โอ้ย เครียด !! ปัญหาปากท้องและความยากจน ทำไมไม่เคยหมดไปจากสังคมไทย ? และยิ่งอยู่ในช่วงหาเสียงแบบนี้ ก็เป็นจังหวะให้แต่ละพรรคเสิร์ฟนโยบายเศรษฐกิจกันไม่หยุด หวังโกยคะแนนเสียงจากพี่น้องประชาชนแบบสุด ๆ
"Talk Time : เลือกตั้งล้างตา 69" EP.นี้ จะพามาวิเคราะห์นโยบายเศรษฐกิจของ 3 พรรคใหญ่ แดง ส้ม น้ำเงิน กับนายนณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) พร้อมคำเตือนที่ว่า บางนโยบายมันหมดยุคสมัย หยิบมาใช้ตอนนี้อาจไม่เวิร์ค !?

นโยบายภาคเกษตร : เน้นการแทรกแซงกลไกตลาดเพื่อพยุงราคาสินค้าเกษตรเหมือนในอดีต
นโยบายการแก้หนี้ : นโยบายล้างหนี้ สำหรับเกษตรกรอายุ 70 ปีขึ้นไป โดยอาจใช้วิธียกหนี้ ประนอมหนี้ หรือให้จ่ายขั้นต่ำเพื่อปลดภาระ
นโยบายเพิ่มรายได้ : นโยบาย "คนไทยไร้จน" โดยรัฐกำหนดเส้นแบ่งความยากจนที่ 36,000 บาทต่อปี ใครมีรายได้ต่ำกว่านี้รัฐจะเติมเงินให้จนถึงเกณฑ์ ข้อดีคือถ้าทำได้ตามที่พูด คนไทยจะหายจนไปเลย
แต่ความท้าทายคือการระบุตัวตนคนจนที่แท้จริง เพราะบางคนอาจปกปิดรายได้เพื่อหวังรับเงินฟรี ๆ และด้านงบประมาณก็มีโอกาสที่จะบานปลายสูง
นโยบายกระตุ้นการบริโภค : นโยบาย "ยิ่งกว่าพลัส 70 : 30" กระตุ้นเศรษฐกิจรูปแบบ Co-pay หรือการร่วมจ่าย โดยรัฐสนับสนุน 70% และประชาชนออกเอง 30%
ซึ่งสัดส่วนเงินที่เปลี่ยนไปแม้จะช่วยให้คนมีรายได้น้อยเข้าถึงได้ง่ายขึ้น แต่การที่รัฐออกเงินสัดส่วนสูงขึ้น ก็อาจกระตุ้นเม็ดเงินใหม่เข้าระบบได้น้อยกว่าแบบ 50 : 50
นโยบายภาคเกษตร : เสนอให้ยกเลิกการอุดหนุนแบบให้เปล่าและการแทรกแซงราคา เน้นการยกระดับเป็นเกษตรกรมืออาชีพ โดยสนับสนุนงบประมาณเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต พัฒนาทักษะ และให้งบเพื่อจูงใจในการรักษาสิ่งแวดล้อม เช่น การจ่ายเงินเพื่อให้ตัดแทนการเผา แต่สิ่งที่ต้องระวังคือ หากเกษตรกรรับเงินแล้วทำไม่ได้จริง จะตรวจสอบและรับมืออย่างไรต่อ
นโยบายการแก้หนี้ : มีโครงการเฉพาะเพื่อปลดหนี้ช่วยเหลือผู้สูงอายุเช่นกัน แต่อาจมีเงื่อนไขอื่นประกอบ เช่น ต้องเป็นลูกหนี้ชั้นดี ซึ่งในนโยบายเรื่องหนี้ พรรคจะเน้นสร้างแรงจูงใจให้ลูกหนี้มีพฤติกรรมดี มากกว่าการมองว่าหนี้เป็นเพียงปัญหาที่ต้องรีบจัดการโดยไม่สนพฤติกรรมการชำระแบบพรรคอื่น ๆ
นโยบายสนับสนุนภาคธุรกิจ : นโยบาย "หวยใบเสร็จ" ยกระดับ SME ด้วยการดึง SME นอกระบบเข้าสู่ระบบภาษี และเมื่อ SME มีฐานข้อมูลทางการเงินที่โปร่งใส ก็เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายมากขึ้น สร้างศักยภาพในการแข่งขัน
โดยใบเสร็จที่ซื้อจากร้าน SME จะมีเลขลอตเตอรี่อยู่ที่ใบเสร็จ ให้ผู้ซื้อได้ลุ้นรางวัล กระตุ้นการจับจ่ายใช้สอย แต่ข้อควรระวังคือข้อจำกัดด้านกฎหมายเนื่องจากเป็นนโยบายรูปแบบใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อนในไทย และงบประมาณที่มีแนวโน้มค่อนข้างสูง
นโยบายภาคเกษตร : ใช้นโยบายรูปแบบเดิมเช่นกัน คือการพยายาม แทรกแซงหรือพยุงราคาสินค้าเกษตร ซึ่งเป็นแนวทางที่คล้ายกับพรรคเพื่อไทย
นโยบายการแก้หนี้ : นโยบายคล้ายในอดีตคือพักชำระหนี้และดอกเบี้ย ซึ่งอาจบรรเทาได้ชั่วคราว แต่ในระยะยาวต้องระวังเรื่อง "Moral Hazard" หรือพฤติกรรมที่ลูกหนี้รอความช่วยเหลือจากรัฐ ไม่แก้ปัญหาด้วยตนเอง
นโยบายกระตุ้นการบริโภค : มีนโยบาย "คนละครึ่งพลัส" เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ความคิดเห็นส่วนตัวมองว่า นโยบายของทุกพรรคที่เป็นลักษณะนี้ ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันของประเทศไทยแล้ว เป็นการแก้ปัญหาแบบ ลูบหน้าปะจมูก ให้ประชาชนอยู่รอดไปเพียงวัน ๆ ไม่ใช่ทางออกระยะยาว
ดังนั้นโครงการลักษณะนี้ควรจะหายไปหรือทำให้น้อยที่สุด แล้วเปลี่ยนไปให้ความสำคัญกับนโยบายที่เน้นการสร้างรายได้ใหม่ ๆ ให้กับประเทศมากกว่า
Digital Economy เศรษฐกิจดิจิทัล : ยกระดับการทำธุรกรรมและบริการรัฐสู่ระบบออนไลน์ทั้งหมดเพื่อลดขั้นตอนยุ่งยาก และสนับสนุนให้ SME ไทยขายสินค้าสู่ตลาดโลกผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ แทนการรับสินค้าต่างชาติเพียงอย่างเดียว
Silver Economy เศรษฐกิจผู้สูงวัย : พัฒนาสินค้าและบริการเฉพาะทางรองรับสังคมสูงวัย เช่น อาหารเพื่อสุขภาพ หรือที่อยู่อาศัย รวมถึงการดึงศักยภาพผู้สูงอายุให้คงอยู่ในตลาดแรงงานเพื่อให้มีรายได้ดูแลตัวเอง และตลาดแรงงานก็จะไม่ขาดแคลน
https://youtu.be/5Hc_9WWOgGk