พาณิชย์ จับมือ 17 องค์กร ถกเข้ม! ปิดช่องโหว่กม.-ลุยปราบนอมินีแฝงลงทุน-ถือครองอสังหาฯ

ข่าวทั่วไป Friday January 23, 2026 12:53 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

พาณิชย์ จับมือ 17 องค์กร ถกเข้ม! ปิดช่องโหว่กม.-ลุยปราบนอมินีแฝงลงทุน-ถือครองอสังหาฯ

กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ จับมือ 17 หน่วยงานพันธมิตร หารือแนวทางการตรวจสอบคนต่างชาติถือครองที่ดิน และอสังหาริมทรัพย์ที่แฝงมาในรูปแบบการลงทุน การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ การเกษตรกรรม และการพัฒนาที่อยู่อาศัย เพื่อแก้ปัญหาและปราบปรามนอมินีบัญชีม้าอย่างเป็นรูปธรรม ยับยั้งมิจฉาชีพที่แฝงตัวเป็นนักธุรกิจเข้ามาตักตวงผลประโยชน์ทรัพยากรของประเทศไทย

"กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ให้ความสำคัญในเดินหน้าแก้ไขปัญหานอมินี บัญชีม้าเป็นลำดับต้น เป็นภารกิจที่ต้องเร่งดำเนินการอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง โดยเฉพาะตามข้อเสนอแนะของผู้ตรวจการแผ่นดิน ที่ให้กรมฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งแก้ปัญหาการถือครอง/ครอบครองที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์โดยนอมินี" นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ระบุ

พาณิชย์ จับมือ 17 องค์กร ถกเข้ม! ปิดช่องโหว่กม.-ลุยปราบนอมินีแฝงลงทุน-ถือครองอสังหาฯ

โดยล่าสุด กรมฯ ได้จัดการประชุมหารือร่วมกับ 17 หน่วยงานพันธมิตรภาครัฐที่เกี่ยวข้อง เพื่อบูรณาการความร่วมมือในการป้องกัน ตรวจสอบ และแลกเปลี่ยนข้อมูล กรณีชาวต่างชาติใช้คนไทยเป็นนอมินีในการถือครองที่ดิน และอสังหาริมทรัพย์ โดยไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งปัญหาดังกล่าว ส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศ รวมถึงบั่นทอนความเป็นธรรมต่อการประกอบธุรกิจของผู้ประกอบการชาวไทย

นายพูนพงษ์ กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อสร้างความร่วมมืออย่างเป็นรูปธรรม ระหว่างหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ทั้งด้านการจดทะเบียนธุรกิจ การถือครองที่ดิน การลงทุนของชาวต่างชาติ การจัดเก็บภาษี การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และการบังคับใช้กฎหมาย โดยมุ่งเน้นการเชื่อมโยงข้อมูลและการทำงานเชิงรุก เพื่อตรวจสอบพฤติกรรมการหลีกเลี่ยงกฎหมายของชาวต่างชาติที่อาศัยการใช้นอมินีคนไทยเข้าถือหุ้นหรือถือครองทรัพย์สินแทน ทั้งการลงทุนเชิงพาณิชย์ การพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ การทำการเกษตร รวมถึงการถือครองเพื่ออยู่อาศัย

โดยที่ผ่านมา พบว่ามีการใช้โครงสร้างทางธุรกิจ และการถือหุ้นที่ซับซ้อน มาใช้เพื่ออำพรางการเป็นเจ้าของที่แท้จริง ส่งผลให้การบังคับใช้กฎหมายทำได้ยากและเกิดความเสียเปรียบต่อคนไทย

อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กล่าวว่า "นอมินี" เป็นปัญหาที่มีความเชื่อมโยงกับกฎหมายหลายฉบับ เช่น พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว, กฎหมายที่ดิน, กฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน, กฎหมาย DSI รวมถึงกฎหมายด้านภาษี ฯลฯ ดังนั้น การแก้ไขปัญหาดังกล่าว จึงไม่สามารถดำเนินการโดยหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่จำเป็นต้องมีการบูรณาการความร่วมมือทุกด้านทั้งข้อมูลเชิงลึก ความเชี่ยวชาญ และอำนาจหน้าที่ของทุกภาคส่วน เพื่อปิดช่องโหว่ทางกฎหมายที่มิจฉาชีพมักนำมาใช้ในการกระทำความผิด มีการบังคับใช้กฎหมายแต่ละฉบับของแต่ละหน่วยงานอย่างจริงจังและรวดเร็ว โดยหากพบการกระทำความผิด จะดำเนินการขั้นเด็ดขาดสูงสุด

ทั้งนี้ ที่ประชุมทั้ง 17 หน่วยงาน เห็นพ้องที่จะยกระดับมาตรการตรวจสอบเชิงรุก การใช้เทคโนโลยีและฐานข้อมูลในการติดตามโครงสร้างการถือหุ้น และการถือครองที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งขณะนี้มีเป้าหมายตรวจสอบนิติบุคคล 21,459 ราย ตลอดจนการกำหนดกระบวนการแลกเปลี่ยนข้อมูลอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง เพื่อให้การตรวจสอบมีความรวดเร็ว แม่นยำ และสามารถนำไปสู่การดำเนินคดีได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ จะร่วมกันสร้างความตระหนักรู้แก่ประชาชน และผู้ประกอบการไทย เกี่ยวกับผลกระทบของการยินยอมให้ใช้ชื่อเป็นนอมินี ซึ่งมีโทษทางกฎหมายทั้งทางแพ่งและอาญา รวมถึงอาจส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของระบบเศรษฐกิจ และการลงทุนของประเทศในระยะยาว

ขณะเดียวกัน กรมฯ จะดำเนินการชี้แจงทำความเข้าใจเรื่องกฎหมายอนุญาตให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาประกอบธุรกิจในไทยอย่างถูกต้อง การกำกับดูแลและป้องกันปราบปรามธุรกิจผิดกฎหมาย รวมถึงการอำนวยความสะดวกแก่นักลงทุนต่างชาติ ผ่านสถานทูต หอการค้าต่างประเทศ พันธมิตรด้านกฎหมาย ด้านบัญชี หน่วยงานพันธมิตรต่างๆ เพื่อช่วยเป็นกระบอกเสียงในการชี้แจงแก่นักลงทุนของแต่ละประเทศอีกทางหนึ่ง

อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กล่าวว่า กรมฯ และหน่วยงานพันธมิตร จะดำเนินการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด กับผู้ที่กระทำผิดทุกราย ทั้งชาวต่างชาติ หรือคนไทยที่มีส่วนเกี่ยวข้อง พร้อมเดินหน้าปรับปรุง และยกระดับกลไกการทำงานร่วมกันกับหน่วยงานพันธมิตรที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การแก้ไขปัญหานอมินีเกิดผลเป็นรูปธรรม

การหารือกับ 17 หน่วยงานในครั้งนี้ จะเป็นก้าวสำคัญในการสร้างระบบการป้องกัน และตรวจสอบการใช้นอมินีที่เข้มแข็ง โปร่งใส และมีประสิทธิภาพ อันจะช่วยปกป้องผลประโยชน์ของประเทศ รักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และสร้างความเป็นธรรมในการแข่งขันทางธุรกิจ เพื่อให้ระบบเศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต

"ขอเตือนไปยังผู้ที่เกี่ยวข้อง ในการที่เอื้อประโยชน์ให้กับผู้กระทำผิด และเน้นย้ำให้คนไทยระมัดระวังไม่ให้ความช่วยเหลือ สนับสนุน หรือถือหุ้นแทนคนต่างด้าว เพื่อให้คนต่างด้าวเหล่านั้นเข้ามาประกอบธุรกิจโดยหลีกเลี่ยงหรือฝ่าฝืนกฎหมาย หากตรวจสอบพบการกระทำผิดก็จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเข้มงวด" นายพูนพงษ์ กล่าว

ทั้งนี้ ผู้กระทำผิดจะต้องได้รับโทษ คือ พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของบุคคลต่างด้าว พ.ศ.2542 ตามมาตรา 36 กรณีคนไทยที่ให้ความช่วยเหลือสนับสนุนคนต่างด้าวให้กระทำความผิด และมาตรา 37 กรณีคนต่างด้าวที่ประกองธุรกิจโดยไม่ได้รับอนุญาต โทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือ ปรับตั้งแต่ 100,000-1,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ โดยหากฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาล ต้องระวางโทษปรับรายวัน วันละ 10,000-50,000 บาท จนกว่าจะเลิกฝ่าฝืน

อย่างไรก็ดี สำหรับ 17 หน่วยงานที่ร่วมประชุม ได้แก่ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.), สภาทนายความ ในพระบรมราชูปถัมภ์, กรมสรรพากร, กรมที่ดิน, สำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ, สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.), กรมป่าไม้, กรมการจัดหางาน, กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง, กรมพัฒนาที่ดิน, กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI), กรมโรงงานอุตสาหกรรม, การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.), สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI), สภาวิชาชีพบัญชี ในพระบรมราชูปถัมภ์, กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) และ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ