ในยุคที่องค์กรทั่วโลกเร่งเดินหน้าสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน หนึ่งในเครื่องมือที่ถูกพูดถึงมากที่สุดคือ REC หรือใบรับรองพลังงานหมุนเวียน หลายคนอาจรู้ว่า Renewable Energy Certificate (REC) หรือใบรับรองการผลิตพลังงานหมุนเวียน ถูกใช้เพื่อพิสูจน์ว่าองค์กรได้ใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน แต่สิ่งที่หลายคน "ไม่รู้" คือ REC ทุกใบมีข้อผูกพันทางกฎหมายและภูมิศาสตร์ที่เข้มงวดกว่าที่คิดมาก
ความจริงที่สำคัญที่สุดคือ REC ไม่ใช่ใบรับรองลอย ๆ ที่จะซื้อจากที่ไหนมาใช้ก็ได้ หากแต่เป็นตราสารที่ "ผูกติด" กับประเทศและระบบโครงข่ายไฟฟ้าที่ผลิตจริงอย่างแยกไม่ออก ทั้งประเทศที่ผลิต โรงไฟฟ้าที่ผลิต ช่วงเวลาที่ผลิต และระบบไฟฟ้าที่ไฟฟ้านั้นไหลเข้าสู่สายส่ง ข้อมูลทั้งหมดนี้ถูกบันทึกไว้ในใบรับรองอย่างละเอียด เพื่อรักษาความโปร่งใสและป้องกันการนับซ้ำ ซึ่งเป็นหลักการพื้นฐานที่สุดของตลาดพลังงานหมุนเวียนทั่วโลก
เพื่อเข้าใจระบบ เราต้องเข้าไปดูโครงสร้างของตลาด REC ให้ลึกขึ้นกว่าที่เคยมอง
REC คือหลักฐานว่าไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน 1 เมกะวัตต์ชั่วโมงถูกผลิตขึ้นจริงจากโรงไฟฟ้าแห่งหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นพลังงานลม แสงอาทิตย์ เขื่อนพลังน้ำ หรือชีวมวล เพราะไฟฟ้าบนสายส่งนั้นผสมกันหมด ผู้บริโภคจึงไม่อาจรู้ได้ว่าพลังงานที่ใช้ในบ้านหรือโรงงานมาจากโรงไฟฟ้าไหน REC จึงทำหน้าที่เป็น "ใบแจ้งเกิด" ของไฟฟ้าหมุนเวียนที่เกิดขึ้นในระบบไฟฟ้าจริง
ในสหรัฐฯ เรียกว่า REC ในยุโรปเรียกว่า Guarantee of Origin (GOs) และในหลายประเทศในเอเชียรวมถึงไทยใช้ระบบ I-REC (International REC Standard) แม้ชื่อจะต่างกัน แต่หลักการกลับเหมือนกันทุกประเทศคือ REC ทุกใบต้องระบุสถานที่ผลิตไว้อย่างชัดเจนและไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ในภายหลัง ประเทศที่ผลิต ระบบไฟฟ้าที่เชื่อมต่อ โรงไฟฟ้าที่ทำงานวันที่เท่าไร ใช้เทคโนโลยีแบบใด
REC ไม่ใช่สินค้าทั่วไป แต่เป็นตราสารที่อยู่ภายใต้กฎหมายพลังงานของแต่ละประเทศ ความหมายคือประเทศและหน่วยงานกำกับไฟฟ้าจะกำหนดเองว่า REC แบบใดถูกต้อง ใช้ที่ไหนได้ ใช้ทำอะไรได้ และจะรองรับการซื้อขายจากต่างประเทศหรือไม่
ในบางประเทศ REC จะถูกใช้ในกฎหมายพลังงาน เช่น Renewable Portfolio Standards ของสหรัฐฯ ซึ่งกำหนดอย่างชัดเจนว่า REC ที่นับได้ต้องผลิตในรัฐหรือในระบบไฟฟ้าที่เชื่อมต่อกันทางเทคนิคเท่านั้น ขณะเดียวกัน หลายประเทศในยุโรปอนุญาตให้ซื้อขายใบรับรองข้ามพรมแดนได้ เพราะสหภาพยุโรปเชื่อมระบบไฟฟ้าเข้าหากัน แต่บางประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น ไทย อินโดนีเซีย เวียดนาม ยังไม่เชื่อมกันอย่างเต็มรูปแบบและยังไม่มีกรอบกฎหมายร่วมกัน จึงไม่อาจใช้ REC ข้ามประเทศได้โดยอัตโนมัติ
ภายใต้มาตรฐาน GHG Protocol Scope 2 ซึ่งเป็นกติกาสากลในการรายงานคาร์บอนขององค์กร การอ้างว่าใช้ไฟฟ้าหมุนเวียน 100% จะน่าเชื่อถือก็ต่อเมื่อ REC ถูกผลิตในประเทศเดียวกัน หรือในระบบไฟฟ้าที่เกี่ยวข้องกันโดยตรงกับสถานที่ที่องค์กรใช้ไฟฟ้าจริง
เหตุผลชัดเจนมาก เพราะไฟฟ้าที่ผลิตในประเทศหนึ่งไม่สามารถส่งไปยังประเทศอื่นได้ หากสองประเทศไม่ได้เชื่อมระบบไฟฟ้ากัน ต่อให้ซื้อ REC จากต่างประเทศมาจำนวนเท่าไรก็ไม่ได้หมายความว่าไฟฟ้าในโรงงานที่ไทยมาจากพลังงานหมุนเวียนของประเทศนั้น
องค์กรระดับโลกหลายแห่ง เช่น RE100 และ SBTi จึงตั้งกฎว่าการซื้อ REC ต้องสะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างสถานที่ผลิตและสถานที่ใช้ไฟฟ้าให้ได้มากที่สุด นี่คือเหตุผลว่าทำไมบริษัทข้ามชาติส่วนใหญ่ต้องซื้อ REC แบบ "ประเทศต่อประเทศ" แทนที่จะซื้อจากจุดไหนของโลกก็ได้ตามราคาที่ถูกที่สุด
หากเปิดให้ใช้ REC ข้ามประเทศแบบเสรีโดยไม่สนใจระบบไฟฟ้า เงินที่ควรจะไหลไปพัฒนาโรงไฟฟ้าหมุนเวียนในประเทศหนึ่งอาจถูกดึงไปยังอีกประเทศหนึ่งแทน ผลที่เกิดขึ้นคือประเทศที่ต้องการพัฒนาพลังงานสะอาดจริง ๆ อาจไม่ได้รับประโยชน์ เพราะตลาด REC ถูกใช้เพื่อวัตถุประสงค์ของประเทศอื่นมากกว่า
การผูกใบรับรองเข้ากับสถานที่ผลิตจึงเป็นวิธีหนึ่งในการสร้างแรงจูงใจให้เกิดการลงทุนพลังงานหมุนเวียนในประเทศหรือพื้นที่นั้นจริง ทำให้ระบบไฟฟ้าสะอาดแข็งแรงขึ้นในระยะยาว
หลายประเทศตีความคำว่า "พลังงานหมุนเวียน" ไม่เหมือนกัน บางประเทศไม่นับโรงไฟฟ้าเก่า บางประเทศไม่นับโรงไฟฟ้าที่ได้รับเงินอุดหนุนมากเกินไป ปัญหาอีกด้านคือแม้จะมีใบรับรองถูกต้อง แต่หากระบบไฟฟ้าของประเทศผู้ผลิตไม่ได้เชื่อมกับประเทศผู้ใช้จริง การอ้างสิทธิ์ก็อาจถูกตั้งคำถามอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ในตลาดเกิดใหม่เช่นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ระบบติดตาม (Registry) ยังไม่เข้มแข็งเท่าในยุโรป ระบบอาจมีความเสี่ยงเรื่องการตรวจสอบย้อนหลัง ความโปร่งใสของการโอนสิทธิ์ หรือการป้องกันการนับซ้ำ ซึ่งล้วนส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของ REC ที่ออกมาจากพื้นที่เหล่านี้
ความจริงแรกคือ หากองค์กรในไทยต้องการอ้างว่าใช้ไฟฟ้าหมุนเวียนในประเทศจริง ต้องใช้ REC ที่ผลิตในไทยหรือในระบบไฟฟ้าที่ GHG Protocol ยอมรับว่ามีความเชื่อมโยงกัน การซื้อ REC จากต่างประเทศมาใช้กับไฟฟ้าที่ใช้ในไทยอาจทำให้การรายงานคาร์บอนไม่ผ่านมาตรฐาน และอาจขัดกับกฎขององค์กรระดับโลก เช่น RE100
ความจริงต่อมาคือ ประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้านยังไม่มีระบบ REC ร่วมแบบสหภาพยุโรป ดังนั้นความเป็นสากลของใบรับรองจึงยังผูกติดกับประเทศผู้ผลิต ทำให้หน่วยงานรัฐไทยจำเป็นต้องเร่งพัฒนาระบบติดตาม การกำกับดูแล และกติกาเรื่องการนำเข้าส่งออกใบรับรองให้ทันกับตลาดโลก
เมื่อมองลึกลงไป เราจะเห็นว่า REC เป็นระบบที่ตั้งอยู่บนข้อมูลทางภูมิศาสตร์ กฎหมายของประเทศ และข้อกำหนดด้านความน่าเชื่อถือที่เข้มงวดอย่างยิ่ง การผูกใบรับรองเข้ากับประเทศและระบบไฟฟ้าที่ผลิตจริงจึงไม่ใช่แค่ประเด็นเทคนิค แต่เป็นโครงสร้างหลักที่ปกป้องความโปร่งใสของตลาดพลังงานหมุนเวียนทั้งระบบ
เพราะสุดท้ายแล้ว สิ่งที่โลกต้องการไม่ใช่เพียงการซื้อขายใบรับรอง แต่คือการผลิตพลังงานสะอาดจริงในพื้นที่จริง และการลดคาร์บอนอย่างเป็นรูปธรรมในระบบไฟฟ้าของแต่ละประเทศ
ดุษดี ดุษฎีพาณิชย์
ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายการค้า การลงทุน และอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ