ห้าง Sorbeys Inc., ห้าง chain store ขนาดใหญ่และครองส่วนแบ่งตลาด discount grocery store อันดับ 2 ในประเทศแคนาดา ได้ปรับกลยุทธ์ให้ห้าง Price Chopper ซึ่งเป็นเครือข่ายของห้าง Sorbeys จำนวน 8 ห้าง เปลี่ยนมาใช้ชื่อว่า Fresh Co. ตั้งแต่วันที่ 12 พฤษภาคม 2553 เพื่อชิงส่วนแบ่งตลาดสินค้าอาหารสด (fresh food) และตลาดสินค้าอาหาร ethnic ที่มีคุณภาพสูงและมีคุณค่าสูงสำหรับชาวแคนาดาเชื้อสายเอเชีย เพื่อแข่งกับห้าง Loblaw ห้างขนาดใหญ่ที่สุดของแคนาดา และหากประสบความสำเร็จจะขยายสู่ห้าง Price Chopper ทั้ง 87 แห่ง ทั้งนี้ เพื่อรองรับแนวโน้มที่ว่าในปี 2031 (พ.ศ. 2574) จะมีการเปลี่ยนแปลงลักษณะประชากรของแคนาดาอย่างขนานใหญ่ (massive demographics) โดย 1 ใน 3 ของประชากรจะมีเชื้อสายมาจากชาติอื่น (visible minority) โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากจีนและเอเชียใต้ และสอดคล้องกับผลการสำรวจของห้าง Sorbeys ที่พบว่าความต้องการสินค้ากุ้งแห้ง (dried shrimp) ซอสอินโดนีเซีย (kecap manis) และกระดาษชำระ เพิ่มสูงมากขึ้น
ห้าง Sorbeys จะเปิด multicultural section เพื่อจำหน่ายสินค้าอาหาร ได้แก่ Kohinoor basmati rice, Bikano fried potato chips, สินค้าอาหารที่ปลอด gluten ,สินค้าสำหรับคนเป็นโรคเบาหวาน, สินค้า organics,อาหารทะเล เนื้อสัตว์ นม ขนมปัง โดยจะเริ่มที่ Brampton และ Mississauga ซึ่งเป็นย่านที่อยู่อาศัยของชาวแคนาดาเชื้อสายเอเชีย ห้างจะใช้กลยุทธ์การเพิ่ม productivity เพิ่มกำไรและลดต้นทุนการประกอบการ ลดค่าใช้จ่ายการเก็บสต็อคสินค้าและจัดวางสินค้าบนหิ้ง โดยให้ลูกค้าบริการตัวเอง ลูกค้าเลือกสินค้าจากกล่องบรรจุสินค้าโดยตรงแทนการต้องนำสินค้าออกจากกล่องและจัดวางสินค้าบนหิ้ง (ซึ่งจะลดเวลาลงเหลือ 3 นาทีแทนที่จะเป็น 35 นาทีที่ต้องจัดเรียงสินค้าบนหิ้ง และลดพื้นที่เก็บสต็อคสินค้า)
ตลาดแคนาดาเป็นตลาดที่มีลูกค้าหลายเชื้อชาติที่คำนึงถึงราคาเป็นหลัก (budget-conscious multicultural customers) ห้างต่าง ๆ ในแคนาดาจึงเปิดสาขาของห้างที่เน้นการจำหน่ายสินค้าอาหารเพื่อตอบสนองลูกค้าชาวแคนาดาเชื้อสายชาติอื่น (local ethnic shoppers) โดยเฉพาะ ได้แก่ ห้าง Loblaws ที่ใช้ห้าง T&T Supermarket สำหรับเจาะลูกค้าชาวแคนาดาเชื้อสายจีนและเอเชียเป็นส่วนใหญ่และ No Frills สำหรับลูกค้ากลุ่มตลาดล่างที่ต้องการสินค้าราคาถูกห้าง Food Basic ของ Metro ห้าง Wal-Mart ที่ขยายสาขา Supercentre เพื่อจำหน่ายสินค้าอาหารสำหรับลูกค้า Mainstream และลูกค้า Ethnic
บริษัท Magna ผู้ผลิตอะไหล่รถยนต์ของแคนาดา เปลี่ยนผู้บริหาร
แฟรงค์ สตรอนาช ผู้ก่อตั้งและผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุดของบริษัท Magna บริษัทผู้ผลิตอะไหล่รถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดของแคนาดาได้ตัดสินใจขายหุ้นของเขา มีมูลค่า 863 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งจะทำให้สัดส่วนการถือหุ้นของเขาเหลือเพียง 7.44 % และจะเป็นการสิ้นสุดการบริหารงานของเขาในองค์กรแห่งนี้ที่เขาก่อตั้งมาเมื่อปี 2500 และลดการเป็นผู้ถือหุ้นส่วนใหญ่ที่เขาถือมาตั้งแต่ปี 2521
การซื้อ-ขายหุ้นของแฟรงก์ สตรอนาช จะทำให้มีผลทำให้หนึ่งในบริษัทแคนาดาระดับโลกที่มีไม่กี่แห่งเกิดการเปลี่ยนแปลงจากการครองหุ้นโดยผู้ถือหุ้นคนเดียว ไปเป็นเปิดโอกาศให้ผู้สนใจที่จะเข้ามาครอบครองบริษัทผลิตอะไหล่รถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกแห่งหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม นายสตรอนาช จะยังคงเป็นประธานของ Magna และจะยังรับเงินค่าปรึกษาไปอีก 4 ปี ส่วนเงิน 863 ล้านเหรียญสหรัฐเป็นมูลค่าของหุ้น 726,829 หุ้น มีมูลค่าหุ้นละ 1,187 เหรียญสหรัฐ
ส่วนสำคัญส่วนหนึ่งในข้อตกลงนี้ นายสตรอนาช จะยังคงดูแลการผลิต E-car ของบริษัท Magna ซึ่งจะเป็นแผนกใหม่ของ Magna ตั้งขึ้นมาเพื่อพัฒนารถพลังงานไฟฟ้า โดยนายสตรอนาชจะมีสัดส่วนลงทุน 27 เปอร์เซนต์หรือ 80 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยบริษัท Magna จะถือหุ้น 73 เปอร์เซนต์ หรือ 200 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยโครงการนี้คาดว่าจะทำรายได้ให้ Magna จำนวน 2 หมื่นล้านเหรียญ ภายใน 10 ปีอย่างไรก็ตาม นายดอน วอล์คเกอร์ ผู้จัดการอาวุโสในบริษัท มีความเห็นว่า รถพลังงานไฟฟ้าอาจจะไม่ประสบความสำเร็จในระยะเวลาอันสั้น เขาเห็นว่า Magna ควรเน้นการขยายธุรกิจหลักของบริษัทมากกว่า โดยอุตสาหกรรมหลักๆ เหล่านั้น ได้แก่ การขึ้นรูปโลหะ ส่วนประกอบภายนอกและภายในของรถ และส่วนประกอบสำเร็จรูปของรถยนต์ ซึ่งมีสัญญาการผลิตกับบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ต่าง ๆอยู่แล้ว ปัจจุบัน ราคาหุ้นของ Magna ในตลาด Toronto Stock Exchange ได้ปรับเพิ่มขึ้นจาก 8.99 เหรียแคนาดา ไปเป็น 73.26 เหรียญแคนาดา
สคร.โตรอนโต
ที่มา: http://www.depthai.go.th