นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รองเลขาธิการ รักษาการแทนเลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ กล่าวว่า เมื่อวันที่ (8 ม.ค.) สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ได้ลงพื้นที่ชายแดนแม่สอด จ.ตาก โดยตรวจพบบ้านร้างหลังหนึ่งอยู่บริเวณตรงข้ามกับชเวก๊กโก มีการลักลอบสายสื่อสารฝังท่อลงดินลากข้ามพรมแดนผ่านแม่น้ำเมยจากไทยไปยังเมียนมาร์ ซึ่งที่ผ่านมาสำนักงาน กสทช. เขต 36 ดูแลพื้นที่ จ.ตาก ได้ลงพื้นที่เพื่อตรวจสัญญาณสื่อสารที่อาจล้ำไปยังประเทศเพื่อนบ้าน

และสืบทราบว่าอาจมีการลักลอบสายสื่อสารฝังท่อลงดินลากข้ามไปยังเมียนมาร์ จนมาสู่กระบวนการขอหมายเพื่อตรวจค้นบ้านหลังดังกล่าว แต่ไม่พบผู้พักอาศัย มีเพียงที่นอนอุปกรณ์ของใช้ภายในบ้านที่เริ่มส่งกลิ่นเน่าเหม็น โดยภายในรั้วบ้านหลังดังกล่าวใกล้ริมแม่น้ำเมย พบอาคารร้างใช้เป็นที่เก็บท่อและสายสื่อสารที่ยังไม่ได้ใช้งานจำนวนหนึ่ง
นายไตรรัตน์ กล่าวว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้สำนักงาน กสทช. ได้เชิญตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 4 (บก.สอท.4) หรือตำรวจไซเบอร์ที่ดูแลพื้นที่ภาคเหนือ และทหารกองกำลังนเรศวรเข้าร่วมปฏิบัติการด้วย โดยได้ประสาน บก.สอท.4 เพื่อตรวจสอบหาเจ้าของพื้นที่เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย เนื่องจากพบของกลางภายในบ้าน คือ รถจอดทิ้งไว้ 2 คัน อุปกรณ์ท่อที่ยังไม่ได้ต่อลงดิน และสายสื่อสารที่เก็บไว้ในอาคารร้าง ซึ่งเป็นท่อขนาดใหญ่ ระหว่างนี้สำนักงาน กสทช. ขอให้เจ้าหน้าที่ทหารควบคุมการเข้าออกและควบคุมการเคลื่อนย้ายสิ่งของในพื้นที่ดังกล่าว รวมถึงจะมีการตรวจสอบสายสื่อสารที่ลักลอบลากลงดินว่ามีความยาวเพียงใดเพื่อดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดต่อไป

ขณะเดียวกันจากการลงพื้นที่ อ.แม่ระมาด อ.แม่สอด และ อ.พบพระ ยังตรวจพบมีการลากสายสื่อสารข้ามแดนบริเวณบ้านแม่ออกฮู ต.วาเล่ย์ อ.พบพระ จำนวน 4 เส้น เป็นสายไฟเบอร์ออพติกขนาด 1 core ทั้ง 4 เส้น รูปแบบมีการต่อเข้าไปในบ้านผ่านแนวเสาไฟฟ้าแล้วลากสายออกไปยังพม่า พร้อมทั้งประสานงานกับผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมทุกรายให้เข้มงวดในการตรวจสอบการใช้งานอินเทอร์เน็ตบริเวณชายแดน โดยเฉพาะการให้บริการเกินขอบเขตที่ได้รับอนุญาต หากตรวจพบจะมีความผิดตามเงื่อนไขการประกอบกิจการโทรคมนาคม ซึ่งจะต้องจะดำเนินกระบวนการบังคับทางปกครองต่อไป
ส่วนประชาชนที่เป็นเจ้าของบ้านเรือนหรือสถานที่ที่ใช้เป็นจุดลักลอบลากสายสื่อสารข้ามแดน หรือลักลอบติดตั้งอุปกรณ์กระจายสัญญาณที่ผิดปกติ จะเข้าข่ายเป็นการประกอบกิจการโทรคมนาคมโดยไม่ได้รับอนุญาต จะต้องรับโทษทางอาญา ตาม พ.ร.บ. การประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544 มาตรา 67 และอาจจะถูกดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.วิทยุคมนาคม พ.ศ.2498 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติม มีโทษจาคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ