ข้อมูลประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์

ข่าวเศรษฐกิจ Wednesday March 24, 2010 15:16 —กรมส่งเสริมการส่งออก

1. ข้อมูลประเทศทั่วไป
1.1 รูปภาพ ทำเลที่ตั้งของประเทศ

ที่ตั้ง : ตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ของสิงคโปร์ คือ 136.8 กม. เหนือเส้นศูนย์สูตร โดยตั้งอยู่ระหว่างเส้นแวงที่ 103 องศา 38 ลิปดาตะวันออก กับเส้นแวงที่ 104 องศา 06 ลิปดาตะวันออก ประเทศเพื่อนบ้าน ทิศเหนือคือ ประเทศมาเลเซีย ทิศใต้และตะวันออกคือ ประเทศอินโดนีเซีย สิงคโปร์ประกอบด้วยเกาะใหญ่เกาะน้อยบริเวณรายรอบรวม 63 เกาะ เกาะที่ใหญ่ที่สุดคือ เกาะ Singapore

1.2 เมืองหลวง/เมืองท่า/เมืองเศรษฐกิจสำคัญ/สินค้าสำคัญในแต่ละเมือง
เมืองหลวง/เมืองท่า

สิงคโปร์

สินค้า/บริการสำคัญ

น้ำมันปิโตรเลียม, แก๊ซธรรมชาติ, เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็คทรอนิกส์, เภสัชภัณฑ์, เคมีภัณฑ์, Biomedical, IT, การให้บริการทางการเงิน, Logistics และอู่ซ่อมเรือ

ที่ตั้ง/ขนาด ตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ของสิงคโปร์ คือ 136.8 กม. เหนือเส้นศูนย์สูตร โดยตั้งอยู่ระหว่างเส้นแวงที่ 103 องศา 38 ลิปดาตะวันออก กับเส้นแวงที่ 104 องศา 06 ลิปดาตะวันออก ประเทศเพื่อนบ้าน ทิศเหนือ ประเทศมาเลเซีย ทิศใต้และตะวันออก ประเทศอินโดนีเซีย ประเทศสิงคโปร์มีพื้นที่รวมทั้งสิ้น 710.2 ตารางกิโลเมตร (ปี 2551) ประกอบ ด้วยเกาะใหญ่เกาะน้อยบริเวณรายรอบรวม 63 เกาะ เกาะที่ใหญ่ที่สุดคือ เกาะ Singapore

ประชากร : จำนวน 4.987.6 ล้านคน (ปี 2552)

ทรัพยากรธรรมชาติ : -

เชี้อชาติ : ประกอบด้วยชาวจีน 74.7 % ชาวมุสลิม 13.6 % ชาวอินเดีย 8.9 % และอื่นๆ 2.8 %

ศาสนา : พุทธ (42.5 %) คริสต์ (14.5 %) อิสลาม (14.9 %) ฮินดู (4.0 %) และอื่นๆ (24.1 %)

ภาษา : ภาษาประจำชาติคือ ภาษามาเลย์ ภาษาราชการมี 4 ภาษา คือ ภาษาอังกฤษ ภาษาจีนกลาง ภาษาทมิฬ และภาษามาเลย์ สำหรับภาษาธุรกิจและการบริหารคือ ภาษาอังกฤษ และมีการพูดเข้าใจกันอย่างแพร่หลาย ชาวสิงคโปร์ส่วนใหญ่พูดได้สองภาษา คือ ภาษาแม่ของตนและภาษาอังกฤษ

1.3 ระบอบการปกครอง : สิงคโปร์ปกครองโดยระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา มีรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด (The Constitution) แบ่งอำนาจการปกครองออกเป็น 3 ส่วน คือ

(1) สภาบริหาร (The Executive) ประกอบด้วยประธานาธิบดี และคณะรัฐมนตรี ซึ่งมีหน้าที่บริหารประเทศผ่านกระทรวง ทบวง กรม และหน่วยงานในสังกัดราชการอื่นๆ ประธานาธิบดีสิงคโปร์มาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน มีวาระดำรงตำแหน่ง 6 ปี โดยประธานาธิบดีคนปัจจุบันคือ นายเซลลาปัน รามา นาทาน (Mr. Sellapan Rama Nathan) เป็นประธานาธิบดีคนที่ 6 ของสิงคโปร์ เข้าดำรงตำแหน่งเป็นสมัยที่ 2 เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2548 ส่วนคณะรัฐมนตรีสิงคโปร์มาจากการเลือกตั้งทั่วไปทุก 5 ปี พรรคการเมืองสำคัญ 4 พรรค ได้แก่ (1) People’s Action Party (PAP) ของนายลี เซียน ลุง (Mr. Lee Hsien Loong) ก่อตั้งในปี 2497 จัดตั้งรัฐบาลปกครองประเทศด้วยความมั่นคงมาตลอด (2) Worker’s Party (WP) ก่อตั้งขึ้นในปี 2500 ปัจจุบันมีนาย Low Thia Kiang เป็นหัวหน้าพรรค (3) พรรค Singapore Democratic Party (SDP) ก่อตั้งในปี 2523 ภายใต้การนำของนาย Chee Soo Juan และ (4) พรรค Singapore Democratic Alliance (SDA) ก่อตั้งเมื่อปี 2544 จากการรวม พรรคเล็กหลายพรรค ปัจจุบันมีนาย Chiam See Tong เป็นหัวหน้าพรรค สำหรับตำแหน่งสำคัญในคณะรัฐมนตรีปัจจุบัน ได้แก่

  • นายลี เซียน ลุง (Lee Hsien Loong) นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
  • นายโก๊ะ จ๊ก ตง (Goh Chok Tong) รัฐมนตรีอาวุโสและ Chairman of the Monetary Authority of Singapore
  • นายลี กวน ยู (Lee Kuan Yew) รัฐมนตรีที่ปรึกษา
  • ศาสตราจารย์ เอส จายากูมาร์ (Jayakumar Shunmugam) รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกฎหมายและรัฐมนตรีกิจการด้านความมั่นคงแห่งชาติ
  • นายจอร์จ โยว (George Yeo) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
  • นายลิม ฮึง เคียง (Lim Hng Kiang) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้าและอุตสาหกรรม

(2) รัฐสภา (Parliament) มาจากการเลือกตั้งทั่วไป ครั้งล่าสุดวันที่ 6 พฤษภาคม 2549 ได้สมาชิกสภาผู้แทนรวม 84 คน แบ่งเป็นฝ่ายรัฐบาลรวม 82 คน มาจากพรรค People’s Action Party และฝ่ายค้านมี 2 คน มาจากพรรค Worker’s Party และพรรค Singapore Democrati Alliance สำหรับการเลือกตั้งครั้งต่อไปกำหนดในต้นปี 2554

(3) สภาตุลาการ (The Judiciary) แบ่งเป็น 2 ระดับ คือ ศาลชั้นต้น (Subordinate Courts) และศาลฎีกา (Supreme Court)

- เขตการปกครองของสิงคโปร์ : แบ่งเขตการปกครองส่วนท้องถิ่นเป็น 5 ภาค คือ

1) ภาคกลาง (Central Region) มีพื้นที่ 130.5 ตารางกิโลเมตร ประกอบด้วย Central Area ซึ่งเป็นศูนย์ กลางทางเศรษฐกิจและการเงินของสิงคโปร์และ 11 เขตรอบนอก โดยภายใน Central Area ยังแบ่งออก เป็น 11 เขตย่อย เขตที่สำคัญ ได้แก่ Downtown Core เป็นศูนย์กลางทางธุรกิจ สำคัญ Singapore River เป็นที่ตั้งสำนักงานห้างร้านขนาดใหญ่ และ Orchard เป็นแหล่งการค้าและศูนย์กลางของ ธุรกิจโรงแรม

2) ภาคตะวันตก (West Region) มีพื้นที่ 201 ตารางกิโลเมตร เป็นภาคที่ใหญ่ที่สุดใน 5 ภาค แบ่งเป็น 12 เขต และเขตสำคัญ ได้แก่ Western Water Catchment ซึ่งเป็นพื้นที่กักเก็บน้ำขนาดใหญ่ครอบคลุมพื้นที่กว่า 1 ใน 3 ของภาค

3) ภาคเหนือ (North Region) พื้นที่ 97 ตารางกิโลเมตร แบ่งเป็น 8 เขต รวม Central Water Catchment (หรือ Central Catchment Nature Reserve : CCNR) ซึ่งเป็นพื้นที่กักเก็บน้ำสำหรับการอุปโภคบริโภค ในตอนกลางของเกาะสิงคโปร์

4) ภาคตะวันออก (East Region) แบ่งเป็น 6 เขต รวมเขต Changi ซึ่งเป็นที่ตั้งของสนามบินนานาชาติ แห่งสิงคโปร์ (Changi International Airport)

5) ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (North-East Region) เป็นที่ตั้งทางทหารของสิงคโปร์และเกาะ Pulau-ubin เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ

1.4 การคมนาคม : ระบบคมนาคมขนส่งภายในประเทศ ประกอบด้วย การเดินทางโดยรถส่วนตัว รถประจำทาง รถใต้ดิน Mass Rapid Transit และรถแท๊กซี่ โดยแบ่งเป็น

1) ทางหลวงเป็นเส้นทางคมนาคมหลักของสิงคโปร์ ส่วนมากเป็นถนน 6 ช่องจราจร ยกเว้นเขตในเมือง การขับขี่ยานพาหนะใช้ระบบชิดซ้ายเช่นเดียวกับไทย อนึ่ง ทางหลวงในสิงคโปร์แบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่ (1) ทางด่วน (Expressway ได้แก่ East Coast Parkway : ECP, Pan Island Expressway : PIE เป็นต้น (2) ทางหลวงอื่นๆ ที่สำคัญได้รับการยกระดับเป็น Semi-expressway รวม 3 สาย คือ Outer Ring Road System : ORRS, West Coast Highway และ Nicoll Highway

2) ระบบราง แบ่งออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ (1) รถไฟ มีความยาว 38.6 กิโลเมตร เชื่อมต่อกับมาเลเซียไปยังกัวลาลัมเปอร์ และกรุงเทพฯ (2) Mass Rapid Transit (MRT) เป็นระบบขนส่งหลักของสิงคโปร์ ให้บริการครอบคลุมเขตธุรกิจ สถานที่ราชการ รวมถึงสนามบิน มีสถานีรวม 67 แห่ง ระยะทาง 109 กิโลเมตร

3) ท่าเรือสำคัญ ได้แก่ ท่าเรือ Jurong, Tanah Merah

4) ท่าอากาศยาน มีจำนวน 4 แห่ง คือ Changi Airport Terminal 1, 2, 3 และ Budget Terminal

2. ข้อมูลพื้นฐานเศรษฐกิจโดยทั่วไป
2.1 ข้อมูลพื้นฐาน :
 ปี    Gross National   Per Capita   Gross Domestic     GDP     ประชากร   อัตรา     อัตรา   Prime Lending  อัตราแลกเปลี่ยน
       Saving (M.S$)    GNI (S$)    Product (M.S$)1   Growth%   ล้านคน   ว่างงาน%   เงินเฟ้อ%   Rate %/ปี      ต่อเงินบาท
 2549    100,926        48,842        215,585          8.7      4.40      2.7      1.0        5.33          23.8635
 2550    124,813        55,009        233,306          8.2      4.59      2.1      2.1        5.33          22.9342
 2551    131,383        55,455        236,554          1.4      4.84      2.2      6.6        5.38          23.5743
 2552    120,209        51,860        231,776         -2.0      4.90(E)   3.0      0.6        5.38          23.6351
2553(E)    na             na            na         4.5 ถึง6.5    4.95      2.7      2.0        5.38          23.4800
GDP at 2000 Market Prices
ที่มา : กระทรวงการค้าและอุตสาหกรรมสิงคโปร์
2.2 เงินทุนสำรองระหว่างประเทศ : 263,955.4 ล้านเหรียญสิงคโปร์ (ปี 2552)
2.3 โครงสร้างการผลิตภายในประเทศ หน่วย : ล้านเหรียญสิงคโปร์
       การผลิต                                       2551        2552
Total Manufacturing                              263886.5     213699.8
Electronics                                     73,573.80    67,226.20
   Semiconductors                               39,760.80    38,130.70
   Computer Peripherals                          9,763.60     9,629.10
   Data Storage                                  9,948.40     7,934.80
   Infocomms & Consumer Electronics             11,891.70     9,863.00
   Other Electronic Modules & Components         2,209.20     1,668.60
Chemicals                                       95,612.70    58,518.80
   Petroleum                                    59,994.60    31,860.30
   Petrochemicals                               27,201.50    19,334.90
   Specialty Chemicals                           6,592.70     5,513.30
   Others                                        1,873.90     1,810.30
Biomedical Manufacturing                        20,752.40    21,267.40
   Pharmaceuticals                              17,634.80    18,093.90
   Medical Technology                            3,117.60     3,173.50
Precision Engineering                           24,129.40    19,404.20
   Machinery & Systems                          11,206.10     9,064.90
   Precision Modules & Components               12,923.30    10,339.30
Transport Engineering                           29,105.90    28,550.50
   Marine & Offshore Engineering                20,072.80    20,110.60
   Aerospace                                     7,178.00     7,010.50
   Land                                          1,855.10     1,429.30
General Manufacturing Industries                20,712.30    18,732.80
   Printing                                      3,052.60     2,590.30
   Food, Beverages & Tobacco                     6,994.70     6,637.20
   Miscellaneous Industries                     10,664.90     9,505.20
ที่มา : Economic Development Board, Singapore
2.4 โครงสร้างรายได้ภายในประเทศ หน่วย : ล้านเหรียญสิงคโปร์
    รายได้ของรัฐบาล                     2551         2552
TOTAL                              41,376.70    37,872.10
Tax Revenue                        37,518.60    35,272.40
    Income Tax                     18,559.00    16,884.20
    Assets Taxes                    2,891.30     2,003.70
    Taxes on Motor Vehicles         2,003.30     1,787.00
    Customs & Excise Duties         2,082.50     2,079.70
    Betting Taxes                   1,776.60     1,726.20
    Stamp Duty                      1,837.80     1,989.10
    Goods & Services Tax            6,632.10     6,632.50
    Others                          1,736.00     2,170.00
Fees & Charges                      3,726.20     2,423.00
Other Receipts                        131.90       176.80
ที่มา : กระทรวงการคลังสิงคโปร์
2.5 ข้อมูลด้านการลงทุน :
- การลงทุนในภาคการผลิตและการบริการ (รวม การบริการ, Engineering และ R&D) : $ Million
   Fixed Asset Investment Commitments        2550          2551         2552
Total                                     17,187.20     18,046.00    11,753.90
Manufacturing                             16,083.60     16,386.30    10,092.10
     Electronics                           5,138.60      2,942.30     4,911.50
     Chemicals                             8,631.80     11,550.00     3,055.60
     Biomedical Manufacturing                932.40        738.30     1,041.90
     Precision Engineering                   411.70        383.00       650.60
     Transport Engineering                   502.90        570.00       320.60
     General Manufacturing Industries        466.20        202.70       111.90
Services Clusters                          1,103.60      1,659.70     1,661.80
Total                                     17,187.20     18,046.00    11,753.90
     Local                                 2,498.40      1,863.40     3,368.30
     Foreign                              14,688.80     16,182.60     8,385.60
          United States                    3,191.20     11,292.00     4,191.00
          Japan                            1,055.70      1,251.60     1,032.30
          Europe                           8,542.20      2,825.90     2,466.80
          Asia & Pacific & Others          1,899.70        813.10       695.60
ที่มา : Economic Development Board
- การส่งเสริมการลงทุน

สิงคโปร์เป็นประเทศที่ให้ความเท่าเทียมกันระหว่างนักลงทุนในประเทศและต่างประเทศ จึงทำให้กฎหมายการลงทุนของสิงคโปร์เอื้อประโยชน์ต่อผู้ลงทุนเป็นอย่างมาก โดยไม่มีกำหนดขั้นต่ำของเงินลงทุน การถือครองกรรมสิทธิ์ที่ดิน และสิ่งปลูกสร้างในสิงคโปร์ รวมถึงอิสระในการโอนเงินตราต่างประเทศ และผลกำไรในการประกอบธุรกิจออกนอกประเทศ อย่างไรก็ตาม มีข้อสังเกตุว่า การลงทุนในลักษณะตั้งโรงงานเพื่อผลิตสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มและต้องใช้การทำวิจัย (Research & Development) ร่วมด้วยมักจะได้รับ การทาบทามขอเป็นหุ้นส่วนจากองค์กรของรัฐบาล (Government Link) แต่มีธุรกิจบางประเภทที่จำกัดสัดส่วนการลงทุน อาทิ การกระจายเสียง และการจัดสรรคลื่นความถี่ (สูงสุดไม่เกินร้อยละ 49) กิจการด้านหนังสือพิมพ์ (ไม่เกินร้อยละ 5) และกิจการที่ห้ามนักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุน ได้แก่ ธุรกิจด้านกฎหมาย และการประกอบอาชีพทนายความ รวมถึงบางสาขาที่เกี่ยวข้องกับกิจการวิสาหกิจของรัฐ

- ความน่าลงทุนในประเทศสิงคโปร์
  • เป็นสนามเศรษฐกิจที่สำคัญหลังจากวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจที่โลกกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ และจะมีการเจริญเติบโตที่แข็งแกร่งที่สุดในภูมิภาค
  • เป็นประเทศที่เป็นฐานการผลิตด้านอุตสาหกรรมชั้นสูง ให้การสนับสนุนด้านการคิดค้น/วิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์
  • สิงคโปร์ได้รับประโยชน์และโอกาสทางเศรษฐกิจจากการเจริญเติบโตของประเทศจีนและอินเดีย จึงเป็น Gateway ได้อย่างมีศักยภาพ และในขณะเดียวกันมุ่งเน้นตลาดตะวันออกกลาง และภูมิภาคเอเชีย
  • เป็นทำเลที่มีความมั่นคง แน่นอน คาดการณ์ได้ และมีนโยบายภาครัฐที่ชัดเจน
  • มีสมรรถนะทางอุตสาหกรรม ความน่าเชื่อถือ ความรู้/ความชำนาญและมีเครือข่ายการติดต่อธุรกิจที่ดี
  • มีการปกป้องทรัพย์สินทางปัญญา และมีกฎหมายอย่างชัดเจน
  • มีความชำนาญด้านเทคนิค และมีแรงงานที่มีความรู้ความสามารถ
  • มีการผลักดันให้ประเทศเป็นศูนย์กลางในด้านต่างๆ ได้แก่ การเงิน/การธนาคาร การพาณิชย์ การบิน/อวกาศ ด้านแฟชั่น การบัญชี การขนส่ง เป็นต้น
2.6 กฎระเบียบด้านการลงทุนในประเทศ (โดยสังเขป) :
- กฎหมายการลงทุน

สิงคโปร์ไม่จำกัดในการลงทุนขั้นเริ่มแรก นักลงทุนจำเป็นต้องศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุนกิจการ (Feasibility Study) อาทิ ประเภทของกิจการหรือธุรกิจที่สนใจ และเดินทางไปสำรวจลู่ทางการลงทุนด้วยตนเอง หรือรับคำแนะนำจากบริษัทที่ปรึกษา โดยปกติการลงทุนในสิงคโปร์ ผู้ลงทุนสามารถตัดสินใจว่าจะลงทุนเองทั้งหมด หรือลงทุนร่วมกับผู้ประกอบการท้องถิ่น แล้วจึงจัดทำรายงานข้อเสนอโครงการ (Proposal เพื่อยื่นขอจดทะเบียนบริษัทต่อ Accounting & Corporate Regulatory Authority (ACRA) ซึ่ง ACRA จะใช้เวลาในการพิจารณาอนุมัติจัดตั้งบริษัทประมาณ 14-60 วัน เมื่อได้รับอนุมัติแล้ว จึงสามารถจัดตั้งบริษัทพร้อมจัดหาแรงงาน หากเป็นแรงงานต่างชาติต้องขอใบอนุญาตทำงานจากกระทรวงแรงงาน (Ministry of Manpower) หากมีการนำเข้าหรือส่งออกสินค้า ต้องขอใบอนุญาตจากหน่วยงาน International Enterprise Singapore (IE Singapore) ด้วย

การลงทุนโดยการจัดตั้งบริษัทในสิงคโปร์ สามารถมีผู้ถือหุ้นต่างชาติได้ทั้งหมด โดยยื่นขอจดทะเบียนบริษัทต่อกรมทะเบียนการค้าและธุรกิจ (Accounting & Corporate Regulatory Authority : ACRA เพื่อจดทะเบียนการจัดตั้งบริษัท/ธุรกิจภายใต้ Business Registration Act Cap 32 ซึ่งบุคคลที่จะจัดตั้งบริษัทต้องจดทะเบียนกับ ACRA ในธุรกิจทุกสาขา รวมถึง trade, commerce, craftsmanship, profession or any activity carried on for the purpose of gain รายละเอียดจากเว็บไซด์ www.acra.gov.sg (ที่ตั้งและหมายเลขติดต่อของ ACRA : 10 Anson Road #05-01/15, International Plaza, Singapore 079903 Tel: 65-6325 3731 Fax: 65-6225 1676)

ข้อมูลสรุปสำหรับการจัดตั้งบริษัทในประเทศสิงคโปร์

1. สามารถมีผู้ถือหุ้นต่างชาติได้ทั้งหมด

2. ทุนจดทะเบียนขั้นต่ำ 1 เหรียญสิงคโปร์

3. สามารถจดทะเบียนชื่อได้ภายใน 1 วัน หากไม่ต้องยื่นขอใบอนุญาตจากหน่วยงานอื่น

4. มีผู้ถือหุ้นอย่างน้อย 1 คน และกรรมการ 1 คน

5. ได้รับการยกเว้นภาษีรายได้ 100,000 เหรียญสิงคโปร์แรกต่อปี เป็นเวลา 3 ปีนับแต่วันจัดตั้งบริษัท

6. ภาษีร้อยละ 9 คิดจากเงินได้ 300,000 เหรียญสิงคโปร์ ต่อปี เริ่มตั้งแต่ ปี 2551

7. ภาษีบริษัทร้อยละ 18 สำหรับเงินได้ที่นอกเหนือจาก 300,000 เหรียญสิงคโปร์แรก

8. โดยทั่วไป ไม่มีภาษีบนกำไรที่ได้รับจากการขายคืนสินทรัพย์ (Capital Gain Tax) และเงินปันผล

9. สิงคโปร์จะออกวีซ่าสำหรับผู้ประกอบการ (Entrepreneur Pass) ให้แก่เจ้าของกิจการที่ประสงค์จะย้ายกิจการมาที่ประเทศสิงคโปร์ 10. ไม่มีข้อจำกัดในการแลกเปลี่ยนและการส่งเงินกำไรจากการประกอบการกลับประเทศ

- ขั้นตอนการจดทะเบียนของบริษัทต่างชาติ

1. การจดทะเบียนบริษัท/ธุรกิจ — Type of Business Organization ภายใต้ Foreign Companies เอกสารที่ต้องยื่น คือ

  • application for approval of name
  • application to register a business

ผู้ประสงค์จะจัดตั้งบริษัทสามารถมอบอำนาจให้สำนักงานทนายความในสิงคโปร์เป็นตัวแทนในการขอจดทะเบียนบริษัททาง Internet ได้ที่เว็บไซด์ www.bizfile.gov.sg

2. การขออนุญาต [license] เปิดร้านอาหาร/ภัตตาคาร นอกจากยื่นขอจดทะเบียนกับ ACRA แล้ว ยังต้องขออนุญาตจากกระทรวงสิ่งแวดล้อมด้วย

3. การนำพ่อครัว/แม่ครัว/การขอ Employment Pass ก่อนนำพ่อครัว/แม่ครัวเข้ามาทำงานในสิงคโปร์ผู้ประกอบการจะต้องยื่นขอ S Pass หรือ Employment Pass จาก Employment Pass Department, Ministry of Manpower

- ขั้นตอนพื้นฐาน
  • ได้รับการอนุมัติชื่อของบริษัทเพื่อจดทะเบียน
  • เตรียมเอกสารในการจดทะเบียน และลงนามโดยผู้จัดตั้งบริษัท
  • จดทะเบียน กับ ACRA (Registrar of Companies)
  • เปิดบัญชีธนาคารในนามของบริษัท
- ข้อมูลและเอกสารที่จำเป็นประกอบการจดทะเบียนบริษัท
  • Memorandum and Articles of Association (หนังสือบริคณห์สนธิ และหนังสือรับรองของบริษัท)
  • Statutory Declaration of Compliance
  • รายละเอียดของผู้ถือหุ้น กรรมการ เลขานุการ และอื่นๆ
  • Certificate of Identity (บัตรประชาชนหรือหนังสือเดินทาง)
  • สถานที่และที่อยู่ที่จดทะเบียนของบริษัท วันและเวลาทำการตามที่จดทะเบียน
  • หลักฐานการได้รับอนุมัติให้เป็นกรรมการของบริษัทและคำให้การว่าด้วยคุณสมบัติการเป็นกรรมการ
  • หลักฐานการได้รับอนุมัติให้เป็นเลขานุการของบริษัท
- ระยะเวลาในการจดทะเบียนบริษัทขึ้นอยู่กับปัจจัย 2 ประการคือ

1) ชื่อของบริษัทที่จะใช้จดทะเบียนได้รับการอนุมัติ ซึ่งโดยทั่วไปใช้เวลาเพียง 2-3 ชั่วโมงเท่านั้น ยกเว้นกรณีที่มีข้อขัดแย้ง เช่น คำในชื่อมีคำที่ห้ามใช้ หรือความคลุมเครือ เป็นต้น และ

2) ผู้ที่มีอำนาจในการลงนามของบริษัทอยู่ที่สิงคโปร์หรือต่างประเทศ หากอยู่ในต่างประเทศ การจดทะเบียนก็จะใช้เวลาเพิ่มขึ้นหากทั้งสองประการเบื้องต้นเรียบร้อย ก็สามารถจดทะเบียนบริษัทได้ภายใน 1 วันหลังจากนั้น ผู้ประกอบสามารถนำเอกสารการจดทะเบียนบริษัทไปเปิดบัญชีกับธนาคาร ซึ่งเวลาที่ใช้นั้นขึ้นอยู่กับความพร้อมของเอกสาร และสถาบันการเงินที่เลือกใช้

- ผู้ถือหุ้น

บริษัทที่จดทะเบียนในสิงคโปร์สามารถมีผู้ถือหุ้นเพียงหนึ่งคนได้ ซึ่งเป็นได้ทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล และไม่มีข้อจำกัดว่าผู้ถือหุ้นจะต้องเป็นสัญชาติสิงคโปร์

- ทุนที่ออกและเรียกชำระแล้ว (Paid-Up Capital)

ไม่มีข้อกำหนดว่าด้วยทุนที่ออกและเรียกชำระแล้วขั้นต่ำ ดังนั้น บริษัทสามารถจดทะเบียนอย่างต่ำและชำระ 1 เหรียญสิงคโปร์

- กรรมการบริษัท

ตามพระราชบัญญัติการจดทะเบียนบริษัท บริษัทสามารถมีกรรมการที่เป็นคนผู้พำนักในสิงคโปร์หรือต่างชาติก็ได้ แต่จะต้องมีกรรมการอย่างน้อย 1 คน อย่างไรก็ตาม กฎหมายการจัดตั้งบริษัทได้ระบุว่า อย่างน้อยกรรมการหนึ่งท่านจะต้องอาศัยอยู่ในสิงคโปร์ ซึ่งอาจจะเป็นคนสัญชาติสิงคโปร์/ผู้พำนักถาวร หรือเป็นผู้ที่ถือวีซ่าทำงาน ก็ได้ (Citizens, Permanent Residents, or Employment Pass Holders)

- เลขานุการบริษัท

บริษัทจะต้องมีเลขานุการหนึ่งคน ที่เป็นผู้พำนักถาวรอยู่ในประเทศสิงคโปร์

- สถานที่จดทะเบียนของบริษัท จะต้องเป็นที่อยู่ในสิงคโปร์

- การอนุมัติชื่อบริษัท
  • ชื่อจะต้องไม่ซ้ำกับบริษัทที่จดทะเบียนอยู่แล้ว
  • จะต้องไม่ทำความเสียหายให้กับเครื่องหมายการค้า (trademarks or patents) ที่จดทะเบียนอยู่แล้ว
  • จะต้องไม่เป็นการส่อถึงความไม่สุภาพ
  • จะต้องไม่มีคำสามัญ อาทิ ธนาคาร ไฟแนนซ์ ประกัน โรงเรียน มหาวิทยาลัย ตัวแทนท่องเที่ยว เป็นต้น และจะต้องได้รับการอนุมัติก่อนที่จะจดทะเบียน
- EntrePass

สำหรับผู้ประกอบการอิสระต่างชาติที่ต้องการย้ายถิ่นฐานมาสิงคโปร์ จะต้องขออนุญาตมี EntrePass for Entrepreneur foreigners

EntrePass Scheme มีไว้อำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ที่ต้องการเข้ามาทำกิจการในสิงคโปร์แต่มีระดับการศึกษาไม่สูง ซึ่งต่างกับ Employment Pass ที่ออกให้กับผู้ที่มีคุณสมบัติทางการศึกษาในขั้นปริญญา หากได้รับการอนุมัติให้มี EntrePass แล้ว จะต้องจัดตั้งบริษัทภายใน 30 วันหลังจากนั้น ระยะเวลาในการขอ EntrePass อยู่ระหว่าง 4-8 สัปดาห์ ส่วนใหญ่แล้ว EntrePass จะมีอายุ 1-2 ปี และอนุญาตให้บุคคลนั้นๆนำครอบครัวเข้ามาอาศัยอยู่ในประเทศด้วยได้ โดยจะต้องขอ Dependent Pass ให้กับสมาชิกของครอบครัวในเวลาเดียวกัน เมื่อ EntrePass หมดอายุก็ขอต่ออายุได้ หากธุรกิจยังดำเนินอยู่เหมือนเดิม อย่างไรก็ตาม หากต้องการจัดตั้งบริษัทเร็วขึ้น ก็สามารถจดทะเบียนบริษัทก่อน แล้วค่อยขอ EntrePass หลังจากนั้นก็ได้ ทั้งนี้ EntrePass มีไว้เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถมาอยู่ดูแลกิจการในประเทศนี้ได้ แต่หากไม่ต้องการมาพำนักในสิงคโปร์ ก็ไม่จำเป็นต้องมี

- การขอใบอนญาตเพื่อเข้าไปทำงานในประเทศสิงคโปร์ ต้องขอ S Pass หรือ Employment Pass

การขอใบอนุญาต S Pass เงินเดือนขั้นต่ำ 1,800 เหรียญสิงคโปร์ และ Employment Pass เงินเดือนขั้นต่ำ 2,500 เหรียญสิงคโปร์ จากหน่วยงาน Singapore Employment Pass Department, Ministry of Manpower

- สิ่งสำคัญที่จำเป็นต้องมีในการขอ EntrePass (ที่มา : ACRA, www.asiabizsetup.com)

เอกสารที่จำเป็นต้องใช้ในการขอ ดังนี้

  • แผนการดำเนินธุรกิจ (Business Plan) โดยประมาณ ควรจะมีเนื้อหาประมาณ 10 หน้า
  • เงินลงทุนเพื่อจัดตั้งกิจการในระยะเริ่มต้น
  • หลักฐานทางการศึกษา
  • หลักฐานการทำงานในอดีต
  • สำเนาหนังสือเดินทาง
  • รุปถ่ายขนาดทำหนังสือเดินทาง
  • สำเนาข้อมูลส่วนตัวและประวัติการทำงาน (CV/ Resume)
  • แบบฟอร์มคำร้องขอ (www.mom.gov.sg)
- ค่าธรรมเนียมการจดทะเบียน

ค่าธรรมเนียมการยื่นขอจดทะเบียนชื่อบริษัท 15 เหรียญสิงคโปร์ และค่าธรรมเนียมการก่อตั้งบริษัท 300 เหรียญสิงคโปร์ โดยที่ ACRA จะใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงในการตรวจสอบเพื่ออนุญาตการจดทะเบียนชื่อบริษัท ซึ่งจะมีอายุใช้ได้ 2 เดือน ผู้ยื่นขอจะต้องขอจดทะเบียนบริษัทให้เรียบร้อยภายในเวลา 2 เดือน หากผู้ยื่นขอต้องการเวลาเพิ่มมากกว่า 2 เดือน จะต้องทำหนังสือขอต่อเวลา พร้อมค่าใช้จ่าย 10 เหรียญสิงคโปร์ ต่อชื่อบริษัท

- ประเภทค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนบริษัท
1) Locally incorporated companies with share capital  คือ
เงินทุนจดทะเบียน                     ค่าจดทะเบียน          (หน่วย:เหรียญสิงคโปร์/ปี)
ก) ไม่เกิน 100,000                     1,200
ข) 100,101-1,000,000                 1,200 + 400/ทุกจำนวนเงิน 100,000 หรือส่วนของ 100,000
ค) 1,000,001 ขึ้นไป                    4,800 + 300/ทุกจำนวนเงิน 1,000,000 หรือส่วนของ 1,000,000
2) Companies without share capital     600
3) Foreign Companies                 1,200
4) ค่าธรรมเนียมขออนุญาต[License Fee]  เปิดร้านอาหาร/ภัตตาคาร ปีละ 120 เหรียญสิงคโปร์
- คุณสมบัติของผู้ที่จะสามารถจดทะเบียนการค้า มีดังนี้

1) ต้องมีอายุอย่างน้อย 18 ปีบริบูรณ์ (เริ่มบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2552)

2) ต้องไม่เป็นผู้ที่ถูกฟ้องล้มละลาย หรือมิฉะนั้น ต้องได้รับการอนุญาตอย่างเป็นทางการ หากต้องการจดทะเบียนการค้าในประเทศสิงคโปร์

3) หากมีส่วนเกี่ยวข้องในการดำเนินธุรกิจในประเทศสิงคโปร์ จำเป็นต้องยื่นขอ Entre Pass จาก กระทรวงแรงงาน (Ministry of Manpower)

- หน่วยงานอื่นๆที่เกี่ยวข้องในการจัดตั้งบริษัท ดังนี้

1. กระทรวงการสิ่งแวดล้อม (Ministry of Environment — MOE) เพื่อขออนุญาตประกอบกิจการร้านอาหาร/ภัตตาคาร (ที่ตั้งและหมายเลขติดต่อของ MOE : Environment Health Department, Environment Building, #21-00, Scotts Road, S’pore 228231 Tel: 65-6731 9117 Fax: 65-6731 9749 )

2. กระทรวงแรงงาน [Ministry of Manpower —MOM] เพื่อขออนุญาตนำพ่อครัว/แม่ครัว เข้ามาทำงานในสิงคโปร์ (ที่ตั้งและหมายเลขติดต่อของ MOM : Employment Pass Division, SIR Building, 10 Kallang Road, S’pore 208718 Tel: 65-6297 5443 Fax: 65-6298 0837 )

3. สำหรับการดำเนินธุรกิจเฉพาะ จะต้องขอใบอนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของธุรกิจสาขานั้นๆ เช่น

  • โรงพยาบาล ต้องขอใบอนุญาตจาก Ministry of Health
  • การก่อสร้าง ต้องขอใบอนุญาตจาก Building & Construction Authority
  • การศึกษา ต้องขอใบอนุญาต Ministry of Education
  • การบริการ ต้องขอใบอนุญาตจาก Singapore Police Force
  • การบริการขนส่ง ต้องขอใบอนุญาตจาก Public Transport Council
  • ธุรกิจ Software ต้องขอใบอนุญาตจาก Ministry of Information, Communications and the Arts
  • การเงินและการคลัง ต้องขอใบอนุญาตจาก Ministry of Finance, Monetary Authority of Singapore
- ค่าใช้จ่ายในการดำเนินธุรกิจในสิงคโปร์

1. ค่าเช่าสำนักงานในเขต Central Business District เดือนละประมาณ 17.50-42.50 เหรียญสิงคโปร์/ตารางฟุต ไม่รวมค่าใช้จ่ายครั้งแรกสำหรับ fitting-out cost ระหว่าง 250-500 เหรียญสิงคโปร์/ตารางฟุต

2. ค่าจ้างพนักงาน ในปัจจุบันค่าจ้างพนักงานโดยเฉลี่ยเดือนละ 1,800-2,700 เหรียญสิงคโปร์ และการขึ้นเงินเดือนอยู่ที่ระดับประมาณร้อยละ 3.5 ต่อปี

3. เงินสะสมพนักงาน (CPF) บริษัทจะต้องจ่ายเงินสะสมให้แก่พนักงานร้อยละ 5-14.5 ของเงินเดือน ขึ้นอยู่กับอายุของพนักงาน โดยหน่วยงานสิงคโปร์ Central Provident Fund Board (CPF Board) เป็น หน่วยงานที่เก็บเงินสะสมให้พนักงาน ทั้งนี้ ในส่วนของพนักงานเอง ต้องส่งเงินสะสมเข้าบัญชีตนเองที่ CPF Board ร้อยละ 5-20 ของเงินเดือนด้วย

4. ค่าข่าวสารทาง Internet ขึ้นอยู่กับระบบที่ใช้จะเป็น ISDN หรือ high-speed ADSL ค่าใช้จ่ายประมาณระหว่าง 68 - 2,400 เหรียญสิงคโปร์/เดือน

2.7 การจำแนกกลุ่มผู้บริโภค (Market Segmentation) : สำรวจเมื่อเดือนมิถุนายน 2551 (ล่าสุด)
กลุ่มอายุ*          ร้อยละ           เพศชาย           เพศหญิง
จำนวนรวม         100.0          1,803.0          1,839.7
0-14 ปี           18.43            344.4            326.8
15-64 ปี          72.90          1,319.0          1,336.7
65 ปีและสูงกว่า      8.67            139.6            176.2
* ประชากรที่พำนักในประเทศ
ที่มา : Singapore Department of Statistics
3. ข้อมูลการค้าระหว่างประเทศ
3.1 ภาพรวมสถานการณ์ทางการค้าของสิงคโปร์

สิงคโปร์ทำการค้ากับประเทศต่างๆทั่วโลก ประเทศคู่ค้าสำคัญ 10 อันดับแรก (การค้ารวม ปี 2552) ได้แก่ มาเลเซีย จีน สหรัฐฯ อินโดนีเซีย ฮ่องกง ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน ไทย(อันดับ 9) และอินเดีย สำหรับการค้ารวมปี 2552 มีการเจริญเติบโตลดลงร้อยละ 23.25 การส่งออกลดลงร้อยละ 21.85 และการนำเข้าลดลงร้อยละ 24.72

ปัจจุบันสิงคโปร์มุ่งเน้นนโยบายขยายการค้าและการลงทุนไปยังประเทศในตะวันออกกลาง เช่น ซาอุดิอาระเบีย กาตาร์ อิยิปต์ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เนื่องจากเป็นประเทศที่มีกำลังซื้อ มีโครงการลงทุนขนาดใหญ่ด้านการก่อสร้างสาธารณูปโภค อย่างไรก็ตาม สิงคโปร์ยังคงให้ความสำคัญกับการค้าและการลงทุนในตลาดจีนและอินเดียควบคู่กันไป โดยเฉพาะจีนซึ่งสิงคโปร์มีสัมพันธ์ทางการค้ามากขึ้น อันเป็นผลมาจากการที่ประเทศในตะวันตกและ ญี่ปุ่นที่ย้ายฐานการผลิตไปยังตลาดจีน ซึงสิงคโปร์ได้รับผลประโยชน์โดยตรงในการส่งชิ้นส่วนประกอบการผลิตอุตสาหกรรมต่างๆไปยังจีน นอกเหนือจากการเป็นพ่อค้าคนกลางส่งสินค้าประเภทอาหารไปยังจีน อินเดีย และตะวันออกกลางที่มีประชากรจำนวนมากและกำลังซื้อสูง

ปัจจัยเสี่ยงภายนอกที่สิงคโปร์ยังประสบอยู่อย่างต่อเนื่อง ได้แก่ เศรษฐกิจของสหรัฐฯที่ลดลง โรคระบาดไข้หวัดนกและอื่นๆ ความไม่มั่นคงในเสถียรภาพทางการเมืองของบางประเทศ ราคาน้ำมันที่ไม่คงที่ เป็นต้น

- ประเทศคู่ค้าสำคัญ 10 อันดับแรกของสิงคโปร์และส่วนแบ่งตลาด
      ประเทศ        2550 (%)    2551 (%)    2552 (%)
1. มาเลเซีย           12.98       12.01       11.53
2. จีน                10.82        9.85       10.13
3. สหรัฐฯ             10.41        9.30        8.95
4. อินโดนีเซีย           7.84        8.10        7.83
5. ฮ่องกง              6.26        5.87        6.85
6. ญี่ปุ่น                6.39        6.48        6.01
7. เกาหลีใต้            4.16        4.60        5.16
8. ไต้หวัน              4.38        3.95        4.17
9. ไทย                3.71        3.72        3.55
10. อินเดีย             2.82        3.10        2.89
ที่มา : International Enterprise Singapore
3.2 มูลค่าการค้ารวม สิงคโปร์กับโลก
การค้า                          ล้านเหรียญสหรัฐฯ                 การขยายตัว (%)
                    2550          2551          2552       2551        2552
การค้ารวม         561,746.02    669,883.56    514,148.31    19.25     -23.25
การส่งออก         299,003.20    344,282.33    269,050.13    15.14     -21.85
การนำเข้า         262,742.82    325,601.23    245,098.18    23.92     -24.72
ดุลการค้า           36,260.38     18,681.10     23,951.94   -48.48      28.21
ที่มา : International Enterprise, Singapore

ปี 2551 การค้าระหว่างประเทศมีมูลค่า 669,883.5 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 19.25 จากปีที่ผ่านมา โดยประเทศคู่ค้าอันดับหนึ่งคือ มาเลเซีย รองลงมา ได้แก่ จีน สหรัฐฯ อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น ฮ่องกง เกาหลีใต้ ไต้หวัน และไทยเป็นคู่ค้าอันดับ 9 โดยมีมูลค่าการค้ารวม 24,938.7 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 19.51 มีส่วนแบ่งตลาดร้อยละ 3.72 ของมูลค่าการค้ารวมของสิงคโปร์

ปี 2552 การค้าระหว่างประเทศของสิงคโปร์ในปี 2552 มีมูลค่ารวม 514,148.31 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ลดลงร้อยละ 23.25 จากปีที่ผ่านมาโดยประเทศคู่ค้า(การค้ารวม)อันดับหนึ่งคือ มาเลเซีย รองลงมาในกลุ่ม 10 อันดับแรก ได้แก่ จีน สหรัฐฯ อินโดนีเซีย ฮ่องกง ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน ไทย (อันดับ 9 มูลค่า 21,959.17 ล้านเหรียญฯ) และอินเดีย ส่วนการส่งออกจากสิงคโปร์ไปยังประเทศต่างๆทั่วโลกมีมูลค่า 269,050.13 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และการนำเข้าจากทั่วโลกมีมูลค่า 245,098.18 ล้านเหรียญสหรัฐฯ)

- สินค้านำเข้า/ส่งออกหลัก

สินค้านำเข้าหลักของสิงคโปร์ ในปี 2552 การนำเข้ามีมูลค่ารวม 356,299.2 ล้านเหรียญสิงคโปร์ โดยมีสินค้าสำคัญ เช่น Mineral Fuels, Crude Petroleum, อาหาร/เครื่องดื่ม เคมีภัณฑ์ เหล็ก/เหล็กกล้า เครื่องจักรและอุปกรณ์ เครื่องบิน ส่วนประกอบอิเล็คทรอนิคส์ เครื่องวิทยุ/โทรทัศน์ และเครื่องสร้างกระแสไฟฟ้า โดยนำเข้าจากประเทศสำคัญๆ ได้แก่ สหภาพยุโรป มาเลเซีย สหรัฐฯ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไทย เยอรมนี และฟิลิปปินส์

เนื่องจากประเทศสิงคโปร์ไม่มีแหล่งทรัพยากรธรรมชาติ ทำให้สินค้าส่งออกหลักของสิงคโปร์ คือ การส่งออกต่อ (Re-export) ของสินค้าต่างๆ อาทิ สินค้าปิโตรเลียม อาหาร/เครื่องดื่ม เภสัชภัณฑ์ เคมีภัณฑ์ สินค้าที่เกี่ยวกับการสื่อสารโทรคมนาคม เครื่องจักรยนต์ ซึ่งมีประเทศที่เป็นตลาดสำคัญ ได้แก่ มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฮ่องกง สหภาพยุโรป จีน สหรัฐฯ ญี่ปุ่น ไต้หวัน ไทย และออสเตรเลีย

มูลค่าการนำเข้า/ส่งออก แยกตามประเภทสินค้า ปี 2551-2552 ดังนี้ (หน่วย : ล้านเหรียญสิงคโปร์)
การนำเข้า                                             2551          2552
TOTAL                                           450,892.60    356,299.20
   Mineral Fuels                                128,791.80     89,000.60
   Crude Petroleum                               51,274.40     29,136.90
Non-Oil                                         322,100.80    267,298.60
  Food                                            8,632.90      8,083.40
    Meat, Fish & Dairy Produce                    4,002.60      3,486.00
    Cereals, Fruits & Vegetables                  2,321.30      2,267.60
    Coffee & Spices                               1,082.10      1,035.30
  Beverages & Tobacco                             2,905.50      2,714.10
  Crude Materials                                 3,365.50      3,593.10
    Rubber                                           657.7         367.9
    Wood                                             258.5         184.4
Animal & Vegetable Oils                           1,014.30         705.4
    Palm Oil                                           492         349.1
Chemicals                                        23,723.40     21,443.50
    Plastic Materials                             3,257.30      2,993.70
Manufactured Goods                               35,019.90     26,079.10
    Paper & Paperboard                            1,194.60         991.4
    Textile Yarn & Fabrics                           879.4         573.1
    Iron & Steel                                 11,379.40      6,624.00
Machinery & Equipment                           210,231.60    170,766.60
Power Generating Machines                         9,055.60      8,429.80
    Industrial Machines                          11,434.80     10,267.80
    Radio & Television Receivers & Parts          3,301.60      2,316.80
    Electric Generators                          11,373.90      9,612.40
    Electronic Components & Parts                75,151.00     61,861.20
    Road Motor Vehicles                           7,617.40      5,642.30
    Aircraft & Vessels                           16,969.80     13,040.90
Miscellaneous Manufactures                       29,073.90     24,810.30
    Watches & Clocks                              1,964.00      1,710.10
Miscellaneous                                     8,133.80      9,103.10
การส่งออก                                            2551         2552
TOTAL                                            476762.2     391118.2
   Mineral Fuels                                 115478.5    78,398.00
   Petroleum Products                           87,338.60    59,191.70
Non-Oil                                          361283.6     312720.2
  Food                                           4,903.90     4,718.20
    Meat, Fish & Dairy Produce                   1,131.90        808.7
    Cereals, Fruits & Vegetables                    573.9        533.5
    Coffee & Spices                              1,240.40     1,183.60
  Beverages & Tobacco                            2,923.30     2,824.60
  Crude Materials                                3,041.60     2,265.60
    Rubber                                          576.3        293.5
    Wood                                            134.5         82.1
Animal & Vegetable Oils                             888.7          593
    Palm Oil                                        369.1        282.8
Chemicals                                       48,514.10    46,597.90
    Medicinal Materials                          7,025.20     8,377.30
Manufactured Goods                              22,331.00    16,835.50
    Veneer & Plywood                                 53.9         41.2
    Textile Yarn & Fabrics                          806.9        614.1
    Iron & Steel                                 6,147.80     4,197.90
Machinery & Equipment                              242702     203274.9
    Power Generating Machines                    7,069.70     5,758.00
    Industrial Machines                         10,650.90    10,215.60
    Radio & Television Receivers & Parts         4,682.20     2,748.30
    Electronic Components & Parts                104273.4    91,138.50
    Road Motor Vehicles                          5,699.90     4,849.70
    Ships, Boats & Oil Rigs                      2,949.80     3,435.70
Miscellaneous Manufactures                      29,885.40    27,501.70
    Clothing                                     2,196.60     1,516.10
Miscellaneous                                    6,093.70     8,088.90
ที่มา : International Enterprise, Singapore
3.3 นโยบาย/มาตรการทางการค้า ทั้งภาษีและไม่ใช่ภาษี
นโยบายการค้าที่สำคัญ
  • นโยบายการค้าเสรีการนำเข้า/ส่งออกสินค้าจากต่างประเทศเป็นไปอย่างเสรี โดยผู้นำเข้า/ผู้ส่งออกจะต้องจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทไว้กับหน่วยงานสิงคโปร์ Accounting & Corporate Regulatory Authority (ACRA) และได้รับใบอนุญาตการนำเข้า/การส่งออกจาก International Enterprise Singapore (I E Singapore)
  • สินค้านำเข้าที่ต้องยื่นขออนุญาตนำเข้าก่อนที่จะนำเข้าทุกครั้ง มีจำนวน 53 รายการ
  • สินค้าส่งออกที่ต้องยื่นขออนุญาตส่งออกก่อนที่จะส่งออกทุกครั้งมีจำนวน 28 รายการ
  • การนำเข้า/ส่งออกสินค้าควบคุม ต้องขออนุญาตจากหน่วยงานที่มีอำนาจ

ทั้งนี้ รายละเอียดรายการสินค้านำเข้า/ส่งออกและรายชื่อหน่วยงานควบคา ดูได้ที่ เว็ปไซด์ : www.customs.gov. sg

มาตรการภาษีทางการค้า
  • สินค้าที่นำเข้าส่วนใหญ่ไม่เก็บภาษีนำเข้า ยกเว้นสินค้า 4 รายการคือ

1) เครื่องดื่มที่ผสมแอลกอฮอล์ (เช่น เบียร์ เหล้า ไวน์)

2) บุหรี่และยาสูบ

3) น้ำมันปิโตรเลียม

4) รถยนต์ รถจักรยานยนต์

  • สินค้าทุกชนิดที่นำเข้าจะต้องเสียภาษีสินค้าและบริการ (Goods & Services Tax : GST) ร้อยละ 7 ทั้งนี้ รายละเอียดอัตราภาษีนำเข้า ดูที่ Website: www.customs.gov.sg
มาตรการการค้าที่ไม่ใช่ภาษี (NTB)
  • มีข้อกำหนดสำหรับอาหารให้เป็นไปตามระเบียบ The Food Regulations หน่วยงานที่ควบคุม คือ Agri-Food Veterinary Authority (AVA) ภายใต้ Ministry of National Development ระเบียบข้อกำหนดที่สำคัญที่ผู้ผลิตพึงถือปฏิบัติคือ Labeling Requirements ซึ่งต้องพิมพ์เป็นภาษาอังกฤษ ขนาดตัวอักษรสูงไม่น้อยกว่า 3 mm. พร้อมมีรายละเอียดที่เกี่ยวข้องคือ
  • Common Name of Product
  • Nett Weight or Volume of Product
  • Name and Address of Manufacturer/-Country of Origin of Product
  • List of Ingredients in Descending Order of Proportions
  • Date of Marking for 19 Category of Products. Letters shall not be less than 3 mm in height and shall be show in one of the following ways:
             Use By        : dd/mm/yy

Sell By : dd/mm/yy

Expiry Date : dd/mm/yy

Best Before : dd/mm/yy Importer/Packer/Distributor

  • Bar Code/EAN
  • Nutrition Facts Panel (NIP)
  • No "Health Claims" Allowed on the Label
  • Optional : "Halal" Logo on the Label
3.4 สิทธิพิเศษทางการค้า

สิทธิพิเศษที่สิงคโปร์ให้กับประเทศคู่ค้า ซึ่งอยู่ภายใต้กรอบอาเซียนและ FTA โดยเป็นสินค้าและ การให้บริการ เพื่อกระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ และส่งผลให้สิงคโปร์มีบทบาทในเวทีเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ที่ปรากฎอย่างชัดเจน ได้แก่ ความสัมพันธ์กับตะวันออกกลาง ซึ่งไม่เพียงแต่ส่งผลดีในด้านมูลค่าทางการค้าเท่านั้น แต่ยังมีส่วนช่วยเสริมสร้างความเข้าใจทางการเมืองและศาสนาระหว่างกัน ซึ่งสิงคโปร์เป็นประเทศ ที่มีประชากรรวมหลายชาติ/ศาสนา รวมทั้งประชากรที่นับถือศาสนาอิสลามด้วย

3.5 ความร่วมมือทางการค้ากับต่างประเทศ

สิงคโปร์มีความสัมพันธ์กับต่างประเทศทั้งระดับทวิภาคีและพหุพาคี เป็นสมาชิก APEC, ASEAN, ASEM, WTO, UN, ASEF, FEALAL, G77, NAM, The Commonwealth, UNSC. OPCW รวมทั้ง มีการจัดทำข้อตกลงการค้าเสรี (Free Trade Agreement : FTAs) กับนานาประเทศด้วย ซึ่งข้อตกลงการค้าเสรีที่มีทั้งการลงนามระหว่าง 2 ประเทศหรือมากกว่า จะช่วยลดมาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี ลดอัตราภาษีการนำเข้า ผ่อนปรนกฎ/ระเบียบในการลงทุนและส่งเสริมให้การส่งสินค้าและการบริการระหว่างประเทศเป็นไปด้วยความสะดวก นอกจาก นั้น ยังเป็นประโยชน์ต่อการสร้างตลาดใหม่ๆให้แก่นักลงทุนสิงคโปร์พร้อมเปิดโอกาสด้านการค้า-ขาย รวมถึงการพัฒนาทรัพย์สินทางปัญญา และเพื่อให้สิงคโปร์รักษาระดับมาตรฐานของการเป็นศูนย์การกระจายสินค้าและการขนส่งอีกด้วย

นับตั้งแต่การลงนาม FTA ครั้งแรกเมื่อปี 2536 ภายใต้ ASEAN Free Treade Area (AFTA) เครือข่าย FTA ของสิงคโปร์ได้ขยายครอบคลุมไปยังประเทศคู่ค้าในภูมิภาคต่างๆทั่วโลก ซึ่งข้อตกลงการค้าเสรีที่สิงคโปร์ร่วมลงนามกับประเทศต่างๆเรียบร้อยแล้ว มีดังนี้ คือ

1. ASEAN Free Trade Area (AFTA)

2. ASEAN-Australia-New Zealand FTA (AANZFTA)

3. ASEAN-China (ACFTA)

4. ASEAN-India (AIFTA)

5. ASEAN-Japan (AJCEP)

6. ASEAN-Korea (AKFTA)

7. Australia (SAFTA)

8. China (CSFTA)

9. Hashemite Kingdom of Jordan (SJFTA)

10. India (CECA)

11. Japan (JSEPA)

12. Korea (KSFTA)

13. New Zealand (ANZSCEP)

14. Panama (PSFTA)

15. Peru ( PeSFTA)

16. Switzerland, Liechtenstein, Norway and Iceland (ESFTA)

17. Trans-Pacific SEP (Brunei, New Zealand, Chile, Singapore)

18. United States (USSFTA)

ประเทศที่ลงนามและรอเวลาที่จะมีผลบังคับใช้ คือ Gulf Cooperation Council : GCC (GSFTA) (Bahrain, Kuwait, Oman, Qatar, Saudi Arabia and the United Arab Emirates)

ประเทศที่อยู่ระหว่างการเจรจา คือ

1. Canada

2. Costa Rica

3. Mexico

4. Pakistan

5. Ukraine

ซึ่งสิงคโปร์เห็นว่าตลาดข้างต้นนี้เป็นภูมิภาคที่มีศักยภาพ ทั้งนี้ข้อตกลงดังกล่าวนอกจากจะส่งผลให้สิงคโปร์ได้รับผลประโยชน์ด้านเศรษฐกิจการค้าแล้ว ยังส่งผลทางอ้อมคือ เป็นการสร้างสัมพันธไมตรีทางการทูตให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นและช่วยสร้างความเข้าใจทางการเมืองและการอยู่ร่วมกันอย่างสันติโดยต่างศาสนาด้วยจากการที่สิงคโปร์เป็นประเทศมีการค้าเสรี รัฐบาลมีกฎ/ระเบียบโปร่งใสและรักษากฎอย่างเคร่งครัดและภาครัฐได้สร้างบรรยากาศด้านการลงทุนให้เป็นที่น่าสนใจต่อชาวต่างชาติที่ประสงค์จะย้ายถิ่นเข้ามาลงทุนในสิงคโปร์ รวมทั้งมีมาตรการในการปกป้องทรัพย์สินทางปัญญา และมีสภาพบ้านเมืองที่เหมาะสมกับการดำเนินธุรกิจการค้า ดังนั้น เมื่อรวมระบบโครงสร้างพื้นฐานสำคัญต่างๆ และความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีของสิงคโปร์เข้ากับการที่สิงคโปร์มีข้อตกลงการค้าเสรีกับประเทศต่างๆทั่วโลก ก็สามารถทำให้กระบวนการค้าระหว่างประเทศเป็นไปได้โดยง่าย และส่งผลให้เศรษฐกิจสิงคโปร์สามารถเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว

นอกจากนี้ สิงคโปร์มีกรอบขยายความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างไทยกับสิงคโปร์ (Singapore-Thailand Enhanced Economic Relationship : STEER)

อนึ่ง ข้อมูลรายละเอียด FTA ของสิงคโปร์ ดูได้ในเว็บไซด์ http://www.fta.gov.sg

4 ข้อมูลทางการค้ากับประเทศไทย
4.1 ภาพรวมสถานการณ์/ความสัมพันธ์ ทางการค้ากับไทย
  • สถานการณ์

สิงคโปร์และไทยเป็นประเทศคู่ค้าดั้งเดิม มีความสัมพันธ์ด้านการทูต การค้าและการลงทุน สิงคโปร์เป็นตลาดเล็ก สินค้าส่วนใหญ่ที่นำเข้าจากไทยนอกจากใช้บริโภคภายในประเทศแล้ว ยังมีการส่งออกต่อไปยังประเทศที่สาม (Re-export) สำหรับสินค้าที่นำเข้าจากไทยเพื่อบริโภคในประเทศโดยตรงส่วนใหญ่เป็นสินค้าอาหาร ได้แก่ ข้าว ผัก/ผลไม้ อาหารกระป๋อง อาหารทะเล ซ๊อสและเครื่องปรุงรสอาหาร เป็นต้น

- มูลค่าการค้า  ระหว่างสิงคโปร์กับไทย
การค้า                    ล้านเหรียญสหรัฐฯ                  การขยายตัว (%)
                 2550          2551         2552        2551      2552
การค้ารวม      20,867.89    24,938.70    18,243.02     27.30     -26.85
การส่งออก      12,376.66    13,440.47    10,052.27      8.60     -25.21
การนำเข้า       8,419.23    11,489.23     8,190.75     35.41     -28.77
ดุลการค้า        3,885.43     1,942.24     1,861.52    -50.01      -4.16
ที่มา : International Enterprise Singapore

การค้าระหว่างสิงคโปร์กับไทย ปี 2551 สิงคโปร์ยังคงได้เปรียบดุลการค้ากับไทยมูลค่า 1,942.24 ล้าน-เหรียญสหรัฐฯ ลดลงร้อยละ 50.01 เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา โดยเป็นการส่งออก และนำเข้า ดังนี้

  • การส่งออก สิงคโปร์ส่งออกมาไทยคิดเป็นมูลค่า 13,440.47 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 8.60 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า(ไทยเป็นคู่ค้าอันดับที่ 8) สินค้าหลัก ได้แก่ แผงวงจรไฟฟ้า สื่อบันทึกข้อมูล/ภาพ/เสียง น้ำมันสำเร็จรูป ส่วนประกอบ/อุปกรณ์ของเครื่องจักรกล เครื่องพิมพ์และเครื่องจักรที่ใช้ประกอบการพิมพ์ อุปกรณ์กึ่งตัวนำทรานซีสเตอร์และไดโอด หม้อแปลงไฟฟ้าและส่วนประกอบ เครื่องอุปกรณ์ไฟฟ้าป้องกันวงจรไฟฟ้า ไซคลิกไฮโดรคาร์บอน และดีบุก เป็นต้น
  • การนำเข้า สิงคโปร์นำเข้าจากไทยมูลค่า 11,498.23 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 35.41 เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา (ส่วนแบ่งตลาดร้อยละ 3.53) โดยนำเข้าจากไทยเป็นอันดับ 9 สำหรับอันดับหนึ่ง คือ มาเลเซีย รองลงมา ได้แก่ สหรัฐฯ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินโดนีเซีย ไต้หวัน ซาอุดิอาระเบีย และเยอรมนี สินค้านำเข้า 10 อันดับแรกเรียงลำดับตามมูลค่า ได้แก่ น้ำมันสำเร็จรูป แผงวงจรไฟฟ้า ส่วนประกอบและอุปกรณ์ของเครื่องจักรกล เครื่องคอมพิวเตอร์/อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องโทรสาร/โทรพิมพ์/โทรศัพท์/อุปกรณ์และส่วนประกอบ รถยนต์ อุปกรณ์กึ่งตัวนำทรานซิสเตอร์และไดโอด เครื่องสูบลม/เครื่องอัดลมหรืออัดก๊าซอื่นๆและพัดลมรวมทั้งเครื่องระบายอากาศ เครื่องปรับอากาศ และไซคลิกไฮโดรคาร์บอน

การค้าระหว่างสิงคโปร์กับไทย ปี 2552 สิงคโปร์ยังคงได้เปรียบดุลการค้ากับไทยมูลค่า 1,861.52 ล้าน-เหรียญสหรัฐฯ ลดลงร้อยละ 4.16 เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา โดยเป็นการส่งออก และนำเข้า ดังนี้

  • การส่งออก สิงคโปร์ส่งออกมาไทยคิดเป็นมูลค่า 10,052.27 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ลดลงร้อยละ 25.21 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และไทยเป็นประเทศคู่ค้าอันดับที่ 9 สินค้าหลักที่สิงคโปร์ส่งออก ได้แก่ 1) แผงวงจรไฟฟ้า 2) สื่อบันทึกข้อมูล/ภาพ/เสียง 3) เครื่องพิมพ์และเครื่องจักรที่ใช้ประกอบการพิมพ์ 4) ส่วนประกอบ/อุปกรณ์ของเครื่องจักรกล 5) น้ำมันสำเร็จรูป 6) อุปกรณ์กึ่งตัวนำทรานซีสเตอร์และไดโอด 7) เครื่องอุปกรณ์ไฟฟ้าป้องกันวงจรไฟฟ้า 8) หม้อแปลงไฟฟ้าและส่วนประกอบ 9) ส่วนประกอบของเครื่องจักรประเภทที่ 84.25-84.30 และ 10) เครื่องคอมพิวเตอร์/อุปกรณ์และส่วนประกอบ
  • การนำเข้า สิงคโปร์นำเข้าจากไทยมูลค่า 8,190.75 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ลดลงร้อยละ 28.77 เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา (ส่วนแบ่งตลาดร้อยละ 3.34) โดยนำเข้าจากไทยเป็นอันดับ 9 สำหรับอันดับหนึ่ง คือ สหรัฐฯ รองลงมา ได้แก่ มาเลเซีย จีน ญี่ปุ่น อินโดนีเซีย เกาหลีใต้ ไต้หวัน ฝรั่งเศส ไทย และซาอุดิอาระเบีย สินค้านำเข้า 10 อันดับแรกเรียงลำดับตามมูลค่า ได้แก่ 1) น้ำมันสำเร็จรูป 2) แผงวงจรไฟฟ้า 3) ส่วนประกอบและ อุปกรณ์ของเครื่องจักรกล 4) เครื่องคอมพิวเตอร์/อุปกรณ์และส่วนประกอบ 5) เครื่องโทรสาร/โทรพิมพ์/ โทรศัพท์/อุปกรณ์และส่วนประกอบ 6) มอเตอร์และเครื่องกำเนิดไฟฟ้า 7) อุปกรณ์กึ่งตัวนำทรานซิสเตอร์และไดโอด 8) เครื่องปรับอากาศ 9) ข้าว และ 10) รถยนต์
4.2 สินค้าหลัก
ปี 2551 สินค้ารายการสำคัญที่สิงคโปร์นำเข้าจากไทย ได้แก่

(1) ส่วนประกอบและอุปกรณ์ของเครื่องจักรกล (HS 8473)

(2) เครื่องสูบลม/เครื่องอัดลมหรืออัดก๊าซอื่นๆและพัดลง รวมทั้งเครื่องระบายอากาศ (HS 8414)

(3) สื่อบันทึกข้อมูล/ภาพ/เสียง (HS 8523)

(4) เตาเผาและเตาอบใช้ในอุตสาหกรรม/เตาเผาขยะไม่ใช้ไฟฟ้า (HS 8417)

(5) เบียร์ที่ทำจากมอลต์ (HS 2203)

ส่วนในปี 2552 สินค้ารายการสำคัญที่สิงคโปร์นำเข้าจากไทย 10 รายการแรก ลดลงถึง 9 รายการ ได้แก่

(1) น้ำมันสำเร็จรูป ลดลงร้อยละ 40.35 (HS 2710)

(2) แผงวงจรไฟฟ้า ลดลงร้อยละ 0.57 (HS 8542)

(3) ส่วนประกอบและอุปกรณ์ของเครื่องจักรกล ลดลงร้อยละ 36.17 (HS 8473)

(4) เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ลดลงร้อยละ 26.67 (HS 8471)

(5) เครื่องโทรสาร/โทรพิมพ์/โทรศัพท์/อุปกรณ์และส่วนประกอบ ลดลงร้อยละ 30.08 (HS 8517)

(6) อุปกรณ์กึ่งตัวนำทรานซีสเตอร์และไดโอด ลดลงร้อย 24.05 (HS 8541)

(7) เครื่องปรับอากาศ ลดลงร้อยละ 17.95 (HS 8415)

(8) ข้าว ลดลงร้อยละ 15.96 (HS 1006)

(9) รถยนต์ ลดลงร้อยละ 45.18 (HS 8703)

สำหรับรายการที่สิงคโปร์นำเข้าเพิ่มขึ้นจากไทย(ในกลุ่ม 10 อันดับแรก) มี 1 รายการ คือ

(1) มอเตอร์และเครื่องกำเนิดไฟฟ้า เพิ่มขึ้นร้อยละ 102.65 (HS 8501)

และสินค้ารายการอื่นๆในกลุ่มอันดับที่ 11-50 สิงคโปร์นำเข้าเพิ่มขึ้นจากไทยเพียง 9 รายการ ได้แก่

(1) ส่วนประกอบของเครื่องจักรกลประเภทที่ 84.25-84.30 เพิ่มขึ้นร้อยละ 45.07 (HS 8431)

(2) ดีบุก เพิ่มขึ้นร้อยละ 208.54 (HS 8001)

(3) แก้วและกระจก เพิ่มขึ้นร้อยละ 43.84 (HS 7006)

(4) น้ำมันปิโตรเลียมดิบและน้ำมันดิบที่ได้จากแร่บิทูมินัส เพิ่มขึ้นร้อยละ 5,338,672.18 (HS 2709)

(5) บอยเลอร์กำเนิดไอน้ำหรือทำน้ำร้อนยิ่งยวดและส่วนประกอบ เพิ่มขึ้นร้อยละ 285.09 (HS 8402)

(6) อุปกรณ์และเครื่องอุปกรณ์ตรวจสอบปริมาณทางไฟฟ้า เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.78 (HS 9030)

(7) เส้นใยนำแสงนอกจากเคเบิลใยนำแสงประเภท 85.44 ไม่ตกแต่งใช้ในงานทางทัศนศาสตร์ เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.02 (HS 9001)

(8) ของอื่นๆทำด้วยอะลูมิเนียม เพิ่มขึ้นร้อยละ 203.69 (HS 7616)

(9) สิ่งปรุงแต่งที่ใช้เสริมความงาม บำรุงรักษาผิวและแต่งเล็บ เพิ่มขึ้นร้อยละ 16.69 (HS 3304)

4.3  สินค้าและบริการที่มีศักยภาพของไทยในประเทศสิงคโปร์
     สินค้า / บริการ                                    ประเทศคู่แข่ง
1. อาหาร                                      มาเลเซีย  จีน  อินโดนีเซีย  สหรัฐฯ  ญี่ปุ่น
2. รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ                    ญี่ปุ่น  เยอรมนี เกาหลีใต้  อัฟริกาใต้  สหราชอาณาจักร
3. เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ           จีน  มาเลเซีย  อินโดนีเซีย  สหรัฐฯ  ญี่ปุ่น
4. เคมีภัณฑ์                                     มาเลเซีย  อินโดนีเซีย  อิหร่าน  ญี่ปุ่น  เกาหลีใต้
5. เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ                     ญี่ปุ่น  เกาหลีใต้   จีน  ไต้หวัน  มาเลเซีย
4.4 ข้อตกลง/ความร่วมมือทางการค้า กับประเทศไทย

รูปแบบความสัมพันธ์ทางการค้าทวิภาคี ความสัมพันธ์ทางการค้าทวิภาคีระหว่างไทยกับสิงคโปร์ที่สำคัญ คือ ผู้ประกอบการไทยเริ่มเข้ามาลงทุนในสิงคโปร์เพิ่มมากขึ้น ซึ่งถือว่าเป็น ความก้าวหน้าของบริษัทไทยที่กล้าลงทุนในต่างประเทศ ซึ่งแต่เดิมนักลงทุนสิงคโปร์จะเข้าไปลงทุนในไทยมากกว่าที่นักลงทุนไทยจะเข้ามาลงทุนในสิงคโปร์ อย่างไรก็ดี นักลงทุนไทยมองเห็นช่องทางการลงทุนดำเนินธุรกิจการค้าในหลายสาขา เช่น ธุรกิจร้านอาหาร ศูนย์กลางจำหน่ายวัตถุดิบประกอบอาหารไทย และธุรกิจสปา เป็นต้น

STEER : ไทยและสิงคโปร์มีกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจ Singapore-Thailand Enhanced Economic Relations (STEER) มีจุดมุ่งหมายเพื่อการส่งเสริมพัฒนากลุ่มอุตสาหกรรมที่มีความเกื้อกูลกันระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนใน 5 สาขา ได้แก่ สาขาเกษตรและอาหาร อุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ประกอบยานยนต์ การท่องเที่ยว การคมนาคมและการขนส่ง และการบริการทางการเงิน ทั้งนี้ การประชุม STEER ที่จัดขึ้นแล้วหลายครั้ง มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้เกิดความร่วมมือในด้านการลงทุนในธุรกิจต่างๆ โดยเฉพาะในด้านการขนส่งทางทะเล ระบบโครงสร้างพื้นฐาน logistics ระบบสื่อสารโทรคมนาคม การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์และธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ นอกจากนี้ ได้ตกลงกำหนดเป้าหมายการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว โดยจะเพิ่มปริมาณการค้าระหว่างกันเป็น 2 เท่าตัวจากตัวเลขในปัจจุบัน และการลงทุนในปริมาณ 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐภายในปี 2553 รวมทั้งตั้งเป้าหมายเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวจากประเทศจีน จำนวน 1 ล้านคนมายังไทยและสิงคโปร์ภายใน 3 ปี โดยดำเนินการด้านการตลาดร่วมกัน นอกจากนี้ ยังได้เห็นชอบจัดทำแผนยุทธศาสตร์เพื่อความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระหว่างกัน (Strategic Roadmaps for Enhanced Partnership) ใน 5 สาขา คือ 1) การท่องเที่ยว (การจัดทำการตลาดร่วมภายใต้แผนงาน two countries, one destination) 2) โลจิสติกส์และการขนส่ง (จัดตั้งคณะทำงานเพื่อศึกษาความร่วมมือด้านการขนส่งทางอากาศและทางน้ำ) 3) เกษตรและอาหาร (การจัดทำ compartmentalization เพื่อควบคุมโรคระบาดในสัตว์) 4) การศึกษา (การจัดทำแผนงานพัฒนาบุคลากรในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี) และ 5) SMEs (การสร้างหุ้นส่วนทางธุรกิจ ร่วมวิจัยเรื่องน้ำมันและก๊าซ และลงทุนในประเทศที่สาม)

CSEP : โครงการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานข้าราชการพลเรือนไทย - สิงคโปร์ (Thailand - Singapore Civil Service Exchange Programme: CSEP) ซึ่งได้จัดตั้งเมื่อปี 2541 มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้หน่วยราชการไทยและสิงคโปร์มีโอกาสพบปะอย่างใกล้ชิดและสร้างความคุ้นเคยระหว่างกัน และนำไปสู่การขยายความร่วมมือที่ดีต่อกันต่อไป โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของทั้งสองประเทศเป็นประธานร่วม โดยย้ำความสำคัญของความร่วมมือในลักษณะหุ้นส่วนมากขึ้น โดยเฉพาะในด้านการศึกษา แรงงาน ความร่วมมือทางวิชาการสาธารณสุข และความร่วมมือระหว่างกระทรวงการต่างประเทศ

4.5 ปัญหา/อุปสรรค/ประเด็นทางการค้าและการลงทุนกับไทย

ปัญหา/อุปสรรค/ประเด็นทางการค้าและการลงทุนกับไทย

1. เปิดตลาดเนื้อสุกรแปรรูป

(1) ระเบียบการนำเข้าสุกรมีชีวิต แปรรูป หรือผลิตภัณฑ์ เช่น หมูกระป๋อง แฮม Ready-to-eat ที่มีส่วนประกอบของหมู หมูหยอง หมูแผ่น ไส้กรอกหมู รวมทั้งเนื้อสัตว์ทุกชนิดในสิงคโปร์อยู่ในความรับผิดชอบของหน่วยงาน Agri-Food & Veterinary Authority (AVA) (Ministry of National Development) โดยกำหนดว่า สุกรมีชีวิต เนื้อสุกรแปรรูป และผลิตภัณฑ์ที่นำเข้าจะต้องผลิตมาจากฟาร์มเลี้ยงสุกร โรงฆ่า โรงชำแหละ และโรงงานแปรรูปที่ได้รับการตรวจสอบและรับรองจากหน่ายงาน AVA แล้วเท่านั้น

(2) ตั้งแต่ ปี 2534 สิงคโปร์ห้ามนำเข้าสุกรทุกชนิดจากไทย เพราะพบโรคปากเปื่อยเท้าเปื่อยต่อมาในปี 2546 - AVA ได้ผ่อนผันให้มีการนำเข้าเนื้อสุกรแปรรูปโดยผ่านความร้อนสูง (Heat- processed pork products) จากประเทศไทย ซึ่งเนื้อสุกรจะต้องมาจากโรงฆ่าที่กรมปศุสัตว์รับรองและ AVA ตรวจสอบและอนุมัติแล้วเท่านั้น ซึ่งปัจจุบันมี 7 โรงงาน

2. เปิดตลาดผลิตภัณฑ์ไก่แปรรูป

(1) ระเบียบการนำเข้าสัตว์ปีก โดย AVA กำหนดให้นำเข้าจาก ประเทศผู้ผลิตที่ได้รับการอนุมัติเท่านั้น สำหรับประเทศไทย เดิม AVA ออกใบรับรองให้นำเข้าสินค้าสัตว์ปีกแช่แข็งและผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ปีกจากฟาร์มในไทย 24 แห่ง แต่เนื่องจากเกิดโรคระบาดไข้หวัดนกเมื่อต้นปี 2547 จึงทำให้ AVA ประกาศห้ามนำเข้าสินค้าสัตว์ปีกแช่แข็งและผลิตภัณฑ์ทุกชนิดเป็นการชั่วคราวตั้งแต่วันที่ 14 มกราคม 2547 และหลังจากนั้นได้ประกาศห้ามนำเข้าจาก จีน เวียดนาม อินโดนีเซีย และแอฟริกาใต้

(2) AVA ได้ผ่อนผันให้มีการนำเข้าผลิตภัณฑ์ไก่แปรรูป (Processed poultry meat) จากประเทศไทย ซึ่งจะต้องมาจากโรงฆ่า และโรงงานที่กรมปศุสัตว์รับรองและ AVA ตรวจสอบและอนุมัติแล้วเท่านั้น ซึ่งปัจจุบันมี 21 โรงงาน

3. การจ้างแรงงานเกี่ยวกับธุรกิจบริการ

(1) กฎ ระเบียบของการจ้างแรงงานในธุรกิจร้านอาหาร และหมอนวดไทย คือ พ่อครัว/แม่ครัว และพนักงานนวดนั้น สิงคโปร์จัดแบ่งประเทศที่อนุญาตให้จ้างแรงงานต่างชาติได้ (Approved Source Countries) คือ มาเลเซีย ฮ่องกง มาเก๊า เกาหลีใต้ และไต้หวัน โดยนายจ้างสามารถจ้างแรงงานต่างชาติได้ในสัดส่วนร้อยละ 40

(2) สำหรับไทย จัดอยู่ในประเภท (Non-Traditional Source : NTS) ซึ่งมีประเทศอื่น ได้แก่ อินเดีย ศรีลังกา บังกลาเทศ พม่า ฟิลิปปินส์ และปากีสถาน โดยนายจ้างสามารถจ้างได้ในสัดส่วน 20 : 1 หมายถึง จ้างคนสิงคโปร์ 19 คน จ้างคนไทยได้ 1 คน (20 คน หมายถึงพนักงานทั้งหมด) ซึ่งทำให้ไม่เอื้ออำนวยต่อการลงทุนในภาคธุรกิจบริการของไทยในสิงคโปร์

นอกจากนี้ การยื่นขอใบอนุญาตจ้างแรงงานไทยต่อ Ministry of Manpower (MOM) ประสบปัญหา เนื่องจาก ในบางกรณี สำนักงานแรงงานไทยได้มีหนังสือรับรองพร้อมเอกสารใบประกาศนียบัตรจากหน่วยงานของไทยเพื่อรับรองแล้ว แต่ไม่ได้รับอนุญาต โดยไม่มีการชี้แจงเหตุผล

(3) ล่าสุดหน่วยงาน Workforce Development Agency ได้ออกกฎระเบียบกำหนด Skill Standard ใหม่ ภายใต้ National Skills Recognition System (NSRS) มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2549 โดยได้เพิ่มเงื่อนไขมากขึ้น หมอนวดจะต้องผ่านหลักสูตร ดังนี้

  • Provide full-body massage with oil
  • Provide full-body massage without oil
  • Perform manicure-pedicure
  • Perform face treatment

โดยในความเป็นจริง ธุรกิจสปาของไทยในสิงคโปร์ ดำเนินธุรกิจเฉพาะนวดตัว และนวดเท้าเท่านั้น ดังนั้น เงื่อนไขดังกล่าวจึงเป็นการเพิ่มภาระ และต้นทุนให้กับผู้ประกอบการ

แนวทางแก้ไขปัญหา

1. เปิดตลาดเนื้อสุกรแปรรูป

(1) ขอให้ผ่อนคลายกฎระเบียบที่กำหนดให้เนื้อสุกรนำเข้าต้องผ่านความร้อน 70 องศา 30 นาที ในทุกขบวนการ ผลิต โดยเสนอให้ใช้หลักการเดียวกันกับญี่ปุ่น คือ การต้ม/นึ่งให้ผ่านความร้อน 70 องศา 1 นาที และขอให้รับรองสินค้าเป็นสายการผลิต เช่น ต้ม หรือนึ่ง แทนการให้การรับรองเป็นราย item ซึ่งเสียเวลามาก(2) ขอให้รับรองฟาร์มที่ได้มาตรฐานตามที่กรมปศุสัตว์ได้รับรองแล้ว และไม่อยู่ในเขตโรคปากเปื่อยเท้าเปื่อย

2. เปิดตลาดผลิตภัณฑ์ไก่แปรรูป

(1) ขอให้ Agri-Food & Veterinary Authority (AVA) จัดส่งเจ้าหน้าที่มาตรวจสอบฟาร์มไก่ในไทย และให้เร่งดำเนินการออกใบรับรองโดยเร็ว เนื่องจากปกติจะใช้เวลาประมาณ 3 เดือนในการออกใบรับรองหลังจากที่ได้ตรวจสอบฟาร์มเลี้ยงไก่

3. การจ้างแรงงานเกี่ยวกับธุรกิจบริการ

(1) ขอให้สิงคโปร์พิจารณาให้ไทยอยู่ใน Approved Source Countries

(2) ขอให้รับรองหนังสือจากสำนักงานแรงงานไทย ในสิงคโปร์ ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐบาลไทยเพื่อรับรองคุณสมบัติของแรงงานไทย

(3) ขอให้พิจารณาปรับสัดส่วนการจ้างแรงงานต่างชาติ เนื่องจาก สัดส่วน 20 : 1 ค่อนข้างสูง และเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ เพราะธุรกิจบริการส่วนมาก มีการจ้างงานไม่มาก

(4) ขอให้พิจารณากฎระเบียบใหม่ที่กำหนดให้หมอนวดต้องผ่านหลักสูตรต่างๆ โดย เฉพาะเรื่อง manicure-pedicure และ Perform face treatment ซึ่งเป็นการเพิ่มค่าใช้จ่ายให้กับผู้ประกอบการ

4.6 ลู่ทางการค้าและการลงทุน

สิงคโปร์มีเป้าหมายที่จะขยายการลงทุนในสาขาต่างๆเพิ่มขึ้น เช่น การสื่อสาร โทรคมนาคม IT การให้บริการด้านการเงิน/การธนาคาร การศึกษา การสาธารณสุข การค้นคว้าและวิจัยเภสัชภัณฑ์ และธุรกิจบริการ

จุดแข็งทางการค้าและการลงทุน

1. สิงคโปร์มีความเชี่ยวชาญในการจัดการทรัพยากรบุคคล บริหารจัดการธุรกิจ เป็นตลาดเทคโนโลยีของเอเซียแห่งหนึ่ง มีจุดเด่นเรื่องทำเลที่ตั้งทำให้เป็นเมืองท่าที่สำคัญของโลก มีเครือข่ายธุรกิจกับคนสัญชาติจีนในประเทศต่างๆ มีระบบ Logistics ในการจัดการด้าน Supply Chain ในระดับมาตรฐานโลก รวมทั้งการเป็นศูนย์กลางการค้าที่สำคัญ ทำให้สิงคโปร์เป็นฐานในการทำการค้ากับทั่วโลก เช่น

  • ประตูเปิดสู่เอเซีย-แปซิฟิก
  • ศูนย์กลางการค้า/บริการของภูมิภาค
  • ศูนย์กลางการเดินเรือพาณิชย์
  • ศูนย์กลางการเงินของภูมิภาค
  • ศูนย์กลางการบินพาณิชย์

2. สิงคโปร์เป็นประเทศสมาชิกอาเซียนที่เปิดให้มีการค้าอย่างเสรี โดยมีมาตรการควบคุมการส่งออก-นำเข้าสินค้าเพียงบางรายการ ทั้งยังเป็นประเทศที่ทำธุรกิจในลักษณะ Trading Hub ดังนั้น ประเทศไทยควรใช้สิงคโปร์เป็นแหล่งส่งออก (re-export) สินค้าไปสู่ประเทศที่สามเพื่อขยายการส่งออก โดยอาศัยจุดแข็งของสิงคโปร์ในด้านการจัดการ การเงิน/ธนาคาร การสื่อสารและการคมนาคมขนส่ง

3. สิงคโปร์มีนโยบาย Regionalization คือ จะทำการค้าและการลงทุนกับประเทศในเอเชียมากขึ้น ดังนั้นไทยควรพิจารณาร่วมลงทุนกับสิงคโปร์ทั้งในด้านการผลิตและการตลาดเพื่อเจาะตลาดในภูมิภาค

จุดอ่อนทางการค้าและการลงทุน คือ สิงคโปร์เป็นตลาดเล็ก ส่วนใหญ่นำเข้าสินค้าเพื่อการบริโภคอุปโภค สินค้านำเข้าจากไทยเพื่อบริโภคในประเทศโดยตรงมีเพียงไม่กี่รายการ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นสินค้าอาหาร เช่น ข้าว ผัก ผลไม้ อาหารทะเล อาหารกระป๋อง เป็นต้น นอกจากนั้นสินค้าที่นำเข้าจะส่งออกต่อไปยังประเทศที่สาม (Re-export) สำหรับการลงทุน ส่วนใหญ่จะเป็นการลงทุนในสินค้าที่มีมูลค่าสูง ซึ่งต้องใช้เงินลงทุนมาก

- หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการค้า/การลงทุนของสิงคโปร์

1) Ministry of Trade and Industry (MTI) รับผิดชอบเกี่ยวกับการค้า การลงทุนและการจัดตั้งโรงงานอุตสาหกรรม

2) International Enterprise Singapore (IE Singapore) ได้จัดโครงสร้างใหม่จากหน่วยงานเดิมคือ Trade Development Board (TDB) มีนโยบายช่วยเหลือและสนับสนุนบริษัทสิงคโปร์ให้มีความสามารถขยายตัวไปสู่ตลาดโลกได้ โดยให้บริการและอำนวยความสะดวกในการด้านต่างๆ เช่น การจัดหาข้อมูลการตลาด ทำการศึกษาความเป็นไปได้ในการดำเนินการค้า และการนัดหมาย/จัดหาคู่ค้าในต่างประเทศ รวมทั้งมีนโยบายส่งเสริมสิงคโปร์ให้เป็นศูนย์กลางของ SME ในภูมิภาค โดยมีมาตรการจูงใจให้ประเทศต่างๆมาเปิดบริษัท/สาขาในสิงคโปร์และร่วมกับบริษัทสิงคโปร์ในการขยายธุรกิจสู่ตลาดในภูมิภาคต่อไป

3) Economics Development Board (EDB) ส่งเสริมให้นักธุรกิจต่างชาติเข้ามาลงทุนใน ทั้งด้านการผลิตและการบริการระดับนานาชาติ

4) Standard Productivities & Innovation Board (SPRING Singapore) สนับสนุนให้ประเทศมีผลการผลิตเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะใน 3 ด้านคือ 1) การเพิ่มผลผลิตและการสร้างสรรค์ 2) มาตรฐานและคุณภาพ และ 3) SMEs ภาคอุตสาหกรรมภายในประเทศ เพื่อให้สิงคโปร์เป็นประเทศที่สามารถแข่งขันได้ และมีการขยายตัวของเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดีและชีวิตมีคุณภาพ

5) Agri-Food & Veterinary Authority (AVA) รับผิดชอบในการตรวจสอบมาตรฐาน/คุณภาพอาหารนำเข้าสิงคโปร์ ออกระเบียบและดูแลสุขอนามัยภายในประเทศ เพื่อให้ประชาชนมีความมั่นใจว่า อาหารที่นำเข้าสิงคโปร์และผลิตในประเทศมีความสะอาดถูกสุขอนามัยปลอดภัยต่อการบริโภค

4.7 ภาคการท่องเที่ยวของสิงคโปร์
- จำนวนนักท่องเที่ยวเยือนสิงคโปร์
                                              2550        2551         2552
จำนวนรวม (‘000)                           10,284.50    10,115.60    9,681.30
การเปลี่ยนแปลง (%)                                5.5         -1.6        -4.3
อัตราเฉลี่ยการเข้าพักโรงแรม (%)                     87.0         81.0        76.4
รายได้จากห้องพักโรงแรม ($ Million)            1,857.60     2,102.20    1,507.40
- จำนวนนักท่องเที่ยวจากประเทศสำคัญๆเยือนสิงคโปร์ (หน่วย : พันคน)
          ประเทศ                   2550         2551         2552
จำนวนรวม (‘000)                 10,284.5     10,115.6     9,681.3
Asia
    ASEAN                       3,724.70      3,571.4     3,683.9
    Japan                          594.5        571.0       489.9
    Hong Kong SAR                  302.1        278.1       294.4
    India                          748.7        778.3       725.5
    China                        1,114.0      1,078.7       936.7
    Taiwan                         208.2        175.9       156.8
    South Korea                    464.3        423.0       272.0
    Other Countries                320.6        357.9       334.1
Australia & New Zealand
    Australia                      768.5        833.2       830.2
    New Zealand                    116.7        110.8        93.8
    United Kingdom                 495.7        492.9       469.7
    Germany                        164.9        175.3       183.7
    Netherlands                     70.4         73.2        76.4
    France                          99.3        111.2       119.7
    Italy                           38.7         43.0        46.8
    Other Countries                396.7        426.6       411.1
America
    United States                  408.9        396.6       370.5
    Canada                          86.6         80.0        70.0
    Other Countries                 28.7         28.7        27.0
Africa                              98.8         90.6        76.4
Others & Not Stated                 33.6         19.4        12.6
ที่มา : Singapore Tourism Board
5  ภาคแรงงานของสิงคโปร์ (ที่มา : Ministry of Manpower)
- จำนวนแรงงานในสิงคโปร์ (ถึงเดือนมิถุนายน)
    อายุ 15 ปี ขึ้นไป                2551        2552
จำนวนแรงงานรวม (‘000)        1,928.30    1,985.70
    การจ้างงาน (‘000)         1,852.00    1,869.40
    คนว่างงาน (‘000)              76.2       116.3
อัตราการจ้างงาน (%)                65.6        65.4
อัตราการว่างงาน (%)                 3.1         3.0
- ตำแหน่งการจ้างงานแยกประเภทอาชีพ (ถึงเดือนมิถุนายน)
         อายุ 15 ปี ขึ้นไป                2551        2552
จำนวนการจ้างงานรวม (‘000)           1,852.00    1,869.40
  Admin & Managerial                  284.7       291.4
  Professional & Technical            660.2       301.6
  Clerical, Service & Sales           457.9       238.3
  Production & Related                385.9        87.3
- จำนวนการจ้างงานแยกประเภทอุตสาหกรรม (ถึงเดือนมิถุนายน)
     อายุ 15 ปี ขึ้นไป                               2551        2552
จำนวนการจ้างงานรวม (‘000)                     1,852.00    1,869.40
Manufacturing                                   311.9       293.6
Construction                                    105.5       113.8
Wholesale & Retail Trade                        269.5       272.4
Transport & Storage                             182.4       179.9
Hotels & Restaurant                             120.0       124.9
Information & Communications                     87.0        94.3
Financial Intermediation                        123.6       121.9
Community, Social & Personal Services           391.9       404.4
  • กฎ/ระเบียบในการจ้างแรงงานต่างชาติทำงานในสิงคโปร์

สิงคโปร์กำหนดนโยบายในการอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาทำงานในประเทศ แบ่งออกเป็น 6 ประเภทดังนี้

1. Employment Pass (EP)

2. Personalised Employment Pass (PEP)

3. S Pass

4. Work Permit (Foreign Worker : FW)

5. Work Permit (Foreign Domestic Worker : FDW)

6. อื่นๆ

(1) Employment Pass (EP) ใบอนุญาตทำงานประเภท EP สำหรับ คนต่างชาติระดับวิชาชีพ (Professional) และระดับบริหาร (Executive) ที่มีเงินเดือน ประจำตั้งแต่ 2,500 เหรียญสิงคโปร์ และมีคุณสมบัติเป็นที่ยอมรับโดย Employment Pass แบ่งเป็นหลายระดับดังนี้

  • ระดับ P1 ค่าจ้างมากกว่า 7,000 เหรียญสิงคโปร์ขึ้นไป
  • ระดับ P2 ค่าจ้างอยู่มากกว่า 3,500 และไม่เกิน 7,000 เหรียญสิงคโปร์
  • ระดับ Q1 สำหรับผู้ได้รับค่าจ้างมากกว่า 2,500 เหรียญสิงคโปร์ขึ้นไป

การออกใบอนุญาตทำงานประเภท Employment Pass นั้น หากนายจ้างในสิงคโปร์ ต้องการจ้างผู้ที่มีความรู้ความสามารถเชี่ยวชาญด้านต่างๆจะสามารถจ้างได้โดยไม่มีข้อจำกัดที่เกี่ยวกับเรื่องสัดส่วนการจ้างงาน

(2) Personalised Employment Pass (PEP) ใบอนุญาตทำงานประเภท PEP เป็นใบอนุญาต แบบใหม่เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้มีความสามารถพิเศษ (Global Talent) ให้มาทำงานในประเทศสิงคโปร์ ซึ่งจะ ต้องมีเงินเดือนประจำในปีที่ผ่านมา อย่างน้อย 30,000 เหรียญสิงคโปร์ และมีคุณสมบัติขั้นต่ำดังนี้

  • สำหรับผู้ถือใบอนุญาต P Pass ต้องมีประสบการณ์ทำงานอย่างน้อย 2 ปี
  • สำหรับผู้ถือใบอนุญาต Q 1 Pass ต้องมี ประสบการณ์ทำงานอย่างน้อย 5 ปี
  • สำหรับคนต่างชาติที่จบการศึกษาจากสถาบันขั้นสูงในสิงคโปร์และถือใบ อนุญาต P Pass หรือ Q1 Pass ต้องมีประสบการณ์ทำงานอย่างน้อย 2 ปี

ผู้มีใบอนุญาต PEP จะได้รับอนุญาตให้ทำงานในทุกภาคธุรกิจและเมื่อมีการเปลี่ยน งานหรือรองานใหม่จะได้รับอนุญาตให้อยู่ในประเทศสิงคโปร์ต่อไปได้อีก 6 เดือน

(3) S Pass ใบอนุญาตทำงานประเภท S Pass สำหรับคนต่างชาติที่มีฝีมือแรงงาน ในระดับกลาง (mid-level skilled worker) เช่น ช่างเทคนิคต่างๆ และต้อง มีคุณสมบัติดังนี้

  • มีเงินเดือนประจำขั้นต่ำ 1,800 เหรียญสิงคโปร์
  • มีการศึกษาระดับปริญญาหรืออนุปริญญา (Degree or Dploma) หรือ ประกาศนียบัตรวิชาชีพเทคนิคหลักสูตรเต็มเวลาอย่างน้อย 1 ปี
  • ประเภทของงานที่เกี่ยวกับวิชาชีพ ผู้ชำนาญการ หรือช่างเทคนิค โดยเฉพาะอาชีพที่เป็น ที่ต้องการในตลาดแรงงานสิงคโปร์ในระยะ 2 — 3 ปี ข้างหน้า
  • ประสบการณ์ทำงาน

(4) Work Permit ( Foreign Worker ) ใบอนุญาตประเภท WP สำหรับแรงงานต่างชาติกึ่งฝีมือ (Semi-skilled worker) และแรงงานไร้ฝีมือ (Unskilled worker) อายุระหว่าง 16 — 50 ปี ที่มีเงินเดือนต่ำกว่า 1,800 เหรียญสิงคโปร์ ซึ่งจะมีการ ควบคุม โดยการเก็บค่าธรรมเนียม (Levy) จากนายจ้าง และมีการกำหนดสัดส่วนของแรงงานท้องถิ่นกับแรงงานต่างชาติ และการกำหนดประเทศ ที่อนุญาตให้ทำงานในภาคอุตสาหกรรมต่างๆ

(5) Worker Permit (Foreign Domestic Worker) ใบอนุญาตทำงานสำหรับ คนงานต่างชาติที่ทำงานรับใช้ในบ้าน มีอายุระหว่าง 23 — 50 ปี สำหรับผู้ไม่เคยทำงานในสิงคโปร์ มาก่อนและต้องมีการศึกษาอย่างน้อย 8 ปี

(6) อื่นๆ ได้แก่ ใบอนุญาตทำงานสำหรับผู้ประกอบการใบอนุญาตฝึกงาน Work Holiday Programme และ Long-Term Social Visit ใบอนุญาตทำงานของนักศึกษาและใบอนุญาต ทำงานพี่เลี้ยงเด็ก เป็นต้น

อนึ่ง เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2552 กระทรวงแรงงานสิงคโปร์ได้วางแผนการเรียกเก็บภาษี(levy)เพิ่มเงินจากการจ้างแรงงานชาวต่างชาติโดยจะค่อยๆเพิ่มขึ้นภายใน 3 ปีข้างหน้า เพื่อเป็นการเพิ่มความ สามารถในการทำงานและลดการพึ่งพาแรงงานชาวต่างชาติ ซึ่งการเรียกเก็บเงินเพิ่มขึ้นปีต่อปีในการจ้างงานสรุปได้ดังนี้

  • บริษัทจ้างชาวต่างชาติโดยได้รับใบอนุญาต S Pass สามารถจ้างได้สัดส่วนสูงสุดร้อยละ 25 ของจำนวนพนักงานรวมของบริษัท และต้องจ่าย levy ดังนี้
      สัดส่วนจ้างงาน       ปัจจุบันจ่าย        1 กค. 2552    1 กค. 2553     1 กค. 2554
          %            levy  S$/คน     levy  S$/คน    levy  S$/คน    levy  S$/คน
         25                50              120             180            250
         20                50              100             180            250
         15                50              100             120            150
         10                50              100             120            150
          5                50              100             120            150
  • บริษัทจ้างชาวต่างชาติโดยได้รับในอนุญาต Work Permit สามารถจ้างได้สัดส่วนสูงสุดร้อยละ 87.5 ของจำนวนพนักงานรวมของบริษัท และต้องจ่าย
levy ดังนี้
                             ปัจจุบันจ่าย          1 กค.2552            1 กค.2553                 1 กค.25
                            levy S$/คน         levy S$/คน           levy S$/คน               levy S$/คน
Levy for workers not           300               310           330 for higher skilled    350 for higher skilled
tied to specific                                               380 for basic skilled     450 for basic skilled
projects
Levy for workers hired   150 for skilled     160 for skilled   180 for higher skilled    200 for higher skilled
for specific projects    470 for unskilled  470 for unskilled  230 for basic skilled     300 for basic  skilled
ที่มา: กระทรวงแรงงานสิงคโปร์

ทั้งนี้ การเรียกเก็บค่า levy เพิ่มขึ้นจะส่งผลให้บริษัทและอุตสาหกรรมต่างๆที่พึ่งพาแรงงานชาวต่างชาติประสบปัญหาในการหาแรงงานชาวสิงคโปร์ และเป็นการเพิ่มต้นทุนการดำเนินกิจการ/การผลิตที่จะส่งผลให้บริษัท/ผู้ผลิตมีประสิทธิภาพในการแข่งขันการส่งออกไปยังต่างประเทศลดลง อีกทั้งผู้บริโภคภายในประเทศจะต้องรับภาระค่าใช้จ่ายสินค้าที่เพิ่มขึ้นด้วย

การทำงานของคนต่างชาติด้านธุรกิจบริการ

กฎ/ระเบียบที่อนุญาตแรงงานต่งชาติเข้ามาทำงานในสิงคโปร์ โดยเฉพาะธุรกิจบริการด้านผู้ประกอบการร้านอาหารไทย พนักงานนวดแผนไทย และพนักงานดูแลผู้สูง อายุ/คนป่วย ดังนี้

1. ผู้ประกอบการร้านอาหารไทย จะต้องขอจดทะเบียนธุรกิจกับหน่วยงานสิงคโปร์ คือ Accounting & Corporate Regulatory Authority (ACRA) และขอ License จาก Ministry of Environment สำหรับสัดส่วนการร่วมลงทุนนั้น สิงคโปร์ไม่มีกฎหมายหรือข้อกำหนดเกี่ยวกับการลงทุนของชาวต่าง ชาติในสิงคโปร์ หากผู้ขอฯชาวต่างชาติได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจแล้ว สามารถถือหุ้นได้ 100 % เงินลงทุนขึ้นอยู่กับทำเลที่ตั้ง ขนาดพื้นที การตกแต่งร้าน วัสดุอุปกรณ์ จำนวนคนงาน ฯลฯ และค่าเช่าร้าน/พื้นที่จะขึ้นอยู่กับที่ตั้งที่เป็นตัวกำหนดอัตราค่าเช่า

2. พนักงานนวดแผนไทย (ซึ่งรวมพนักงานในสปา) จากการสอบถามเจ้าหน้าที่ Ministry of Manpower แจ้งว่า ในด้านนี้สิงคโปร์จะอนุญาตให้มาจากประเทศมาเลเซีย ไต้หวัน ฮ่องกง และมาเก๊า ส่วนแรงงานจากประเทศไทยนั้น จะต้องอยู่ในหมวดขออนุญาต Employment Pass ซึ่งต้องมีเงินเดือนสูงกว่า 2,500 เหรียญสิงคโปร์ และ S-Pass ซึ่งต้องมีเงินเดือนสูงกว่า 1,800 เหรียญสิงคโปร์ โดยที่หน่วยงานสิงคโปร์มีสิทธิ์โดยเด็ดขาดที่จะอนุญาตหรือไม่อนุญาตเป็นรายๆไป

3. พนักงานดูแลผู้สูงอายุ/คนป่วย อยู่ในหมวด Domestic Worker ซึ่งผู้จ้าง ต้องจ่าย Security Bond ให้แก่รัฐบาลเป็นเงิน 5,000 เหรียญสิงคโปร์ก่อนที่จะจ้างได้ นอกจากนั้นผู้จ้างจะต้องจ่าย Levy แก่รัฐบาลเดือนละ 265 เหรียญสิงคโปร์ต่อลูกจ้าง 1 คน อีกทั้งผู้จ้างจะต้องเป็นผู้ดูแลทุกข์สุขของ ลูกจ้างในระยะเวลาที่ว่าจ้าง และต้องรับผิดชอบต่อลูกจ้างโดยที่ลูกจ้างไม่กระทำผิดกฎหมาย ไม่สามารถแต่งงานกับประชาชนสิงคโปร์หรือผู้พำนักถาวรในสิงคโปร์และไม่ตั้งครรภ์

แนวโน้มความต้องการจ้างแรงงานไทย

ประเทศที่ถือเป็นคู่แข่งของแรงงานไทย ได้แก่ ประเทศอินเดีย บังคลาเทศ ศรีลังกา ปากีสถาน และพม่า รวมจำนวนประมาณ 145,000 คน ซึ่งส่วนใหญ่ทำงานในภาคการก่อสร้างและอู่ต่อเรือเช่นเดียวกับแรงงานไทย โดยแรงงานไทยมีสัดส่วนเป็น 1 : 3 ของจำนวนแรงงานประเทศดังกล่าวรวมกัน อย่างไรก็ดี จากการสอบถามนายจ้างและบริษัทจัดส่งคนงาน สรุปได้ว่าแรงงานไทยมีฝีมือดี เรียนรู้การทำงานได้เร็วและเชื่อฟังนายจ้าง จึงเป็นที่ต้องการของนายจ้างส่วนใหญ่ และได้รับค่าจ้างสูงกว่าแรงงานชาติอื่นๆ กล่าวคือ หากเป็นแรงงานไทยไร้ฝีมือ จะได้รับค่าจ้างวันละ 18 เหรียญสิงคโปร์ขึ้นไป ในขณะที่แรงงานชาติอื่นได้รับวันละ 16 เหรียญสิงคโปร์ และถ้าเป็นแรงงานไทยมีฝีมือจะได้รับค่าจ้างวันละ 23 เหรียญสิงคโปร์ขึ้นไป ในขณะที่แรงงานชาติอื่นได้รับค่าจ้างวันละ 18-20 เหรียญสิงคโปร์

ด้านการก่อสร้าง ยังคงเป็นตลาดแรงงานหลักสำหรับแรงงานไทย แม้ว่าในปี 2551-2552 ภาวะเศรษฐกิจทั่วโลกถดถอย แต่สิงคโปร์มีโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ เช่น การก่อสร้าง Integrated Resort (IRs) 2 แห่ง การก่อสร้างโรงพยาบาลขนาด 400 เตียงที่เขต Yishun การก่อสร้างทางเดินเชื่อมต่อใต้ดินระหว่างศูนย์การค้าใหญ่ๆบริเวณถนน Orchard การก่อสร้างรถไฟฟ้าสายวงกลม การก่อสร้าง College of the Arts ที่ถนน Rochor การก่อสร้าง National University of Singapore และ High School Clementi การก่อสร้างที่พักอาศัย 1,000 ยูนิต ของ CDL ที่ Marina Boulevard ฯลฯ ซึ่งทำให้มีความต้องการแรงงานก่อสร้างจำนวนมาก และจะมีความต้องการแรงงานไทยปีละกว่า 2,500 คนขึ้นไป คาดว่าความต้องการจะมีต่อไปในระยะ 2-3 ปีข้างหน้า

ด้านอู่ต่อเรือ ประเทศสิงคโปร์ได้วางนโยบายที่จะพัฒนาประเทศให้เป็นศูนย์ กลางการค้าและเดินเรือทะเลนานาชาติ (International Maritime Centre) ซึ่งปัจจุบันได้มีการจ้างงานในอุตสาหกรรมนี้รวมทุกระดับจำนวนประมาณ 116,800 คน และคาดว่าจะต้องการการจ้างงานในกิจการนี้อีก 83,200 อัตราภายใน 15 ปีข้างหน้า โดยขณะนี้ยังมีตำแหน่งงานทักษะ (Skilled Job) ว่างประมาณ 3,500 อัตรา และสิงคโปร์ได้จัดหลักสูตรการศึกษาในส่วนที่เกี่ยวข้องเพื่อตอบสนองความต้องการเร่งด่วน ดังนั้น ประเทศไทยควรพัฒนาศักยภาพบุคคลากรด้านนี้เช่นกัน ซึ่งมิใช่เพียงเพื่อส่งแรงงานทักษะมาทำงานใน สิงคโปร์เท่านั้น แต่เพื่อพัฒนากิจการพาณิชย์นาวีของประเทศไทยด้วยเช่นกัน โดยสรุป สิงคโปร์มีแนวโน้มความต้องการแรงงานด้านอู่ต่อเรือทั้งประเภทที่มีทักษะฝีมือและไม่มีทักษะฝีมือจำนวนมาก

ด้านงานรับใช้ในบ้าน สิงคโปร์มีความต้องการแรงงานต่างชาติในตำแหน่งแม่บ้านเป็นจำนวนมาก เนื่องจากสตรีชาวสิงคโปร์ส่วนใหญ่ทำงานนอกบ้าน ไม่มีเวลาทำงานบ้าน จึงมีความต้องการแรงงานด้านนี้สูงมาก ซึ่งปัจจุบันแรงงานชาวฟิลิปปินส์และอินโดนีเซียทำงานในตำแหน่งนี้มากกว่า 1 แสนคน ในขณะที่แรงงานไทยที่ทำงานเป็นแม่บ้านมีจำนวนน้อยมาก อนึ่ง เนื่องจากนายจ้างต้องรับผิดชอบเงินประกันลูกจ้าง 5,000 เหรียญสิงคโปร์ ค่าธรรมเนียม (Levy) เดือนละ 265 เหรียญสิงคโปร์ และรับผิดชอบค่าที่พัก อาหาร ค่ารักษาพยาบาล ค่าประกันชีวิต และอื่นๆ ของลูกจ้างทั้งหมด ดังนั้น อัตราค่าจ้างจะอยู่ประมาณ 300-350 เหรียญสิงคโปร์เท่านั้น ซึ่งทำให้ไม่เป็นที่จูงใจแรงงานชาวไทย

ด้านพ่อครัว และพนักงานนวดสปา เป็นตำแหน่งงานสำหรับผู้ประกอบวิชาชีพระดับ Professional และ Skilled Workers ซึ่งต้องได้รับค่าจ้างเดือนละ 2,500 เหรียญสิงคโปร์ขึ้นไป และได้รับใบอนุญาตทำงานประเภท Employment Pass โดยยังคงมีความต้องการแรงงานด้านนี้ แต่ไม่สามารถระบุจำนวนได้ชัดเจนเนื่องจากมีการลงทุนสูง สถานประกอบการแต่ละแห่งสามารถจ้างได้ในจำนวนไม่มาก และต้องจ้างเป็นระยะยาวเพราะเป็นงานฝีมือ จากการสอบถามเจ้าหน้าที่ Ministry of Manpower แจ้งว่าสิงคโปร์จะออกใบอนุญาตให้แรงงานพนักงานนวดสปาที่มาจากประเทศมาเลเซีย ไต้หวัน ฮ่องกง และ มาเก๊า ส่วนแรงงานจากประเทศไทยนั้น จะต้องยื่นขอ โดยที่หน่วยงานสิงคโปร์มีสิทธิ์โดยเด็ดขาดที่จะ

อนุญาตหรือไม่อนุญาตให้เป็นรายๆไป ทั้งนี้อาจจัดอยู่ในประเภท Employment Pass ซึ่งต้องมีเงินเดือนสูงกว่า 2,500 เหรียญสิงคโปร์ หรือ S-Pass ซึ่งต้องมีเงินเดือนสูงกว่า 1,800 เหรียญสิงคโปร์และมีการกำหนดสัดส่วนการจ้างงานร้อยละ 25 - อัตราค่าจ้าง

เนื่องจากสิงคโปร์ไม่มีระเบียบกำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ อัตราค่าจ้างขึ้นอยู่กับ

1. แรงงานต่างชาติที่ยื่นขอ S-Pass หรือ E-Pass จะมีเงินเดือนขั้นต่ำมากกว่า 1,800-2,500 เหรียญสิงคโปร์ ตามลำดับ

2. แรงงานต่างชาติที่ยื่นขอ Work Permit จะมีระดับเงินเดือนจาก 300-1,800 เหรียญสิงคโปร์ และภาครัฐเรียกเก็บค่าธรรมเนียม (Levy) ในการจ้างแรงงาน

- การขออนุญาตเข้าประเทศสิงคโปร์ (วีซ่า) แบ่งออกได้หลายประเภท ได้แก่

1. Entre Pass เป็นการขออนุญาตเข้าประเทศสิงคโปร์ให้กับผู้ประสงค์จะทำ การค้า การลงทุนในประเทศสิงคโปร์ (รวมทั้งครอบครัว) ซึ่งจะมีระยะเวลาการ ใช้ได้ไม่เกิน 2 ปี สามารถต่อใหม่ได้ตราบเท่าที่กิจการยังดำเนินอยู่ในประเทศสิงคโปร์

2. Multiple Journey Visa (MJV) วีซ่าประเภทนี้ ออกให้สำหรับนักธุรกิจที่มาจากประเทศที่ต้องได้รับการอนุญาตการเข้าประเทศสิงคโปร์ ผู้ถือวีซ่าจะได้รับอนุญาตให้เข้า-ออกสิงคโปร์โดยไม่จำกัดครั้ง จนกว่าจะหมดอายุวีซ่า ซึ่งมีอายุ 1, 2 หรือ 5 ปี อย่างไรก็ตาม ผู้ถือสามารถอยู่ในประเทศสิงคโปร์ได้ไม่เกิน 30 วันต่อครั้ง การต่ออายุจะต้องได้รับการพิจารณาจากกองตรวจคนเข้าเมือง (Immigration & Checkpoints Authority : ICA) ตามแต่ละกรณีไป

3. Social Visit Pass การขออนุญาตประเภทนี้ มีเพื่อให้ผู้ที่สนใจทำธุรกิจหรือลงทุนในประเทศสิงคโปร์ ได้มีโอกาสศึกษาความเป็นไปได้ หรือ ทำการติดต่อต่างๆโดยจะอนุญาตให้อยู่ในประเทศสิงคโปร์ได้ 6 เดือน และสามารถเข้า-ออกประเทศสิงคโปร์ได้อย่างไม่จำกัดจำนวนครั้ง โดยไม่จำเป็นต้องขอใหม่ทุกครั้งที่เข้า-ออก

ปัญหา/อุปสรรคในการเข้ามาทำงานในสิงคโปร์

ส่วนใหญ่จะเป็นด้านการสื่อสาร ซึ่งภาษาที่ใช้โดยทั่วไปคือ ภาษาอังกฤษ สำหรับภาษาราชการในสิงคโปร์ มี 4 ภาษา คือ ภาษาอังกฤษ ภาษาจีนกลาง ภาษามาเลย์ และภาษาทมิฬ นอกจากนี้ ค่าครองชีพมีอัตราสูงถึง 3 เท่าของอัตราค่าครองชีพในประเทศไทย

6. การวิเคราะห์แนวโน้มเศรษฐกิจ

ภาวะเศรษฐกิจปี 2552

1. สิงคโปร์ยังเป็นตลาดคู่ค้าสำคัญของไทย แม้ว่าการนำเข้าจากไทยในปี 2552 มีมูลค่าลดลงก็ตาม ทั้งนี้ ประเทศคู่แข่งสำคัญของไทยในอาเซียน คือ มาเลเซีย อินโดนีเซีย และเวียดนาม ส่วนประเทศคู่แข่งที่สำคัญอื่นๆ คือ จีน ญี่ปุ่น ฮ่องกง ไต้หวัน และอินเดีย

2. การค้ารวมของสิงคโปร์ในปี 2552 ลดลงร้อยละ 19 เนื่องจากการค้าสินค้าน้ำมันและสินค้าทั่วไปลดลง การส่งออกเพิ่มขึ้นร้อยละ 18 ในขณะที่การนำเข้าลดลงร้อยละ 21

3. การส่งออก NODX (Non-oil Domestic Export) ในปี 2552 ลดลงร้อยละ 11 (Electronic NODX ลดลงร้อยละ 18, Non-Electronic NODX เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.7) ซึ่งตัวสินค้า Electronic NODX ที่ส่งออกลดลง ได้แก่ Parts of PCs (-18%)} parts of ICs (-30%) และ ICs (-8.7%) ส่วนสินค้า Non-Electronic NODX ที่ส่งออกลดลง ได้แก่ petrochemicals (-24%), heating & cooling equipment (-46%) และ other specialty chemicals (-21 %) ประเทศคู่ค้าสำคัญที่สิงคโปร์ส่งออกลดลงได้แก่ สหรัฐฯ, สหภาพยุโรป 27 และมาเลเซีย

4. การส่งออก NORX (Non-oil Re-export) ในปี 2552 ลดลงร้อยละ 16 เนื่องจากความต้องการสินค้า Electronic NORX จากต่างประเทศลดลงร้อยละ 18 โดยตัวสินค้าสำคัญ ได้แก่ ICs (-8.2%), parts of PCs (-30%) และ Telecommunications Equipment (-35%) ส่วนสินค้า Non-Electronic NORX ลดลงร้อยละ 12 ซึ่งตัวสินค้าสำคัญได้แก่ Piston Engines (-28%), primary chemicals (-45%) และ Civil Engineering Equipment Parts (-13%)

5. การเจริญเติบโตเศรษฐกิจของสิงคโปร์ในปี 2552 มีการหดตัวร้อยละ 2.0 และคาดการณ์ว่า สิงคโปร์เริ่มก้าวไปสู่การฟื้นตัวในปี 2553 เนื่องจากความต้องการจากต่างประเทศมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

          6. ตารางแสดง Sectoral Growth Rates
      Sector                                2551         2552
                                              Year-on-Year %
Total                                       1.4          -2.0
Goods Producing Industries                 -1.0          -1.1
     Manufacturing                         -4.2          -4.1
     Construction                          20.8          16.0
Services Producing Industries               5.4          -2.2
     Wholesale & Retail Trade               4.0          -9.1
     Transport & Storage                    2.9          -7.0
     Hotels & Restaurants                   0.9          -3.0
     Information & Communications           7.3           0.8
     Financial Services                     6.2          -1.4
     Business Service                       8.2           3.3
          7. ตารางแสดง Other Economic Indicators
       Sector                                        2551      2552
Visitor Arrivals (y-o-y %)                           -1.6      -4.3
Retail Sales Index at Constant Prices (y-o-y %)      -1.7      -9.4
Labour Productivity (y-o-y %)                        -7.6      -4.7
Unemployment Rate, SA (%)                             2.2       3.0
Changes in Employment (‘000)                        221.6      38.8
Overall Unit Labour Cost (y-o-y %)                    8.3      -0.1
Unit Business Cost of Manufacturing (y-o-y %)        10.4      -5.1
Consumer Price Index (y-o-y %)                        6.6       0.6
Fixed Asset Investment ($ bil)                       18.0      11.8
Total Trade (y-o-y %)                                 9.6     -19.4
     Exports                                          5.8     -18.0
          Domestic Exports                            5.4     -19.2
               Oil                                   41.5     -34.5
               Non-Oil                               -7.9     -10.6
          Re-exports                                  6.2     -16.6
     Imports                                         13.9     -21.0
การคาดการณ์เศรษฐกิจสิงคโปร์ ปี 2553

1) นักเศรษฐศาสตร์ในสิงคโปร์ให้ความเห็นว่า สิงคโปร์ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาการส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐฯเพื่อให้เศรษฐกิจขยายตัวเพิ่มขึ้น เนื่องจากในปัจจุบัน สิงคโปร์ได้ปรับกลยุทธ์หันมาพึ่งพาความต้องการภายในประเทศ และจากเงินงบประมาณการใช้จ่ายของภาครัฐ เมื่อความต้องการของตลาดภายในประเทศเพิ่มสูงขึ้น จะทำให้เกิดการนำเข้าเพิ่มขึ้นและอย่างต่อเนื่อง เป็นการสร้างรายได้และผลกำไรให้ขยายไปสู่การบริโภคและการลงทุน และหากสถานะเศรษฐกิจของสหรัฐฯดีขึ้น จะเป็น Bonus เสริมให้เศรษฐกิจสิงคโปร์เจริญเติบโตเพิ่มขึ้นในระดับสูง ทั้งนี้ ธนาคารแห่งชาติในภูมิภาคเอเชียจะต้องพึงระวังถึงปัญหา asset bubbles ในเศรษฐกิจเอเชียที่จะทำให้เกิดอัตราเงินเฟ้อต่ำ เนื่องจากอัตราการว่างงานในสหรัฐฯสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และการออกเงินกู้ที่มีดอกเบี้ยต่ำ จะทำให้เงินไหลออกจากสหรัฐฯสู่เอเชียเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ได้คาดหวังว่า การเจริญเติบโตเศรษฐกิจสิงคโปร์จะเป็นไปอย่างรวดเร็วในปี 2553 เนื่องจากมีสัญญาณแสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจจะกลับฟื้นตัวสู่ปกติ ในปี 2553 การเจริญเติบโตจะเพิ่มสูงขึ้นถึงร้อยละ 5.5 และด้วย Integrated Resorts 2 แห่งจะเปิดดำเนินกิจการ ซึ่งจะส่งผลส่งเสริมภาคการท่องเที่ยว รวมถึงด้านการเงิน/การคลังและการค้าขายให้เจริญเติบโตและทำให้ธุรกิจบริการกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้เศรษฐกิจขยายตัวเพิ่มขึ้น

2) ภาครัฐสิงคโปร์ได้คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจสิงคโปร์จะฟื้นตัวอย่างรวดเร็วในปี 2553 โดย GDP จะมีการขยายตัวร้อยละ 4.5-6.5 (ประมาณร้อยละ 5.5) และ Monetary Authority of Singapore (MAS) ได้คาดการณ์การเจริญเติบโตเศรษฐกิจปี 2552/2553 ในแต่ละภาคอุตสาหกรรม ดังนี้

          Key Indicators                              2552 (%)          2553(%)
          GDP                                           -2.0              5.5
             Manufacturing                              -3.4              6.3
             Financial Services                         -0.9              6.5
             Construction                               16.5              7.1
             Wholesale and retail trade                 -9.5              7.0
             Hotel & Restaurant                         -3.9              5.2
          Private consumption                           -1.8              3.8
          Non-oil domestic exports                     -12.0             10.1
          Consumer Price Index                           0.3              2.8
          Unemployment rate (end period)                 3.4              3.0
          Exchange rate (S$ per US$1)                  1.382             1.35

3) การค้ารวมปี 2553 คาดว่า จะเจริญเติบโตร้อยละ 7.0 ถึง 9.0 โดยราคาน้ำมันจะสูงขึ้นหากเทียบกับ ปี 2552 และคาดว่าความต้องการจากต่างประเทศจะเพิ่มขึ้นด้วย

4) ปัจจัยสำคัญที่จะสนับสนุนให้การเจริญ เติบโตเศรษฐกิจสิงคโปร์ปี 2553 ให้ดีขึ้น ได้แก่

(1) ประเทศเศรษฐกิจสำคัญในเอเชียจะมีการเจริญเติบโตเป็นบวกในปี 2553 เนื่องจากได้รับการส่งเสริมจากความต้องการภายในประเทศที่เพิ่มขึ้น ทั้งนี้ จีนจะเป็นผู้นำ ซึ่ง IMF คาดการณ์ว่าจะมีการเจริญเติบโตร้อยละ 9.0 ในการนี้จะช่วยส่งเสริมให้เศรษฐกิจสิงคโปร์มีการเจริญเติบโตขึ้น ถึงแม้ว่า ความต้องการสินค้าจากประเทศที่พัฒนาแล้วอื่นๆจะอยู่ในระดับต่ำก็ตาม

(2) ความต้องการสินค้าอิเล็คทรอนิกส์ของทั่วโลกจะมีเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะสินค้า semi-conductor อาจจะ เพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 10 แม้ว่าการกลับฟื้นตัวของประเทศเศรษฐกิจยักษ์ใหญ่จะเป็นไปอย่างเชื่องช้า

(3) ราคาน้ำมันที่มีแนวโน้มสูงขึ้นในปี 2553 คาดว่า ราคาประมาณ 74 เหรียญสิงคโปร์ต่อบาเรล จะทำให้สิงคโปร์มีรายได้เพิ่มขึ้นในการส่งออกน้ำมัน

5) Monetary Authority of Singapore (MAS) คาดว่า อัตราเงินเฟ้อปี 2553 จะมีแนวโน้มสูงขึ้น อยู่ที่ร้อยละ 2.0-3.0 (ปรับจากคาดการณ์เดิมร้อยละ 2.5-3.5) เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงมูลค่าประจำปีของอสังหาริมทรัพย์ของภาครัฐ รวมถึงราคาน้ำมันและสินค้าบริโภคสูงขึ้น ซึ่งในปี 2553 คาดว่า ค่าใช้จ่ายต่างๆจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ยกเว้นค่าเช่าสถานที่ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่คาดว่าจะสู่สภาพปกติในครึ่งปีแรกของปี 2553 อย่างไรก็ตาม นักเศรษฐศาสตร์เห็นว่าสินค้าอาหารจะเป็นสินค้าที่มีราคาเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากสภาพอากาศเลวร้ายและเกิดภัยพิบัติบ่อยครั้ง ส่งผลให้การผลิตอาหารทั่วเอเชียเกิดความเสียหาย โดยเฉพาะข้าว ซึ่งประเทศผู้ผลิตหลายประเทศจะต้องพึ่งพาการนำเข้าข้าวในปี 2553 ดังนั้น การฟื้นตัวเศรษฐกิจของสิงคโปร์ที่จะมีความแข็งแกร่งขึ้นและดีขึ้นในอนาคตนั้น คงจะต้องพึงระวังปัจจัยสำคัญๆได้แก่ สภาพแวดล้อมเศรษฐกิจภายนอก ค่าเงินเหรียญสิงคโปร์ ภัยพิบัติ และอัตราเงินเฟ้อของประเทศต่างๆ เป็นต้น อนึ่ง สิงคโปร์เป็นประเทศที่มีความเสี่ยงกว่าประเทศอื่นๆทั่วโลกเพราะมีเศรษฐกิจเปิดและขนาดเล็ก แต่การที่ทุกฝ่ายร่วมมือกันและแก้ปัญหาร่วมกัน จะส่งผลให้เศรษฐกิจมีความแข็งแกร่งและเจริญเติบโตเพิ่มขึ้นในอีก 1-2 ปีข้างหน้า แม้ว่าในช่วงปัจจุบันจะเป็นไปอย่างช้าๆก็ตาม

ตลาด - เป็นตลาดที่มีการแข่งขันอย่างสูง พึ่งการนำเข้า ผู้ประกอบการส่วนใหญ่เป็น Trading Firm นำเข้าสินค้าจากทั่วโลกสามารถเป็นฐานกระจายสินค้าไทยไปในภูมิภาคและทั่วโลก ตลาดมีการเจริญเติบโตขยายตัวได้ เนื่องจากมีการลงทุนในการสร้าง Integrated Resorts (IRs) ซึ่งสินค้าอุปกรณ์การก่อสร้าง เฟอร์นิเจอร์ และของใช้ตกแต่งสถานที่ รวมถึงสินค้าอาหาร/เครื่องดื่ม มีโอกาสที่จะมีการนำเข้าเพิ่มขึ้น

สินค้า/การบริการ - สินค้าไทยที่มีศักยภาพในตลาดสิงคโปร์ ได้แก่ 1) อาหาร(สด/แช่เย็น/แช่แข็ง ผักและผลไม้ ข้าวหอมมะลิ) 2) รถยนต์อุปกรณ์และส่วนประกอบ 3) เครื่องใช้ไฟฟ้าและส่วนประกอบ 4) เครื่องคอมพิวเตอร์อุปกรณ์และส่วนประกอบ 5) เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ 6) แก้วและกระจกอื่นๆเพื่อการก่อสร้าง 7) เครื่องมือแพทย์และอุปกรณ์ 8) เคมีภัณฑ์ 9) ผลิตภัณฑ์สปา 10) อัญมณีและเครื่องประดับแฟชั่น ส่วนสินค้าอุตสาหกรรมที่สำคัญของสิงคโปร์ ได้แก่ 1) อิเล็คทรอนิกส์ 2) เคมีภัณฑ์ 3) Biomedical 4) เภสัชภัณฑ์ 5) ธุรกิจบริการ โดยเฉพาะการโรงแรม ภัตตาคาร ร้านอาหาร มีการเจริญเติบโตมาก

7. SWOT Analysis

Strength

1. นโยบายการค้าตลาดเสรี ไม่มีการเรียกเก็บภาษีนำเข้า (ยกเว้นสินค้า 4 รายการ คือ 1. เครื่องดื่มที่ผสมแอลกอฮอล์ 2. บุหรี่และยาสูบ 3. น้ำมันปิโตรเลียม และ 4. รถยนต์/รถจักรยานยนต์) มีแต่การเก็บภาษีสินค้าและบริการ (Goods and Services Tax : GST) ร้อยละ 7

2. เป็นแหล่งกระจายสินค้าไทยไปสู่ประเทศต่างๆ ทั่วโลก

3. มีระบบ Logistics ที่มีประสิทธิภาพ และมีความพร้อมในด้าน IT

Weakness ตลาดผู้บริโภคมีเพียง 4.8 ล้านคน (ปี 2551) ทำให้ส่วนแบ่งตลาดสินค้าไทยต้องแข่งขันกับประเทศคู่ค้าสำคัญๆอื่นๆ อาทิ มาเลเซีย อินโดนีเซีย อินเดีย และจีน

Opportunity โอกาสสำหรับผู้ประกอบการรายย่อยในการทดสอบตลาดก่อนที่จะขยายตลาดส่งออกไปยังสหรัฐฯ และสหภาพยุโรป เป็นต้น

Threat การแข่งขันสูงมาก โดยเฉพาะสินค้าจากจีน มาเลเซีย และอินโดนีเซีย

แนวโน้มของสินค้าที่อยู่ในความสนใจของสิงคโปร์

สินค้าสำคัญๆที่สิงคโปร์นำเข้าจากไทยได้แก่ แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ ส่วนประกอบและเครื่องใช้ในสำนักงาน เครื่องคอมพิวเตอร์ ชิ้นส่วนประกอบยานยนต์ ข้าวและอาหารทะเลสด/แช่แข็ง ผัก-ผลไม้ นอกจากสินค้าดังกล่าวจะใช้บริโภค-อุปโภคในสิงคโปร์แล้ว ยังจะนำไปส่งออกอีกต่อหนึ่ง (re-export) ซึ่งถือเป็นส่วนสำคัญของเศรษฐกิจสิงคโปร์เป็นอย่างยิ่ง ในส่วนของการเป็นคู่แข่งกับไทย สิงคโปร์ต้องการพัฒนาให้ขึ้นมาเป็นผู้นำในด้านการศึกษา การสาธารณสุข อุตสาหกรรมสื่อ (mass media) การบิน การกลั่นน้ำมัน และการจัดการประชุมและนิทรรศการระหว่างประเทศ (meeting, incentive, convention and exhibition: MICE) ลู่ทางความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนาคตระหว่างสองฝ่ายยังมีอีกมาก อาทิ การที่ผู้ส่งออกสินค้าของไทยติดต่อโดยตรงกับผู้นำเข้าสิงคโปร์ เพื่อส่งออกสินค้าสำหรับการบริโภคภายในประเทศ หรือใช้สิงคโปร์เป็น Gateway ในการส่งออกต่อสินค้าไทยไปยังประเทศที่ 3 ซึ่งพ่อค้าสิงคโปร์มีความเชี่ยวชาญอย่างมาก

การขยายตลาดธุรกิจบริการ ซึ่งด้านที่เด่นของไทย ได้แก่ อาหารไทย และนวดแผนไทย นอกจากจะส่งผลให้ไทยได้รับชื่อเสียงและมีภาพลักษณ์ที่ดี ยังทำให้มูลค่าการส่งออกเพิ่มขึ้นในสินค้าประเภทวัตถุดิบที่ใช้ประกอบอาหารไทย น้ำมันนวด/ลูกประคบและผลิตภัณฑ์สปาของไทย ทั้งนี้ จากการที่กรมส่งเสริมการส่งออกได้มีโครงการส่งเสริมการประชาสัมพันธ์ร้านอาหารไทยที่ได้รับ Thai Select ในสิงคโปร์ ทำให้สามารถสร้างความมีมาตรฐานอาหารไทยและการยกระดับพ่อครัว/แม่ครัวไทย เพื่อให้ชาวสิงคโปร์นิยมบริโภคอาหารไทย รวมถึงได้เผยแพร่เอกลักษณ์วัฒนธรรมการบริโภคของไทย และสร้างงานให้กับคนไทยในสิงคโปร์

ในด้านสินค้า OTOP ประเภทสินค้าที่ได้รับความนิยมในตลาดสิงคโปร์ ได้แก่ ของใช้ในครัวเรือนที่ทำด้วยไม้ ของประดับตกแต่งบ้าน ดอกไม้ประดิษฐ์เหมือนจริง และผลิตภัณฑ์สปาที่ทำจากสมุนไพร เป็นต้น นอกจากจะเป็นการให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ของไทยในการติดต่อค้าขายกับสิงคโปร์แล้ว ยังสามารถเพิ่มมูลค่าการส่งออกได้มากขึ้นด้วย

8. ภาคผนวก
หน่วยราชการไทยที่สำคัญในสิงคโปร์:

Royal Thai Embassy

370 Orchard Road, Singapore 238870

Tel : (65) 6737 2644, 6737 2158

Fax : (65) 6732 0778

Email : thaisgp@singnety.com.sg

Office Hours : 09.00-12.30 hrs., and 14.00-17.00 hrs., Monday-Friday

Office of Commercial Affairs (Thailand Trade Officee)

Address : 370 Orchard Road, Royal Thai Embassy, Singapore 238870

Tel : (65) 6737 3060, 6732 7769

Fax : (65) 6732 2458

Email : enquiry@thaitrade.sg

Office of Labour Affairs

Address : 180 Cecil Street, Bangkok Bank Building, #04-01A, Singapore 069546

Tel : (65) 6224 9940, 6224 1797

Fax : (65) 6225 9995

Email : minister_counsellor@thaitrade.org.sg

Office of Defence Attache

Address : 53 Branksome Road, Singapore 439586

Tel : (65) 6346 6372

Fax : (65) 6346 6385

Email : thnasing@singnet.com.sg

Tourism Authority of Thailand

Address : 370 Orchard, C/O Royal Thai Embassy, Singapore 238870

Tel : (65) 6235 7901, 6235 7694

Fax : (65) 6733 5653

Email : tatsin@singnet.com.sg

ชื่อ ที่ติดต่อหน่วยงานส่งเสริมการค้าของประเทศสิงคโปร์ในประเทศไทย

International Enterprise Singapore c/o Embassy of The Republic of Singapore

183 South Sathorn Road, Bangkok 10120, Thailand

Tel: 662-287 0897 Fax: 662-287 0971

Officer: Ms Lena Ng, Centre Director and First Secretary (Commercial)

E-mail: Bangkok@iesingapore.gov.sg

ที่มา : International Enterprise Singapore

สำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ณ สิงคโปร์

ที่มา: http://www.depthai.go.th


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ