นายกรัฐมนตรีประชุมขับเคลื่อนแผนงานโครงการเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19

ข่าวทั่วไป Wednesday September 16, 2020 15:30 —สำนักโฆษก

นายกรัฐมนตรีประชุมขับเคลื่อนแผนงานโครงการเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19
นายกรัฐมนตรีประชุมขับเคลื่อนแผนงานโครงการเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19

วันนี้ (16 กันยายน 2563) เวลา 13.30 น. ณ ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานการประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์เศรษฐกิจจากผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) (ศบศ.) สรุปสาระสำคัญของการประชุม ดังนี้

ก่อนการประชุม นายกรัฐมนตรีได้กล่าวถึงแนวทางการทำงานของรัฐบาลในรูปแบบใหม่ โดยวันนี้ได้พบปะพูดคุยกับนักเศรษฐศาสตร์ จากองค์กรวิจัยอิสระ มหาวิทยาลัย สถาบันการเงิน และหน่วยงานภายนอก โดยเมื่อได้พูดคุยแล้วเห็นว่ามีแนวทางความคิดในการขับเคลื่อนประเทศที่สอดคล้องกับรัฐบาล โดยจะได้นำแนวทางจากการหารือเหล่านี้นำไปสู่การปฏิบัติต่อไป

สำนักงานสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติได้รายงานที่ประชุมเพื่อทราบเกี่ยวกับ สถานการณ์การท่องเที่ยวช่วงวันหยุดของไทย และแนวทางการเปิดประเทศรับนักธุรกิจของสิงคโปร์ เวียดนาม รวมทั้งการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยได้รายงานเกี่ยวกับแนวทางการเปิดรับนักท่องเที่ยวประเภทพิเศษ Special Tourist Visa (STV) ที่ได้อนุมัติในหลักการไปแล้ว ซึ่งในโอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีได้ให้แนวทางในการทำงาน เพื่อดึงดูดให้เกิดการท่องเที่ยวที่เมืองรอง การสนับสนุนค่าใช้จ่ายที่สามารถใช้การสนับสนุนจากรัฐได้ ตลอดจนได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเจรจาความร่วมมือกับประเทศอื่นๆ เพื่อกำหนดแนวทาง ทำการศึกษาเปรียบเทียบแนวทางการดำเนินการของต่างประเทศ และสร้างความเข้าใจกับประชาชนเมื่อเปิดรับการเดินทางจากต่างประเทศไม่ให้เกิดปัญหา

สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ได้นำเสนอที่ประชุมเกี่ยวกับมาตรการ ดึงดูดนักลงทุนและผู้เชี่ยวชาญต่างชาติ เช่น ผู้เชี่ยวชาญในเรื่องดิจิทัล Automobile วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ทั้งนี้ได้เสนอให้ปรับปรุงหลักเกณฑ์การอนุญาตให้มีถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักร และปรับปรุงหลักเกณฑ์ของมาตรการ Smart Visa เช่น เพิ่มเติมกลุ่มผู้เชี่ยวชาญอิสระ ซึ่งกระทรวงมหาดไทยเป็นหน่วยงานดูแลรับผิดชอบ ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ให้แนวทาง ในการศึกษาพิจารณาให้ละเอียดรอบคอบ เพื่อการตัดสินใจที่รัดกุม โดยได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปหารือในรายละเอียดต่อไป

สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลังได้เสนอมาตรการรักษาระดับการบริโภคภายในประเทศเพื่อเพิ่มกำลังซื้อให้แก่กลุ่มต่างๆ เช่น เพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยจะเพิ่มยอดเงินผ่านบัตรสวัสดิการของรัฐ โครงการ “คนละครึ่ง” ต่อยอดลักษณะเดียวกับโครงการ ชิมช็อปใช้ โดยได้กำหนดระยะเวลาดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 23 ตุลาคม 2563 – 31 ธันวาคม 2563 ซึ่งนายกรัฐมนตรีเห็นว่าเป็นมาตรการที่จะได้ดูแลประชาชนทุกกลุ่มที่ได้รับผลกระทบ จึงสั่งการให้นำปัญหาที่เคยเกิดขึ้นมาก่อนศึกษาประกอบ เพื่อป้องกัน แก้ไข อาทิ เรื่องการลงทะเบียนใช้สิทธิ์ และนายกรัฐมนตรีได้สั่งการเพิ่มเติมให้นำข้อพิจารณาและข้อสังเกตจากที่ประชุม เช่น การใช้ไปรษณีย์ไทยเข้ามาช่วยเรื่องการลงทะเบียน จำนวนผู้ลงทะเบียนจำนวนมาก ไปประกอบการพิจารณาของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป

ธนาคารแห่งประเทศไทยได้เสนอข้อเสนอแนะการกำหนดเกณฑ์มาตรฐานระยะเวลาการให้สินเชื่อสินค้า (Credit Term) ในประเทศไทย เช่น การเพิ่มขึ้นของระยะเวลาการชำระค่าสินค้าและบริการ การกำหนดเกณฑ์มาตรฐานระยะเวลา Credit Term เพื่อแก้ไขปัญหาสภาพคล่องทางการเงินจากปัญหา Credit Term สำหรับ SMEs ในหลายๆ ประเทศนั้นแตกต่างกัน เป็นต้น ซึ่งสภาอุตสาหกรรมฯ ได้สนับสนุนข้อเสนอของธนาคารแห่งประเทศไทย เพราะเรื่อง Credit Term เป็นปัจจัยสำคัญในการดำเนินธุรกิจต่อไปได้ในสถานการณ์ปัจจุบัน

คณะอนุกรรมการวิเคราะห์และเสนอแนะมาตรการบริหารเศรษฐกิจในระยะปานกลางและระยะยาว เสนอโครงการบริหารเศรษฐกิจระยะปานกลางและระยะยาว ที่ได้มีการพบปะหารือกับผู้ลงทุนหลากหลาย จึงเสนอโครงการลงทุนระยะปานกลางและระยะยาว 32 โครงการ เช่น

1. กลุ่ม การเร่งรัดโครงการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน

2. กลุ่ม การปรับปรุงโครงสร้างหรือกฎระเบียบในการบริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐาน

3. กลุ่ม การเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจ

4. กลุ่ม การศึกษาความเป็นไปได้เบื้องต้นของโครงการสะพานไทย

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่าที่ประชุมเห็นชอบกลุ่มโครงการสำคัญตามที่เสนอ และขอให้คณะกรรมการขับเคลื่อนฯ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พิจารณา ดำเนินการ เพื่อกำจัดอุปสรรค ปัญหา พร้อมนำข้อเสนอแนะจากภาคส่วนต่างๆ มาเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินการ หากติดขัดให้ไปหารือกับหน่วยงานโดยตรง ในโอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีเชื่อมั่นว่าจากแผนโครงสร้างพื้นฐานที่จะพัฒนาขึ้น จะช่วยเปลี่ยนโฉมกรุงเทพฯ ใหม่แบบ New Normal

ที่มา: http://www.thaigov.go.th


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ