต่ง
- การสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของสินค้าและบริการ: เน้นเจาะตลาดระดับกลาง — บน
- การเชื่อมโยงในลักษณะ cluster ระหว่างสินค้าและบริการที่เกี่ยวเนื่องกันและเชื่อมโยงไปยังภาคการท่องเที่ยวอาทิ
ผนวกการส่งเสริมด้านตลาดของร้านอาหารไทย สปา และการรักษาพยาบาล ร่วมกับธุรกิจท่องเที่ยว และต่อเนื่องไปยังสินค้าที่เกี่ยว
ข้องกับสุขภาพและความงาม
สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครแฟรงก์เฟิร์ต
ที่มา: http://www.depthai.go.th