ในขณะที่โลกกำลังก้าวสู่ยุคพลังงานสะอาดด้วยการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) อย่างแพร่หลาย ความท้าทายสำคัญที่ตามมาคือ "วิกฤตขยะแบตเตอรี่ EV" จากแบตเตอรี่ที่เสื่อมสภาพจำนวนมากและต้องได้รับการจัดการในระยะยาว หากขาดระบบบริหารจัดการที่เหมาะสม ย่อมก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมพลังงานยุคใหม่
เมื่อกลางเดือนมกราคม 2569 รัฐบาลจีนประกาศมาตรการใหม่ในระดับประเทศ คือ การบังคับใช้ระบบ Digital Identity ของแบตเตอรี่ EV ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2569 และถือเป็นหนึ่งในจิ๊กซอว์สำคัญที่จะเปลี่ยนแปลงวิธีการจัดการแบตเตอรี่ตลอดทั้งวงจรชีวิตอย่างแท้จริง
จีนกำลังเผชิญกับ การเติบโตของ EV ที่เร็วที่สุดในโลก โดยยอดผลิตและยอดขายยานยนต์ EV ในปี 2025 สูงกว่า 16 ล้านคัน ซึ่งคิดเป็นกว่าครึ่งหนึ่งของยอดขายรถใหม่ทั้งหมดในประเทศ การเติบโตดังกล่าวนำมาซึ่งความท้าทายเกี่ยวกับการจัดการแบตเตอรี่ที่เสื่อมสภาพซึ่งคาดว่าจะ เกินกว่า 1 ล้านตันต่อปีภายในปี 2030 หากไม่นับรวมแบตเตอรี่ที่ถูกนำกลับไปใช้ประโยชน์ซ้ำหรือรีไซเคิลแล้ว
รัฐบาลจีน โดย กระทรวงอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศ (Ministry of Industry and Information Technology: MIIT) ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จึงออก มาตรการชั่วคราวด้านการจัดการและการใช้ประโยชน์จากแบตเตอรี่ EV ที่ปลดระวางแล้ว หรือ"Interim Measures for the Management of Recycling and Comprehensive Utilization of Retired Power Batteries of NEVs" ซึ่งเป็นกฎระเบียบหลักที่กำหนดให้ทุกแบตเตอรี่ต้อง
มี รหัสประจำตัวดิจิทัล (Digital ID) ที่ติดตามวงจรชีวิตตั้งแต่การผลิต ติดตั้งบนรถ การซ่อมบำรุง การเปลี่ยนแบตเตอรี่ จนถึงการรีไซเคิลและการนำกลับมาใช้ใหม่
แบตเตอรี่ต้อง ติดกับตัวรถตลอดเวลาที่นำรถไปทำลายซาก เพื่อป้องกันไม่ให้เข้าสู่ตลาดมืด หรือโรงงานผิดกฎหมาย
ข้อมูลต่าง ๆ เช่น วันขายรถ รหัสแบตเตอรี่ และข้อมูลทางเทคนิคต้องถูกบันทึกไว้ในฐานข้อมูลกลางและรายงานให้หน่วยงานกำกับทราบ
ระบบ Digital ID นี้ไม่ได้เป็นเพียง "เลขรหัสธรรมดา" แต่ เป็นฐานข้อมูลแบบครบวงจร (Full-Lifecycle Traceability) ที่ช่วยให้รัฐและภาคอุตสาหกรรมสามารถควบคุมและติดตามแบตเตอรี่ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดยเฉพาะเมื่อการรีไซเคิลแบตเตอรี่ที่เสื่อมสภาพเข้ามามีบทบาทสำคัญทั้งในด้านเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม
แม้แนวคิดของ แบตเตอรี่พาสปอร์ต จะถูกพูดถึงทั่วโลก แต่การกำกับดูแลโดยภาครัฐในแต่ละภูมิภาค แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ:
จีนให้ความสำคัญกับความมั่นคงทางทรัพยากรและเน้นการควบคุมโดยรัฐ : ระบบ Digital ID ของจีนมุ่งเน้นไปที่ การติดตามแบตเตอรี่ตลอดทั้งวงจร เพื่อป้องกันไม่ให้เข้าสู่ตลาดมืด และเพื่อให้สามารถ ดึงทรัพยากรที่มีค่ากลับมาใช้ใหม่ได้อย่างเต็มที่ เช่น ลิเธียม นิกเกิล โคบอลต์ และแมงกานีส ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของห่วงโซ่ผลิตแบตเตอรี่ภายในประเทศเอง
นอกจากนั้น รัฐยังกำหนดให้ผู้ผลิตแบตเตอรี่และผู้ผลิตรถยนต์ต้องรับผิดชอบในการรีไซเคิลแบตเตอรี่ที่ปลดระวาง และต้องตั้งสถานีรับคืนแบตเตอรี่ในพื้นที่ที่มีการขายสินค้า เพื่อไม่ให้แบตเตอรี่เหล่านี้ "หาย" ไปจากระบบตรวจสอบ
สหภาพยุโรป เน้นความโปร่งใสและจริยธรรมต่อสิ่งแวดล้อม : หากมองจีนเป็นตัวอย่างของรัฐที่ใช้ Digital Identity เพื่อ "คุมทรัพยากรเชิงยุทธศาสตร์" ฝั่งสหภาพยุโรป (EU) กลับเน้นให้ความสำคัญต่อ EU Battery Passport ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของ EU Battery Regulation (Regulation (EU) 2023/1542) ที่ประกาศใช้แล้ว และจะเริ่มบังคับใช้กับแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าอย่างเต็มรูปแบบในช่วงปี 2570 (2027) เป็นต้นไป
EU Battery Passport ไม่ใช่เพียงฐานข้อมูลด้านเทคนิค แต่เป็นเครื่องมือเชิงนโยบาย ที่ใช้ "ความโปร่งใส" เป็นกลไกบังคับตลาด โดยกำหนดให้แบตเตอรี่ EV และแบตเตอรี่อุตสาหกรรมที่มีความจุเกิน 2 kWh ต้องมี "แบตเตอรี่พาสปอร์ต" ที่ทุกคนสามารถเข้าถึงข้อมูลสำคัญตลอดวงจรชีวิตของแบตเตอรี่ได้
Battery Passport ของ EU ครอบคลุม ข้อมูลที่ต้องเปิดเผย อย่างน้อย 5 ด้านหลัก ได้แก่
1. Carbon Footprint ตลอดห่วงโซ่การผลิต: ตั้งแต่การทำเหมือง การแปรรูปวัตถุดิบ การผลิตเซลล์แบตเตอรี่ การประกอบ ไปจนถึงการขนส่ง ในระยะต่อไป EU มีแผนกำหนด เพดานคาร์บอน (Carbon Threshold) หากแบตเตอรี่มี Carbon Footprint สูงเกินเกณฑ์ จะไม่สามารถวางจำหน่ายในตลาด EU ได้
2.แหล่งที่มาของแร่ธาตุสำคัญ (Critical Raw Materials): เช่น ลิเธียม โคบอลต์ นิกเกิล และแมงกานีส ผู้ผลิตต้องแสดงให้เห็นว่าการทำเหมืองแร่เหล่านี้ ไม่เกี่ยวข้องกับการใช้แรงงานเด็ก การละเมิดสิทธิมนุษยชน หรือเป็นเหมืองที่ผิดกฎหมาย
3.สัดส่วนวัสดุรีไซเคิล (Recycled Content): EU กำหนดเป้าหมายขั้นต่ำของการใช้วัสดุรีไซเคิลในแบตเตอรี่รุ่นใหม่ เช่น โคบอลต์ ลิเธียม นิกเกิล เป็นต้น เพื่อผลักดันเศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างเป็นรูปธรรม
4.ข้อมูลด้านสมรรถนะและอายุการใช้งาน: เช่น ความจุแบตเตอรี่ ความสามารถในการชาร์จ-คายประจุ และสถานะสุขภาพแบตเตอรี่ (State of Health) ซึ่งมีผลต่อการตัดสินใจว่าจะนำแบตเตอรี่ไป ใช้ซ้ำ (Second-life) หรือส่งเข้ารีไซเคิล
5.แนวทางการจัดการเมื่อสิ้นอายุการใช้งาน: ต้องระบุผู้รับผิดชอบในการเก็บคืนแบตเตอรี่ และช่องทางการรีไซเคิลที่ได้รับการรับรอง
ขณะที่จีนและสหภาพยุโรปเริ่มบังคับใช้กฎระเบียบและกำกับดูแลการจัดการแบตเตอรี่ EV ที่ปลดระวางอย่างเข้มงวด หากประเทศไทยยังขาดกฎหมายและการกำกับดูแลที่เข้มแข็ง เช่น Digital Identity, Battery Passport และหลักการ EPR (Extended Producer Responsibility) อันเป็นหลักการที่กำหนดให้ผู้ผลิตต้องขยายความรับผิดชอบต่อสินค้าและบรรจุภัณฑ์ของตนเอง ไทยอาจกลายเป็น "ที่ทิ้งขยะอีเล็กทรอนิกส์ขนาดใหญ่" ของภูมิภาค
เมื่อประเทศต่าง ๆ ได้ยกระดับมาตรฐานการคัดกรองให้เข้มงวดมากขึ้น แบตเตอรี่ EV ที่เสื่อมสภาพอาจถูกส่งมายังประเทศที่กฎระเบียบยังไม่รัดกุม นำไปสู่การตั้งโรงงานผิดกฎหมาย ก่อให้เกิดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม ผลกระทบต่อสุขภาพ และต้นทุนทางสังคมจำนวนมหาศาล ถึงเวลาแล้วที่ไทยต้องเปลี่ยนจาก "ผู้รับขยะ" เป็น "ผู้บริหารจัดการทรัพยากร" วางระบบอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันและความยั่งยืนในระยะยาว ไม่ทิ้งมลพิษไว้เป็นมรดกแก่คนรุ่นหลัง
ดุษดี ดุษฎีพาณิชย์
ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย ESG การค้าการลงทุน และอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ