กระทรวงยุติธรรม กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ร่วมกันแถลงข่าวความคืบหน้าผลสอบสวนการจัดทำ MOU ระหว่างกระทรวงดีอีกับกลุ่มทุนต่างชาติ กรณีการสแกนม่านตาเพื่อแลกเหรียญคริปโทเคอร์เรนซี ซึ่งมีประชาชนหลงเชื่อและถูกสแกนเก็บอัตลักษณ์ม่านตาซึ่งเป็นข้อมูลส่วนบุคคลที่อ่อนไหวไปแล้วกว่า 1.2 ล้านราย
กรณีดังกล่าวสืบเนื่องจาก สคส.ได้ส่งเรื่องการสแกนม่านตาแลกเหรียญคริปโทเคอร์เรนซีมาให้ DSI ดำเนินการ เนื่องจากมีความเห็นจากคณะผู้เชี่ยวชาญฯ ระบุว่า ข้อมูลม่านตาดังกล่าวเป็นข้อมูลส่วนบุคคลประเภทอ่อนไหวที่ต้องได้รับความยินยอมโดยชัดแจ้งจากผู้ที่ถูกเก็บข้อมูลในการจัดเก็บข้อมูลนั้น ซึ่งทางการสืบสวนพบเพียงหลักฐานว่ากลุ่มประชาชนที่มาสแกนม่านตาส่วนใหญ่ถูกจูงใจจากการแจกเหรียญคริปโทเคอร์เรนซี โดยไม่เข้าใจหรือทราบว่าได้ให้ความยินยอมในการจัดเก็บข้อมูลม่านตา เพียงแต่ทำตามขั้นตอนที่ระบุไว้ในแอปพลิเคชันเท่านั้น ซึ่งเป็นไปได้ว่าการดำเนินการขอความยินยอมดังกล่าวอาจมีความคลุมเครือหรือถูกบิดเบือนทำให้ผู้สแกนม่านตาไม่สามารถเข้าใจได้ และทางการสืบสวนของ DSI พบข้อเท็จจริงดังกล่าว รวมทั้งพบว่าในส่วนของกลุ่มบริษัทที่นำเข้าโครงการสแกนม่านตามีความเชื่อมโยงกับการจัดทำ MOU ระหว่างกระทรวง DE กับกลุ่มทุนต่างชาติ ในแง่ของตัวบุคคลและการลงทุน รวมถึงชื่อบริษัทที่มีความสัมพันธ์กับโครงการ TIDC (Thailand International Digital Business & Finance Centre) ตามที่ถูกระบุไว้ใน MOU
"เป็นการทำสัญญากับบริษัทต่างประเทศในระยะเวลาอันสั้น 2-3 วันซึ่งผิดปกติ ที่ผ่านมากระทรวงฯ มีการเซ็น MOU กับบริษัทต่างประเทศมาแล้วหลายบริษัท ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 3 เดือน เพราะต้องมีกระบวนการที่ต้องผ่านความเห็นจากหลายหน่วยงาน และมีข้อกังวลจากสำนักงานอัยการสูงสุด" นายไชยชนก กล่าวนอกจากนี้จากการตรวจสอบการดำเนินการในโครงการสแกนม่านตายังตรวจพบความผิดปกติในการบริหารโครงการ และการแบ่งผลประโยชน์จากเหรียญคริปโทเคอร์เรนซีที่ได้รับจากต่างประเทศ เบื้องต้นมีมูลเข้าข่ายเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 14 ที่อยู่ในหน้าที่และอำนาจของ DSI อธิบดี DSI จึงได้อนุมัติให้ทำการสอบสวนกรณีดังกล่าวเป็นคดีพิเศษที่ 148/2568

ขณะที่กระทรวง DE ได้มีการตรวจสอบเกี่ยวกับการลงนามบันทึกความตกลงร่วมกัน หรือ MOU ระหว่างหน่วยงานของรัฐ และภาคเอกชนจากต่างประเทศ ซึ่งได้ตรวจสอบเสร็จสิ้นแล้วพบว่ามีหลักฐานว่าการดำเนินการดังกล่าวไม่เป็นไปตาม MOU และพบหลักฐานสำคัญอื่นอีกหลายประการอันจะเป็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการสอบสวนคดีพิเศษ โดยได้ส่งมอบข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานดังกล่าวให้ DSI เพื่อประกอบการสืบสวนสอบสวน
ในประเด็นดังกล่าว หากพนักงานสอบสวนคดีพิเศษพบความผิดอาญาอย่างอื่นที่เกี่ยวข้องก็จะได้ทำการสอบสวนต่อไป รวมทั้งหากพบว่ามีเจ้าหน้าที่ของรัฐเข้าไปเกี่ยวข้องในการดำเนินการ อันจะอยู่ในหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2560 DSI จะได้ดำเนินการให้เป็นไปตามกฏหมายต่อไป เพื่อทำความจริงให้ปรากฏและเพื่อคุ้มครองสิทธิของประชาชนและรักษาประโยชน์สาธารณะต่อไป
นางพรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ ก.ล.ต. เปิดเผยว่า ก.ล.ต. ได้ติดตามและตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีที่เกี่ยวข้องกับเหรียญ Worldcoin (WLD) และกิจกรรมการสแกนม่านตามาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการให้บริการสแกนม่านตาเพื่อรับเหรียญ WLD และกิจกรรมที่อาจเข้าข่ายเป็นการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลโดยไม่ได้รับอนุญาตตามพระราชกำหนดการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ. 2561 (พ.ร.ก. สินทรัพย์ดิจิทัลฯ) ซึ่ง ก.ล.ต. ได้ประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (กระทรวงดีอี) กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เพื่อเร่งขยายผลการตรวจสอบในเชิงลึก
ที่ผ่านมาในเดือนตุลาคม 2568 ก.ล.ต. ได้ร่วมกับ บช.สอท. เข้าตรวจสอบการให้บริการรับแลกเหรียญ WLD ณ จุดสแกนม่านตา รวมถึงจับกุมผู้ต้องสงสัยที่เข้าข่ายเป็นการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลโดยไม่ได้รับอนุญาต พร้อมกับให้ข้อมูลสนับสนุนการดำเนินการของพนักงานสอบสวน ต่อมาเมื่อวันที่ 9 มกราคม 2569 ก.ล.ต. จึงได้กล่าวโทษผู้กระทำผิดต่อกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) ในความผิดกรณีกระทำการเข้าข่ายประกอบธุรกิจผู้ค้าสินทรัพย์ดิจิทัลโดยไม่ได้รับอนุญาตตาม พ.ร.ก. สินทรัพย์ดิจิทัลฯ จำนวน 5 ราย
สำหรับในการตรวจสอบเพื่อคุ้มครองประชาชนและผู้ลงทุน ภายหลังเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2568 สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) มีคำสั่งให้ผู้ให้บริการและบุคคลที่เกี่ยวข้อง ระงับหรืองดการเก็บรวบรวมข้อมูลม่านตา รวมถึงให้ลบหรือทำลายข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวโดยทันที เพื่อป้องกันการนำข้อมูลไปใช้โดยไม่ถูกต้อง ก.ล.ต. ได้กำชับให้ผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลที่ให้บริการเหรียญ WLD สื่อสารกับลูกค้าให้ชัดเจนผ่านช่องทางต่าง ๆ รวมทั้งขึ้นเครื่องหมายแจ้งเตือนเกี่ยวกับเหรียญ WLD บนแพลตฟอร์ม โดยเน้นย้ำให้ผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลคำนึงถึงประโยชน์และผลกระทบของลูกค้าเป็นสำคัญ
ขณะนี้ ก.ล.ต. อยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อมูลที่เกี่ยวข้องว่า การให้บริการของ World App และ Mini App มีลักษณะเข้าข่ายเป็นการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลโดยไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายหรือไม่ ซึ่งหากพบว่ามีการฝ่าฝืน ก.ล.ต. จะดำเนินการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไป ส่วนกรณีข้อสรุปเกี่ยวกับการสแกนม่านตาเพื่อรับเหรียญ WLD ผิดกฎหมาย ก.ล.ต. หรือไม่ เนื่องจากเรื่องดังกล่าวมีข้อเท็จจริงเพิ่มเติม โดย ก.ล.ต. อยู่ระหว่างการดำเนินการตรวจสอบ
"ความคืบหน้าดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ก.ล.ต. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และดำเนินการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังเมื่อพบการฝ่าฝืน เพื่อคุ้มครองผู้ลงทุนและประชาชนอย่างรอบด้าน" เลขาธิการ ก.ล.ต. กล่าว