เปลือกทุเรียนกลายเป็นผ้า ผลงานวิจัยจุฬาฯ สู่แบรนด์ MUW ส่งเสริม Soft Power ไทย

ข่าวทั่วไป Tuesday January 27, 2026 09:41 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

เปลือกทุเรียนกลายเป็นผ้า ผลงานวิจัยจุฬาฯ สู่แบรนด์ MUW ส่งเสริม Soft Power ไทย
ดร.อุษา ประชากุล ดุษฎีบัณฑิตคณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สาขาวิชานฤมิตศิลป์ สร้างสรรค์นวัตกรรม "สิ่งทอหมุนเวียนจากเศษเหลือทิ้งเปลือกทุเรียน" สำเร็จเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ เปลี่ยนขยะจากเปลือกทุเรียน 146 ล้านกิโลกรัมต่อปีให้กลายเป็นผืนผ้าคุณภาพสูง พร้อมยกระดับเป็นผลิตภัณฑ์แฟชั่นภายใต้แบรนด์ MUW เพื่อส่งเสริม Soft Power ไทยสู่เวทีโลก
นวัตกรรมชิ้นนี้คว้ารางวัลดีเด่นจากงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2567 ด้านพลังงาน สิ่งแวดล้อม เทคโนโลยี และ BCG Economy Model รวมถึงรางวัล Excellence Award จากงาน The 24th International FABI Fashion Exhibition 2024 ในประเทศเกาหลีใต้
เปลือกทุเรียนกลายเป็นผ้า ผลงานวิจัยจุฬาฯ สู่แบรนด์ MUW ส่งเสริม Soft Power ไทย
แก้วิกฤตขยะทุเรียนล้นเมือง
ประเทศไทยเป็นแหล่งผลิตทุเรียนอันดับหนึ่งของโลก มีอัตราการส่งออกเพิ่มสูงขึ้น 488% ส่งผลให้เกิดเศษเหลือทิ้งจากเปลือกทุเรียนสูงถึง 146 ล้านกิโลกรัมต่อปี และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง การจัดการในปัจจุบันใช้วิธีฝังกลบหรือเผาทำลาย ซึ่งไม่เพียงเป็นภาระของเกษตรกร แต่ยังสร้างมลพิษที่ส่งผลกระทบรุนแรงต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของผู้คนในระยะยาว
ดร.อุษา ผู้ชื่นชอบแฟชั่นและสิ่งทอ พร้อมใส่ใจปัญหาสิ่งแวดล้อม จึงหาทางออกด้วยการพัฒนานวัตกรรมสิ่งทอจากเศษเหลือทิ้งเปลือกทุเรียน การวิจัยครั้งนี้ใช้เวลากว่า 3 ปี ตั้งแต่ช่วงปีที่ 1 เทอม 2 ของการศึกษาระดับปริญญาเอก จนสำเร็จเป็นชิ้นงานและผลิตภัณฑ์ที่พร้อมต่อยอดเชิงพาณิชย์ในปีสุดท้ายของหลักสูตร
เปลือกทุเรียนกลายเป็นผ้า ผลงานวิจัยจุฬาฯ สู่แบรนด์ MUW ส่งเสริม Soft Power ไทย
จากสับปะรดสู่ทุเรียน
ก่อนหน้านี้ ดร.อุษา เคยพัฒนาเส้นใยจากเปลือกสับปะรดที่เหลือทิ้งในภาคการเกษตรและสร้างสรรค์เป็นคอลเลกชันกระเป๋าในระดับปริญญาโท เมื่อศึกษาในระดับปริญญาเอก จึงต่อยอดสำรวจพืชเศรษฐกิจอื่นๆ ที่มีศักยภาพ และได้ข้อสรุปที่ "ทุเรียน" พืชเศรษฐกิจที่มีเปลือกเหลือทิ้งจำนวนมากและมีคุณสมบัติเหมาะสมในการทำเป็นเส้นใย
"เปลือกทุเรียนมีเซลลูโลสธรรมชาติสูงถึง 30 เปอร์เซ็นต์ มีคุณสมบัติเชิงกลคล้ายคลึงกับเส้นใยฝ้ายและป่าน จึงสามารถนำมาใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมสิ่งทอได้" ดร.อุษา กล่าว
ทดลองล้มเหลว จนค้นพบวิธีแช่ดอง
การสกัดเปลือกทุเรียนให้เป็นเส้นใยที่มีคุณภาพนั้นเป็นขั้นตอนที่ยากและท้าทาย ในช่วงแรก ดร.อุษา นำเปลือกทุเรียนมาตากแห้ง ต้ม และอบ แต่เส้นใยที่ได้กรอบและแข็งกระด้าง ไม่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้
จากความล้มเหลว ดร.อุษา จึงแสวงหาความรู้เพิ่มเติมในจังหวัดจันทบุรี แหล่งปลูกทุเรียนที่สำคัญ ที่นั่น ดร.อุษา ได้พบและรับคำแนะนำจากอาจารย์มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี จันทบุรี ผู้มีประสบการณ์สกัดเส้นใยจากเปลือกทุเรียนเพื่อทำกระดาษบรรจุภัณฑ์
"วิธีการที่ได้เรียนรู้และนำมาทดลองก็คือการแช่ดองเปลือกทุเรียนในน้ำเปล่า วิธีนี้จะไม่ทำให้เส้นใยทุเรียนเสียสภาพ จากนั้นก็นำมาแยกเส้นใยที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้"ดร.อุษา อธิบาย
ผสานภูมิปัญญาชุมชน ทดสอบอัตราส่วนผสม
เมื่อได้เส้นใยคุณภาพแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการทอเป็นผืนผ้า ดร.อุษา ทำงานร่วมกับชุมชนโดยใช้ภูมิปัญญาในการปั่นเส้นด้ายด้วยมือ (การเข็นเส้นด้าย) แบบชุมชน
"การทดลองทอผืนผ้าเริ่มจากต้นแบบเส้นด้ายเบอร์ NE12 ในอัตราส่วนไหม 80 เปอร์เซ็นต์ ผสมใยทุเรียน 20 เปอร์เซ็นต์ จากนั้นทดลองทอผืนผ้าในอัตราส่วนต่าง ๆ ตั้งแต่ 50:50, 60:40, 70:30, 80:20 และ 90:10 ของเส้นไหม ต่อเส้นไหมผสมใยทุเรียน โดยกำหนดให้เส้นด้ายไหมเป็นเส้นยืนและเส้นด้ายไหมผสมใยทุเรียนเป็นเส้นพุ่ง" ดร.อุษา อธิบายแนวทางการทดลอง
ผืนผ้าทุกอัตราส่วนได้รับการทดสอบประสิทธิภาพจาก LAB TEST และสถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอประเทศไทยครอบคลุมทั้งด้านเคมีและกายภาพ รวมถึงการทดสอบกรด-เบส การซัก/ปั่น การส่องกล้องจุลทรรศน์ ความแข็งแรง การระบายอากาศ และการต้านเชื้อแบคทีเรีย
เหนือกว่าผ้าไหม 100% แทบเท่าตัว
"จากการทดสอบประสิทธิภาพทั้งทางด้านเคมีและทางกายภาพ พบว่าผ้าไหมผสมใยทุเรียนในอัตราส่วน 50:50 สามารถระบายอากาศได้ดีกว่าผืนผ้าไหม 100 % เกือบเท่าตัว เพราะผืนผ้าไหมผสมใยทุเรียนมีค่าการระบายอากาศสูงถึง 59.46 ลูกบาศก์เซนติเมตรต่อตารางเซนติเมตรต่อวินาที ในขณะที่ผ้าไหม 100 % มีค่าการระบายอากาศเพียง 39.68 ลูกบาศก์เซนติเมตรต่อตารางเซนติเมตรต่อวินาที นอกจากนี้ ผืนผ้าที่พัฒนาขึ้นนั้นยังมีประสิทธิภาพในการต้านเชื้อแบคทีเรียได้สูงถึง 99.92 เปอร์เซ็นต์" ดร.อุษา เผย
ด้วยคุณสมบัติการระบายอากาศและการต้านเชื้อแบคทีเรียที่ดีเยี่ยม ดร.อุษา เชื่อมั่นว่าผืนผ้าไหมผสมใยทุเรียนจะตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับเรื่องสุขอนามัยและความรู้สึกสบายในการสวมใส่เสื้อผ้า
ปรับกระบวนการผลิตสู่เชิงพาณิชย์
ปัจจุบันนวัตกรรมนี้ได้จดอนุสิทธิบัตรแล้ว และอยู่ระหว่างการนำไปขยายผลเชิงพาณิชย์ ดร.อุษา เสนอแนวทางเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ 2 แบบ คือ การร่วมมือกับชุมชนอาศัยภูมิปัญญาท้องถิ่นและฝีมือคนชุมชนในการทอผืนผ้า และการทำงานกับโรงงานอุตสาหกรรมใช้วิธีการปั่นด้ายแบบวงแหวน (Ring Spinning) เพื่อผลิตเส้นด้ายในเชิงพาณิชย์
ในช่วงเริ่มต้น กระบวนการผลิตใช้วิธีการแบบชุมชน 100% ตั้งแต่การเข็นเส้นใย การย้อมสี ไปจนถึงการทอผืนผ้า อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาถึงความต้องการของตลาดและระยะเวลาในการผลิต ดร.อุษา จึงปรับกระบวนการโดยนำเส้นใยทุเรียนผสมไหมไปผลิตผ่านเครื่องจักรในโรงงาน ช่วยให้กระบวนการเข็นเส้นใยเร็วขึ้น ขณะที่กระบวนการย้อมสีและการทอผืนผ้ายังคงใช้ภูมิปัญญาชุมชน 100% เพื่อรักษาคุณค่าและเอกลักษณ์ของงานฝีมือดั้งเดิม
แบรนด์ MUW ผสานธรรมชาติ ศิลปะ และความเชื่อ
งานวิจัยนี้ไม่ได้จบลงที่เส้นด้าย ดร.อุษา ต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์แฟชั่นไลฟ์สไตล์ภายใต้แบรนด์ MUW.OFFICIAL (มูวว์ ออฟฟิเชียล) ด้วยแนวคิดการออกแบบที่ทันสมัย
แบรนด์ใช้แนวคิดสิ่งทอเคลื่อนไหว (Kinetic Textiles) และโครงสร้างเคลื่อนไหว (Kinetic Structures) ในลักษณะการเคลื่อนไหวของลายเส้นผ่านทัศนธาตุ สร้างมิติความลวงตา เพื่อสร้างรูปทรงที่สอดรับกับสรีระของผู้หญิง ช่วยเสริมความมั่นใจและบุคลิกภาพของผู้สวมใส่
จุดเด่นที่โดดเด่นของแบรนด์คือ การนำภูมิปัญญาการทอมือของชุมชนที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่นมาสร้างสรรค์ลวดลายสัตว์มงคล 9 ลวดลาย ได้แก่ กวาง (มั่งมีศรีสุข) เสือ (ผู้นำ) สิงโต (อำนาจ) มังกร (โชคลาภ) นกยูง (มงคล) หงส์ (เจริญรุ่งเรือง) กบสามขา (เพิ่มพูนเงินทอง) ม้า (พลังความสำเร็จ) และปลา (มั่งคั่งร่ำรวย)
"ใยทุเรียนยังถือเป็นเส้นใยจากไม้มงคลประเภทหนึ่ง เมื่อนำมาทอผ่านลวดลายสัตว์มงคล ซึ่งเป็นการถอดสัญลักษณ์ตามทฤษฎีสัญวิทยา นี่คือการผสมผสานระหว่างความเชื่อทางวัฒนธรรมกับนวัตกรรมสมัยใหม่ เป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ในมิติที่ลึกซึ้งกว่าแค่การใช้งาน แต่ยังเป็นการยึดเหนี่ยวจิตใจและส่งเสริมความเชื่อเรื่องสิริมงคล" ดร.อุษา กล่าวถึงจุดเด่นของแบรนด์
MUW.OFFICIAL มีผลิตภัณฑ์หลากหลายประเภท ตั้งแต่เครื่องแต่งกาย กระเป๋า รองเท้า เครื่องประดับ ไปจนถึงผลิตภัณฑ์ตกแต่งบ้าน ทั้งหมดผลิตผ่านกรรมวิธีทางธรรมชาติและภูมิปัญญาการทอมือ
โดนใจ Gen Y สายมู
แบรนด์ MUW.OFFICIAL เปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อปี 2567 โดยใช้ช่องทางออนไลน์ในการสื่อสารการตลาดและขายผลิตภัณฑ์ กลุ่มเป้าหมายหลักคือ Generation Y อายุ 27-42 ปี ซึ่งมีทั้งคนทำงานประจำที่ต้องการประสบความสำเร็จ และกลุ่มผู้ประกอบการรุ่นเยาว์ที่อยากประสบความสำเร็จทางธุรกิจ
จากการสัมภาษณ์ผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมาย พบว่าทั้งสองกลุ่มนี้มีลักษณะร่วมกันคือความปรารถนาที่จะประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานตั้งแต่อายุยังน้อย และในขณะเดียวกัน ก็ตระหนักรู้ด้านสิ่งแวดล้อม สนใจผลิตภัณฑ์จากวัสดุธรรมชาติ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและยั่งยืน รวมถึงสนใจผลิตภัณฑ์เสริมสิริมงคลที่ช่วยยึดเหนี่ยวจิตใจ
การผสานระหว่างความเชื่อเรื่องมงคลกับความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมทำให้ผลิตภัณฑ์จากเส้นใยทุเรียนตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มลูกค้า Gen Y ได้อย่างลงตัว เมื่อนำผลิตภัณฑ์ลงสู่ตลาดจริงผ่านการออกบูธ ก็ได้รับผลตอบรับที่เกินความคาดหมาย สะท้อนให้เห็นว่ากลุ่มตลาดเป้าหมายที่กำหนดไว้ตั้งแต่ต้นถูกต้องและตรงกับความต้องการที่แท้จริงของผู้บริโภค
สร้างห่วงโซ่คุณค่าตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ
ดร.อุษา กล่าวว่าการมีทางเลือกใหม่ในการจัดการเศษเหลือทิ้งไม่เพียงแต่แก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่ยังสร้างห่วงโซ่คุณค่าใหม่ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ
ชุมชนในจังหวัดจันทบุรีและพื้นที่อื่นๆ ที่มีเศษเหลือทิ้งจากทุเรียนสามารถสร้างรายได้เสริม ลดปัญหาสิ่งแวดล้อม และยกระดับทักษะของช่างทอผ้าในชุมชน ภาครัฐได้รับองค์ความรู้ใหม่ที่สามารถนำไปต่อยอดและขยายผลสู่ชุมชนอื่นๆ และภาคเอกชนได้รับการสนับสนุนในการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากเส้นใยธรรมชาติ นำไปสู่การปรับตัวลดต้นทุนการผลิตในอนาคต โดยเฉพาะการลดการนำเข้าเส้นใยจากต่างประเทศ
"การพัฒนาผลิตภัณฑ์ชิ้นนี้เป็นการต่อยอดสู่การเป็น Soft Power ของไทยเพราะเป็นการผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นกับนวัตกรรมสมัยใหม่ สร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่มีเอกลักษณ์ ผ่านการเล่าเรื่องของวัฒนธรรม ความเชื่อ และความคิดสร้างสรรค์ที่หยั่งรากลึกในสังคมไทย ซึ่งแนวทางนี้จะนำไปต่อการยอดพัฒนา โดยสามารถปรับใช้ในพื้นที่อื่น ๆ ของประเทศไทยที่มีเหลือทิ้งจากพืชเศรษฐกิจ รวมถึงการพัฒนาปรับใช้กับวัสดุอื่น ๆ ที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงกันได้ เพราะสิ่งนี้ไม่ใช่แค่การแก้ปัญหาเศษเหลือทิ้ง แต่เป็นการสร้างระบบนิเวศใหม่ที่ยั่งยืน เชื่อมโยงตั้งแต่เกษตรกร ชุมชน อุตสาหกรรม ไปจนถึงผู้บริโภค" ดร.อุษา กล่าวปิดท้าย
นวัตกรรมเส้นใยจากเปลือกทุเรียนนับเป็นอีกหนึ่งต้นแบบของการพัฒนาที่ยั่งยืนเพื่อแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมจากเศษเหลือทิ้งในภาคการเกษตร และยังเป็นการสร้างวงจรเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และเสริมสร้างคุณค่าให้กับเศรษฐกิจสีเขียว (BCG Economy Model) อย่างเป็นรูปธรรม พิสูจน์ให้เห็นว่าด้วยความคิดสร้างสรรค์และความมุ่งมั่น สิ่งที่ดูเหมือนเป็นปัญหาก็สามารถกลายเป็นโอกาสทองที่นำพาสังคมไปสู่อนาคต

เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ