"อนุสรณ์" ฝากบทเรียนน้ำท่วมหาดใหญ่ สู่การป้องกันกรุงเทพฯ แนะเริ่มศึกษาแผนย้ายเมืองหลวง

ข่าวทั่วไป Sunday November 30, 2025 17:04 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

นายอนุสรณ์ ธรรมใจ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ความเสียหายทางเศรษฐกิจ ชีวิต ทรัพย์สินของคนจำนวนมาก จากเหตุน้ำท่วมใหญ่ที่หาดใหญ่ จ.สงขลา และจังหวัดอื่นในภาคใต้ สะท้อนความล้มเหลวในการบริหารจัดการภัยพิบัติขนาดใหญ่ของสังคมไทยอย่างชัดเจน ต้องมีการถอดบทเรียน เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาและความผิดผลาดซ้ำเดิมอีก

ทั้งนี้ คาดว่าผลกระทบภัยพิบัติทางธรรมชาติต่อคุณภาพชีวิต และเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากภาวะโลกร้อน นอกจากนี้ชาวไทยยังเผชิญปัญหาสิ่งแวดล้อมเข้าขั้นวิกฤติหลายมิติหลายลักษณะด้วยกัน ปัญหาน้ำท่วมฉับพลัน ฝนตกหนัก น้ำท่วมรุนแรงจากปรากฎการณ์ลานีญา ล้วนมีความเกี่ยวพันกับภาวะโลกร้อน อันเป็นผลจากการพัฒนาแบบทำลายสิ่งแวดล้อม ใช้พลังงานฟอสซิสที่ทำให้เกิดปฏิกิริยาเรือนกระจกทำลายชั้นบรรยากาศโลก เกิดความแปรปรวนของภูมิอากาศอย่างรุนแรง

จากข้อมูลของนักวิจัยเกี่ยวกับลานีญาในประเทศไทย พบว่า ปรากฎการณ์ลานีญาอาจยาวนาน 9-12 เดือน ทำให้อุณหภูมิลดต่ำลง ทำให้ปริมาณน้ำฝนอาจสูงถึง 14,000 ล้าน ลบ.ม.

"การคาดการณ์เหล่านี้ มีการนำเสนอข้อมูลล่วงหน้ามา 1-2 ปีแล้ว เป็นข้อมูลพยากรณ์ที่มีฐานจากการวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ แต่การตัดสินใจทางนโยบาย และการดำเนินการของระบบราชการในหลายกรณี ไม่ได้อิงข้อมูลวิทยาศาสตร์ที่มีอยู่เท่าไร จึงทำให้ "การตัดสินใจ" "การสั่งการ" "การดำเนินการ" ไม่มีประสิทธิภาพและล้มเหลว" นายอนุสรณ์ กล่าว

พร้อมระบุว่า การสูญเสียทางเศรษฐกิจ เกิดจากการลดลงของรายได้ ความเสียหายทางทรัพย์สิน ความเสียหายทางด้านสุขภาพและคุณภาพชีวิต จากการชะลอตัวลงของการท่องเที่ยวและการเดินทาง ภัยพิบัติเกี่ยวเนื่องกับปัญหาสิ่งแวดล้อม เหล่านี้ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน การชะลอตัวลงของกิจกรรมทางเศรษฐกิจกลางแจ้ง และโครงการก่อสร้างต่าง ๆ ค่าใช้จ่ายทางด้านสาธารณสุขเพิ่มขึ้น ค่าเสียโอกาสจากประเด็นทางด้านสุขภาพ นอกจากนี้ ผู้มีรายได้น้อยและคนจนในพื้นที่ภัยพิบัติ จะได้รับผลกระทบมากที่สุด โดยเฉพาะกลุ่มเกษตรกร ผู้ใช้แรงงานในเขตพื้นที่ภัยพิบัติ

นายอนุสรณ์ มองว่า การเปลี่ยนผ่านจาก "เอลนีโญ" สู่ "ลานีญา" ในไทย ทำให้ภาคเกษตรกรรมได้รับความเสียหายอย่างรุนแรงในหลายพื้นที่ หลายพื้นที่ของประเทศเจอน้ำท่วมซ้ำซาก ช่วงหน้าแล้งก็เจอภัยแล้งรุนแรงมาก การจะบรรเทาปัญหาเหล่านี้ได้ต้องปรับยุทธศาสตร์เป็นการพัฒนาแบบยั่งยืน เดินหน้าลงทุนระบบการบริหารจัดการน้ำ

การปรับยุทธศาสตร์เป็นการพัฒนาแบบยั่งยืน จะช่วยแก้ที่ต้นตอของปัญหา การพัฒนาในแบบที่ทำลายสิ่งแวดล้อมจะทำให้เกิดภาวะโลกเดือดรุนแรงขึ้น อีกทั้งส่งผลให้เกิดความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศน้ำท่วม ภัยแล้งรุนแรงขึ้นไปอีก ขณะที่หลายพื้นที่ ประชาชนฐานรากเผชิญความยากลำบากอย่างรุนแรง รัฐบาลต้องปลดล็อคหนี้ทับถม อันเป็นผลมาจากการไม่สามารถทำงาน และแสวงหารายได้จากพื้นที่เกษตรกรรมที่ได้รับความเสียหาย ผ่านการทำโครงการลงทุนขนาดเล็ก กระจายทั่วประเทศเพื่อสร้างฐานรายได้ให้กับประชาชนฐานราก

คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ ม.หอการค้าไทย กล่าวต่อว่า ความไม่มั่นใจต่อการบริหารจัดการเรื่องอุทกภัย การจัดการน้ำท่วมขังและการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ เกิดขึ้นต่อสาธารณชน และเริ่มวิตกกังวลมากขึ้นว่าจะเกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจ ผลกระทบต่อการดำเนินชีวิต การทำงาน การสูญเสียรายได้ และทรัพย์สินแบบหาดใหญ่ และแบบปี 2554 หรือไม่ การเตรียมการรับมือมีประสิทธิภาพอย่างไร

ขณะที่ ปัญหาที่ใหญ่กว่าน้ำท่วมขัง อุทกภัยใหญ่หาดใหญ่ และภาคใต้ และแบบปี 2554 ก็คือ มีงานวิจัยของกรีนพีซเตือนว่าในอีก 4-5 ปีข้างหน้า กรุงเทพฯ อาจจมทะเล สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจสังคมรุนแรง หากไม่ทำอะไรเพื่อป้องกันตั้งแต่ตอนนี้อย่างจริงจัง เศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมเกี่ยวพันกันมากขึ้น เรื่อย ๆ

นอกจากนี้ งานวิจัยของธนาคารโลกชี้ด้วยว่า ต้นทุนทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือภาวะโลกร้อนที่ไม่มีการแก้ไขสูงถึง 20% ของจีดีพีโลก และเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ในอนาคต แต่ความเสียหายลดลงได้หากทุกประเทศร่วมมือกันในการควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และลดกิจกรรมที่ทำลายสิ่งแวดล้อม และสร้างมลพิษทางอากาศ

นายอนุสรณ์ กล่าวว่า แม้ขณะนี้สถานการณ์การทรุดตัวของกรุงเทพฯ ดีขึ้นจากสั่งห้ามการดูดน้ำบาดาลมาใช้ แต่การเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลยังเกิดขึ้นต่อเนื่อง หากกรุงเทพฯ และปริมณฑลเผชิญน้ำท่วมไหลหลากจากทางเหนือ บวกระดับน้ำทะเลสูงขึ้นไปพร้อมกัน จากข้อมูลของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) บ่งชี้ว่า การเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลเฉลี่ยทั่วโลกอยู่ระหว่าง 0.43-0.84 เมตรภ ยในปี พ.ศ. 2643 ไทยจะเผชิญการเกิดพายุความเร็วลมรุนแรง สร้างความเสียหายมากขึ้น คลื่นพายุซัดฝั่งสูงขึ้น และปริมาณน้ำฝนมีสภาวะสุดขีดมากกว่าในอดีตเหมือนที่เกิดขึ้นที่หาดใหญ่

หากเกิดสถานการณ์กรุงเทพฯ จมน้ำ ความเสียหายทางด้านต่าง ๆ จะรุนแรงมากกว่าหาดใหญ่หลายเท่าตัว หากพื้นที่มากกว่า 80% ของกรุงเทพฯ จมทะเล งานวิจัยกรีซพีซประเมินสร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจอยู่ที่ 18.6 ล้านล้านบาท กระทบประชาชนกว่า 10.45 ล้านคน พื้นที่ที่จะได้รับผลกระทบ 1,512 ตารางกิโลเมตร พื้นที่มากกว่า 96% ของกรุงเทพฯ เป็นพื้นที่ลุ่มต่ำที่เสี่ยงน้ำท่วมหากระดับน้ำทะเลหนุนสูง และมีงานวิจัยของ Greenpeace ฉายภาพอนาคตว่า กรุงเทพฯ อาจเผชิญน้ำท่วมใหญ่ในปี พ.ศ. 2573

นายอนุสรณ์ ได้นำเสนอนโยบาย 6 ข้อเพื่อเร่งดำเนินการ ได้แก่

1. สร้างเขื่อนกั้นน้ำ หรือ "ถนนเลียบชายฝั่งยกสูง" ซึ่งเป็นโครงการขนาดใหญ่ต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก ซึ่งรัฐบาลต้องวางแผนงบประมาณให้ดี

2. ปลูกป่าชายเลน เพื่อให้เป็นพื้นที่กันชน ซับน้ำ รองรับความรุนแรงของคลื่นทะเล การปลูกป่าชายเลนตลอดแนวพื้นที่จากบางขุนเทียน สมุทรสงคราม สมุทรสาคร สมุทรปราการ จะฟื้นฟูธรรมชาติและยังสามารถเป็นแหล่งท่องเที่ยวได้อีกด้วย

3. จัดระเบียบการใช้ที่ดินริมชายฝั่ง

4. กระจายการลงทุนไปภูมิภาค

5. หันมาใช้พลังงานหมุนเวียน

6. ศึกษาการย้ายเมืองหลวง นโยบายการย้ายเมืองหลวงแบบกรุงจาร์กาตา ประเทศอินโดนีเซีย ควรนำมาศึกษาอย่างจริงจัง

"เสนอว่า รัฐบาลใหม่หลังการเลือกตั้ง ต้องเริ่มต้นลงทุนเพื่อป้องกัน "กรุงเทพฯ และปริมณฑล" จากภัยพิบัติในอนาคต โดยเฉพาะการเผชิญน้ำท่วมใหญ่จากระดับน้ำทะเลหนุนสูง พร้อมน้ำหลากจากทางเหนือ" นายอนุสรณ์ กล่าวในตอนท้าย


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ