นายกรัฐมนตรีประชุมหารือร่วมกับ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ปลดล็อกปัญหาด้านการท่องเที่ยว เร่งขับเคลื่อนการท่องเที่ยวไทยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจประเทศ

ข่าวทั่วไป 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562 15:21 น. —สำนักโฆษก

นายกฯ ประชุมหารือร่วมกับสภาหอการค้าฯ ปลดล็อกปัญหาด้านการท่องเที่ยว เร่งขับเคลื่อนการท่องเที่ยวไทยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจประเทศ สั่งการเร่งแก้ไขปัญหาที่ภาคเอกชนเสนอให้ได้ภายใน 1 – 2 เดือน

วันนี้ (14 พ.ย.62) เวลา 09.00 น. ณ ตึกสันติไมตรี (หลังใน) ทำเนียบรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานการประชุมหารือร่วมกับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยเพื่อยกระดับการท่องเที่ยวไทย โดยมีนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง และภาคเอกชน นำโดยนายกลินท์ สารสิน ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย พร้อมคณะ เข้าร่วมการประชุมหารือ

นายกรัฐมนตรีกล่าวเปิดการประชุมว่า รัฐบาลเน้นย้ำช่วงฤดูการท่องเที่ยวมีความเกี่ยวพันกับหลายส่วน ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ ขนาดกลางหรือขนาดเล็ก รวมถึงการค้าปลีก วันนี้สิ่งที่เราให้ความสำคัญมากที่สุดคือการดูแลผู้มีรายได้น้อย ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยภาคธุรกิจมาช่วยด้วย ทำอย่างไรที่จะทำให้คนไทยมีความสุข มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น รวมถึงการดูแลราคาสินค้าต่าง ๆ ในช่วงที่รัฐบาลกำลังเดินหน้าการปฏิรูปประเทศ สิ่งที่เราให้ความสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งคือการปฏิรูปด้านเศรษฐกิจประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ ขนาดกลาง ขนาดเล็ก ทุกภาคส่วนทุกระดับมีความสำคัญทั้งสิ้น ไม่สามารถทิ้งใครไว้ข้างหลังได้ ต้องแก้ไขเดินหน้าให้เข้มแข็งไปด้วยกัน เปรียบดั่งไม้ไผ่มัดรวมกันเป็นกำ จะหักยากและแข็งแรงขึ้น ซึ่งสิ่งที่จะคุยกันวันนี้เป็นเรื่องที่ภาคเอกชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้หารือกันมาก่อนหน้านี้แล้ว หลาย ๆ เรื่องจะต้องมีการปรับวิธีการใหม่ โดยเรื่องใดที่ทางภาครัฐจะช่วยดำเนินการให้ได้ก็ยินดี

ภายหลังการประชุม นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงผลการประชุมหารือว่า ที่ประชุมได้หารือด้านเศรษฐกิจเน้นในเรื่องการท่องเที่ยว ได้รับฟังข้อเสนอจากภาคธุรกิจทุกภาคส่วนทั้งในส่วนของผู้ประกอบการการท่องเที่ยว ธุรกิจโรงแรม ร้านค้าปลีก รวมถึงเรื่องเมืองหลักเมืองรอง การใช้ประโยชน์จากดิจิทัลในการบริหารงาน กฎกระทรวง กฎหมาย ที่วิธีการปฏิบัติหลาย ๆ อย่างอาจจะล้าสมัยยังไม่สอดคล้องในปัจจุบัน มีความจำเป็นต้องปรับแก้ในอนาคต โดยวันนี้ได้เร่งรัดว่าทุกอย่างจะต้องแก้ไข รีบคิด รีบพิจารณาเป็นกลุ่มย่อย หาแนวทางการแก้ไข ซึ่งเราได้ปรับไปหลายอย่างแล้ว ตั้งแต่การประชาสัมพันธ์สิ่งที่ดีงามของประเทศไทย เพราะการจะเขียนจะโพสต์อะไรต่าง ๆ จะเผยแพร่ออกโซเชียลมีเดียไปได้ทั้งโลก ซึ่งในเรื่องของการประชาสัมพันธ์ การสร้างบ้านเมืองให้น่าอยู่น่าเที่ยวนั้นข้อสำคัญคือทุกคนต้องรู้จักเผื่อแผ่แบ่งปัน รายใหญ่ รายเล็ก ร้านค้าปลีก จะช่วยกันอย่างไร เมืองใหญ่เมืองรองต่าง ๆ ทั้งหมด และหลายอย่างต้องขับเคลื่อนด้วยการประชุมขนาดใหญ่ หรือ Mice การจัดกีฬา การจัดดนตรี การจัดมหกรรมดนตรีของนักดนตรีที่มีชื่อเสียงของโลกจะสามารถทำได้หรือไม่ ถ้าได้จัดในสถานที่สวยงามของไทยก็จะสามารถดึงนักท่องเที่ยวที่ชอบฟังเพลงให้มาท่องเที่ยวได้ โดยจะต้องมีการลงทุน มีการร่วมมือกัน

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า นอกจากนี้ จะต้องระมัดระวังเรื่องความมั่นคงด้วย การท่องเที่ยวมีสัดส่วนเกิน 20% ของ GDP เพราะมีหลาย Sector บาง Sector ยังมีปัญหาอยู่ ซึ่งมีผลกระทบด้วยกันทั้งสิ้น สถานประกอบการที่ถูกกฎหมายกับผิดกฎหมาย ที่ดินถูกกฎหมาย กับที่ดินผิดกฎหมาย โรงแรมถูกกฎหมายได้มาตรฐานกับโรงแรมไม่ได้มาตรฐาน ที่จะต้องแก้ไขให้ภาคเอกชน เพื่อไม่ให้เดือดร้อนกันไปทั้งหมด ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับกฎหมาย จึงต้องช่วยกันทำทั้งหมด ซึ่งตนอยากให้เร่งแก้ไขปัญหาที่ภาคเอกชนขอมาในวันนี้ให้ได้ภายใน 1 – 2 เดือน เรื่องใดที่ทำได้ก็ให้ทำ โดยทำคู่ขนานกันไปกับการแก้ปัญหาระยะยาว รวมทั้งจะมีการทำแผนแม่บทเรื่องการท่องเที่ยว ที่จะต้องสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ ปี 2560 – 2564 ช่วง 5 ปีแรก ซึ่งที่ผ่านมา 3 ปีสามารถแก้ปัญหาไปได้มากพอสมควร ดังนั้น แผนแม่บทเรื่องการท่องเที่ยวจะต้องทำให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 5 ปีแรกกับแผน 5 ปี ของสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ แต่จะไม่ได้ไปล็อกเรื่องใด สามารถปรับได้ทั้งหมด แก้ไขได้ทุกอย่างตามสถานการณ์วันหน้าที่เปลี่ยนไป ไม่ได้เป็นการสืบทอดอำนาจใครทั้งสิ้น แต่เป็นอำนาจการบริหารงานของส่วนราชการกับภาคธุรกิจเอกชนที่ร่วมมือกัน

ด้านนายกลินท์ สารสิน ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า วันนี้ภาคเอกชนด้านการท่องเที่ยวหลายภาคส่วน ได้เข้าประชุมหารือกับนายกรัฐมนตรีถึงแนวทางที่ภาครัฐสามารถช่วยด้านการท่องเที่ยวได้ ซึ่งภาคเอกชนได้หารือร่วมกับหน่วยงานราชการมาก่อนหน้าแล้วเมื่อวานนี้ บางเรื่องก็เพิ่งทราบว่ารัฐบาลได้ดำเนินการแล้ว เช่น เรื่องวีซ่าสำหรับนักท่องเที่ยว Long Stay ที่ต้องใช้การประชาสัมพันธ์ให้มากขึ้น พร้อมกับที่ประชุมวันนี้ได้หารือถึงแนวทางการกระตุ้นรายได้ของ SMEs และคนในท้องถิ่น แนวทางการทำ Walking Street ช่วงจากนี้ถึงปลายปี 62 หรือต้นปี 63 ที่จะมี Walking Street ทดลองทุกวันอาทิตย์ อาจจะเป็นที่เยาวราช หรือหลายแห่งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดในจังหวัดที่สามารถทำได้ นอกจากนี้ ยังได้หารือถึงเรื่องแนวทางการติดไฟฟ้าในแหล่งโบราณสถานต่าง ๆ เพื่อให้เกิดแหล่งท่องเที่ยวในเวลากลางคืน

พร้อมกันนี้ ได้หารือกันว่ามีกฎหมายใดที่สามารถแก้ไขได้ โดยภาคเอกชนได้เสนอไปหลายเรื่อง ที่ต้องมาหารือต่อไปว่าจะสามารถออกเป็นกฎกระทรวงได้หรือไม่ อย่างไร นอกจากนี้ มีการหารือถึงการดึงบล็อกเกอร์ คนเขียนข่าวจากต่างประเทศ เพื่อให้ช่วยโปรโมตประเทศไทย โดยในต้นปี 63 การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยจะดึงบล็อกเกอร์และนักข่าวจากทั่วโลกมาช่วยทำเรื่องนี้ ขณะที่เรื่อง Mice จะมีงานอีเว้นท์ใหญ่ระดับโลกมาจัดที่ประเทศไทย รวมทั้งเรื่องการแข่งขันกีฬา การจัดแสดงคอนเสิร์ตของนักร้องดัง ก็จะมีการดึงเข้ามาประเทศไทยมากขึ้น ซึ่ง สสปน. มีแผนดำเนินการและภาคเอกชนพร้อมช่วยโปรโมต และภาคเอกชนยังได้หารือถึงเรื่องขอให้รัฐบาลสนับสนุน TAGTHAi Application หรือ แอพทักทาย ที่เปิดตัวไปเมื่อวานนี้ โดยแอพทักทาย สามารถจองห้องพัก จองตั๋วเครื่องบิน รวมทั้งดูข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ ในประเทศไทยด้วย

นายกลินท์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ภาคเอกชนอยากให้ BOI ช่วยดูเรื่องกฎ กติกา มารยาท ที่จะโปรโมตเรื่องแหล่งท่องเที่ยวใหม่ ๆ Man Made Tourism ในประเทศไทย เพื่อดึงนักลงทุนให้มาลงทุนเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันก็ขอให้รัฐบาลช่วยโปรโมต Man Made Tourism ที่ดี ๆ ในประเทศไทยด้วย รวมทั้งในเรื่องของมาตรการภาษี ที่สายการบินได้รับผลกระทบ โดยเมื่อ 2 ปีที่แล้วภาษีสรรพสามิตน้ำมันเครื่องบินอยู่ที่ 0.23% แต่ปัจจุบันภาษีสรรพสามิตน้ำมันเครื่องบินอยู่ที่ 23% ซึ่งภาคเอกชนจะหารือกับกรมสรรพสามิต กระทรวงการคลังอีกครั้ง ขณะที่เรื่องแนวทางจุด Vat Refund For Tourist นอกสนามบิน ที่ภาคเอกชนดำเนินการร่วมกับกระทรวงการคลังมาแล้ว 5 แห่งนั้น ภาคเอกชนก็อยากให้มีจุด Vat Refund For Tourist นอกสนามบินเพิ่มขึ้นอีกหลายจุด ทั้งในกรุงเทพฯ และกระจายไปทั่วประเทศ โดยจะได้มีการหารือแนวทางร่วมกันต่อไป

ทั้งนี้ จะมีการตั้งคณะทำงานร่วมระหว่างภาครัฐและเอกชน ซึ่งมีนายกอบศักดิ์ ภูตระกูล รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง เป็นผู้ประสานงาน เพื่อติดตามการดำเนินงานเรื่องเกี่ยวกับการท่องเที่ยวดังกล่าว เพื่อโปรโมตการท่องเที่ยวของประเทศไทยให้ดีขึ้น ให้เกิดการกระจายรายได้ที่เร็วที่สุด

--------------------

กลุ่มประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ สำนักโฆษก

ที่มา: http://www.thaigov.go.th


เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ