Power of The Act: เราเป็นผู้กำหนดทิศทางและธรรมาภิบาลพลังงานไทยผ่านการเลือกตั้ง

ข่าวทั่วไป Wednesday February 18, 2026 17:04 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

Power of The Act: เราเป็นผู้กำหนดทิศทางและธรรมาภิบาลพลังงานไทยผ่านการเลือกตั้ง

ในเวลาที่ผู้เขียนกำลังเขียน Power of the Act EP ที่ 100 นี้ เราผ่านการเลือกตั้งมา 10 วัน นโยบายพลังงานที่พรรคการเมืองหลาย ๆ พรรคได้หาเสียงไว้ยังคงวนเวียนในความคิด หน้ากระดาษทางวิชาการ การเสนองานวิชาการ และการบรรยายของผู้เขียน

หากเราตั้งหลักตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งบัญญัติว่า "อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย" พวกเราไปออกเสียงเลือกตั้งเพื่อให้มีผู้แทนในรัฐสภาและมีการจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งสะท้อนเจตจำนงของพวกเรา ประเด็นที่น่าคิดคือ คะแนนเสียงที่เราได้ออกเสียงนั้นจะมีบทบาทอย่างไรกับหน่วยงานรัฐในภาคพลังงานทั้ง "ผู้กำหนดนโยบาย (Policy Maker)" "ผู้ประกอบการ (Operator)" และ "ผู้กำกับดูแล (Regulator)"

พวกเราแต่ละคนอาจไม่ได้ลงมือเขียนแผน หรือนโยบายพลังงานของประเทศ และกำหนดอัตราราคาพลังงานเอง ไม่ได้บริหารรัฐวิสาหกิจพลังงานเอง และไม่ได้ออกใบอนุญาตและกำกับการคิดราคาพลังงานเอง แต่จะทำอย่างไรให้หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง สะท้อนเจตจำนงของเราออกมาให้มากที่สุด

ผู้ใช้ไฟฟ้ามีสิทธิตามประกาศ กกพ. เรื่อง คำประกาศสิทธิของผู้ใช้บริการไฟฟ้า พ.ศ. 2565 รับรอง "สิทธิที่จะจ่ายอัตราค่าบริการไฟฟ้าในอัตราที่เป็นธรรม โปร่งใส ตรวจสอบได้" ค่าไฟฟ้าที่ผู้ใช้ไฟฟ้า "ต้องจ่าย" จะเป็นราคาที่เหมาะสมและเป็นธรรมหรือไม่นั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับต้นทุนของเชื้อเพลิงที่ใช้ในการผลิตไฟฟ้า ซึ่งเป็นการคำนวณในทางคณิตศาสตร์เพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลลัพธ์ของการทำงานร่วมกันของฝ่ายนโยบาย ผู้กำกับดูแล และผู้ประกอบการอย่างการไฟฟ้าทั้งสาม คะแนนเสียงที่ "ผู้ใช้พลังงาน" ได้ออกผ่านการเลือกตั้งทั่วไปนั้น เป็นรากฐานของการใช้อำนาจและการทำงานร่วมกันของหน่วยงานรัฐเหล่านี้อย่างไร เหตุใดการเลือกตั้งโดยตรงและลับนั้น เป็นทั้งเส้นทางที่นำไปสู่การปกครองแบบประชาธิปไตย และขณะเดียวกัน ก็เป็นเส้นทางสู่ธรรมาภิบาลพลังงาน (Energy Governance) ที่รัฐเอาผู้ใช้พลังงานเป็นศูนย์กลางของภาคพลังงาน

*หน่วยงานรัฐในภาคพลังงาน

ในประเทศไทย องค์กรที่มีบทบาทสำคัญที่รับผิดชอบกำหนดนโยบายพลังงานที่สำคัญ คือ คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ระบบพลังงานไทยอาศัยการลงมือประกอบกิจการไฟฟ้าจากการไฟฟ้าทั้งสาม ประกอบด้วย กฟผ. กฟน. และ กฟภ. รับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนและเป็นเจ้าของระบบโครงข่ายไฟฟ้าเกือบทั้งหมดในประเทศ โดยที่มีคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เป็นผู้ใช้อำนาจกำกับดูแลการประกอบกิจการ (Regulatory Power)

แม้จะมีการแยกบทบาทของหน่วยงานแต่ละหน่วยให้ชัดว่า หน่วยงานใดมีภารกิจใด แต่เมื่อพิจารณาโครงสร้างทางอำนาจตามกฎหมายแล้ว ทุก ๆ หน่วยงานล้วนมีความเชื่อมโยงกับ "คณะรัฐมนตรี (ครม.)" ในฐานะฝ่ายบริหารที่แสดงถึงเจตจำนงของปวงชนอย่างมีนัยสำคัญ คำถามคือ หากพรรคการเมืองได้กล่าวถึงนโยบายพลังงานสะอาด และค่าไฟที่เป็นธรรมเอาไว้ คำพูดเหล่านี้จะผูกพันการใช้อำนาจของหน่วยงานรัฐต่าง ๆ อย่างไร?

สิ่งที่ ครม.ตัดสินใจในรูปของมติ ครม.นั้น สามารถอนุมัติแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (PDP) ซึ่งเป็นแผนแม่บทของการกำหนดทิศทางการรับซื้อไฟฟ้าตามที่ กพช. เสนอ และมีพลังที่จะอนุมัติโครงสร้างกิจการไฟฟ้าแบบผู้รับซื้อรายเดียว ดังเช่นที่ปรากฎตาม ครม.ในการประชุมเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2546 มีมติเห็นชอบตามมติ กพช. ครั้งที่ 3/2546 (ครั้งที่ 95) ซึ่งเห็นชอบการปรับโครงสร้างกิจการไฟฟ้าแบบ Enhanced Single Buyer (ESB))

เราอาจมอง PDP เป็น "แผนการ" ที่รัฐพยากรณ์ความต้องการไฟฟ้าให้สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาอย่างไร การลงทุนในการขยายกำลังการผลิตไฟฟ้า เพื่อรองรับความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นนั้นควรอยู่ในระดับใด จะให้เอกชนเข้ามีส่วนร่วมในการผลิต และจำหน่ายไฟฟ้ามากน้อยเพียงใด คำถามที่ตามมาคือ แผน PDP ที่ ครม. เห็นชอบตามที่ กพช. เสนอนั้น จะผูกพันการใช้อำนาจของหน่วยงานรัฐต่าง ๆ อย่างไร?

*นโยบายพลังงานที่หาเสียงเอาไว้ กลายเป็นหน้าที่บริหารราชการแผ่นดิน

ครม.ซึ่งมีความเชื่อมโยงทางประชาธิปไตยกับประชาชน จากการที่ประชาชนเป็นผู้เลือกผู้แทนเข้าไปให้ความเห็นชอบแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี และจัดตั้ง ครม.เพื่อใช้อำนาจในการบริหารประเทศ ครม.ที่ได้รับการแต่งตั้งจะแถลงนโยบายต่อรัฐสภา อันเป็นพันธสัญญาที่ผูกพันรัฐบาลว่าต้องบริหารราชการแผ่นดินตามที่ได้แถลง ตามมาตรา 164 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยซึ่งบัญญัติว่า "ในการบริหารราชการแผ่นดิน คณะรัฐมนตรีต้องดำเนินการตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และนโยบายที่ได้แถลงไว้ต่อรัฐสภา"

ดังนั้นแล้ว เจตจำนงของปวงชนที่จะเลือกว่าประเทศไทยจะมีทิศทางพลังงานอย่างไร ย่อมถูกสะท้อนผ่านนโยบายที่ ครม. แถลง (เราเลือก ครม. และ ครม. บอกสิ่งที่จะทำกับรัฐสภาอีกด้วย)

สายสัมพันธ์ที่เชื่อมโยงให้ผู้ใช้พลังงานมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายพลังงานของประเทศ จึงเกิดผ่านโครงสร้างผู้แทนราษฎรในระบบรัฐสภา ครม.เกิดจากเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งอาจมีส่วนผสมจากหลายพรรคการเมือง แต่ไม่ว่าจะมีส่วนผสมอย่างไร ผู้เขียนเห็นว่าภาระรับผิดชอบของ ครม. ที่จะต้องไม่บิดพลิ้วกับสิ่งที่หาเสียงเอาไว้ และการทำสิ่งที่ได้รับความไว้วางใจย่อมต้องมีอยู่ และไม่ถูกเจือจางลง

ไม่ว่าจะมีองค์ประกอบทางการเมืองแบบใด ครม. สามารถยึดธรรมาภิบาลพลังงาน (Energy Governance) กล่าวคือ การกำหนดให้มีเป้าหมายสำหรับระบบพลังงานของประเทศ เพื่อให้ "ประชาชนพ้นจากความยากจน ลดความไม่เท่าเทียม หรือความเหลื่อมล้ำทางสังคม สนับสนุนสิทธิมนุษยชน และตอบสนองต่อประโยชน์สาธารณะ แทนที่จะเป็นประโยชน์แก่คนบางกลุ่มเป็นการเฉพาะ"

*ปวงชนกับการออกแบบ PDP

การพยากรณ์ความต้องการพลังงาน การจัดหาพลังงาน บทบาทของรัฐและเอกชน การเกิดขึ้นของตลาดพลังงาน ล้วนเป็นสิ่งที่ต้องมี "มืออาชีพ" ทำการศึกษาวิเคราะห์และจัดทำ ในทางเทคนิค (ขั้นการร่าง) เรามี "ส่วนราชการ" คือสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ที่มีอำนาจในตามมาตรา 10(1) แห่งพระราชบัญญัติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ พ.ศ. 2535 "ศึกษาและวิเคราะห์นโยบายและแผนการบริหารและพัฒนาพลังงานของประเทศ เพื่อเสนอต่อคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ" เมื่อ สนพ. เป็นส่วนราชการแล้ว ครม. ย่อมบริหารราชการแผ่นดินให้ สนพ. ใช้อำนาจของตนให้สะท้อนและไม่บิดพลิ้วจากเจตจำนงด้านพลังงานของปวงชน

อย่างไรก็ตาม ปวงชนในฐานะผู้ใช้พลังงาน ไม่ควรจะถูกบีบให้ "ลุ้นผล" ปลายทางของการออกแบบ PDP เท่านั้น พวกเรามีสิทธิมนุษยชนที่จะมีส่วนร่วมในการออกแบบแผนพลังงาน แม้จะไม่ได้เขียนแผนด้วยมือตัวเอง ในประเด็นกระบวนการรับฟังความคิดเห็นต่อร่างนโยบายและแผนการบริหารและพัฒนาพลังงานของประเทศ เป็นอีกหนึ่งในกระบวนการที่เปิดโอกาสให้ผู้ใช้พลังงานมีส่วนร่วมในกระบวนการจัดทำแผน PDP ของประเทศ และถึงแม้ "การให้ความเห็น" จะแตกต่างจาก "การมีอำนาจตัดสินใจ" ก็ตาม แต่ถือเป็นกลไกหนึ่งที่เปิดพื้นที่ให้ประชาชนผู้ใช้พลังงานได้เข้ามามีส่วนร่วม อันเป็นหนึ่งในหลักการตามประชาธิปไตย (ทางพลังงาน) สิทธิในการมีส่วนร่วม (Right To Participate) นี้เป็นสิทธิมนุษยชน

เมื่อ สนพ. ได้ทำร่างแผน PDP ซึ่งผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของปวงชนแล้ว คนที่จะ "รับไม้ต่อ" คือ กพช. ซึ่งมีอำนาจในการเสนอนโยบายและแผนการบริหารและพัฒนาพลังงานของประเทศต่อ ครม. ตามมาตรา 6(1) แห่งพระราชบัญญัติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ พ.ศ. 2535

กพช. เชื่อมโยงกับปวงชนเนื่องจากองค์ประกอบของ กพช. ตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ พ.ศ. 2535 กำหนดให้มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน กพช. โดยตำแหน่งและมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอีกหลายกระทรวง ประกอบเข้าเป็นคณะกรรมการ หากรัฐบาลจริงใจที่จะเอานโยบายพลังงานที่ได้หาเสียงเอาไว้มาทำให้เกิดขึ้นจริง ย่อมทำได้ผ่านการใช้อำนาจตามกฎหมายนี้

โครงสร้างทางอำนาจดังกล่าวทำให้แผน PDP ในทางทฤษฎีมีรากฐานจากเจตจำนงของประชาชนผ่านการเลือกตั้ง ดังนั้น การออกแบบและการกำหนดต้นทุนที่ผู้ใช้พลังงานต้องจ่าย จะเป็นไปตามความต้องการของประชาชนมากน้อยเพียงใดนั้น จะขึ้นอยู่กับ "ครม." เป็นองค์ประกอบสำคัญ

หาก ครม. ดังกล่าวที่แม้จะมีส่วนผสมจากหลายพรรคการเมือง ต่างตระหนักได้ว่าพลังงานเป็นปัจจัยพื้นฐานของการดำรงชีวิต การสนับสนุนมนุษยธรรมสามารถมีได้ผ่านนโยบายพลังงาน และกำหนดให้เป็นไปเพื่อประโยชน์สาธารณะไม่ใช่แค่เพื่อประโยชน์ของคนบางกลุ่ม การตัดสินใจภายใต้หลักการข้างต้นของ ครม. และ กพช. นั้น ย่อมถือว่าเป็นไปตามหลักธรรมาภิบาลทางพลังงาน (ที่รัฐตัดสินใจโดยเอาประชาชนเป็นศูนย์กลาง) ซึ่งหากเป็นเช่นนี้ ก็จะถือว่าเป็นการที่ ครม. ให้ความเห็นชอบ การตัดสินใจในแผน PDP จึงเป็นการ "ล็อก" ทิศทางตลาดไฟฟ้าล่วงหน้า และทำให้ต้นทุนทางพลังงานบางส่วนกลายเป็นสิ่งที่ย้อนกลับไม่ได้ และไม่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงในปัจจุบัน

*ผลบังคับผูกพันของ PDP ที่ได้รับความเห็นชอบตามมติ ครม. ต่อรัฐวิสาหกิจ

ครม. มี "อำนาจ" ในการเห็นชอบแผน PDP ที่ กพช. เสนอ (เช่น การกำหนดโครงสร้างกิจการไฟฟ้าแบบผู้รับซื้อรายเดียวที่เกิดขึ้นแล้วในอดีต) ทั้งมติ ครม. และตัวแผน PDP นั้นไม่ใช่กฎหมาย (สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ได้ให้คำอธิบายเอาไว้อย่างชัดเจนว่า "มติคณะรัฐมนตรีมีสถานะเป็นเพียงคำสั่งของคณะรัฐมนตรี หรือรัฐบาลมิได้มีสถานะเป็นกฎหมาย และจะขัดหรือแย้งกับกฎหมายไม่ได้ แต่มติคณะรัฐมนตรีเป็นบ่อเกิดของกฎหมาย และการปรับปรุง แก้ไข หรือยกเลิกกฎหมายได้")

มติ ครม. คือ คำสั่งหรือข้อสั่งการในการบริหารราชการแผ่นดินของ ครม. หรือ รัฐบาล ซึ่งเป็นองค์กรสูงสุดในการบริหารประเทศ แต่ข้อสั่งการนี้สำคัญอย่างยิ่งต่อทิศทางการประกอบกิจการของการไฟฟ้าทั้งสาม

มติ ครม.เมื่อ วันที่ 9 ธันวาคม 2546 เห็นชอบในหลักการการปรับโครงสร้างกิจการไฟฟ้า ให้เป็นโครงสร้างรูปแบบ Enhanced Single Buyer (ESB) เพื่อให้ระบบไฟฟ้าของประเทศมีความมั่นคงมากขึ้น โดยกำหนดให้ กฟผ. มีบทบาทหลักในการผลิตและส่งไฟฟ้า กฟน. และ กฟภ. มีบทบาทในการจำหน่ายและการค้าปลีกไฟฟ้า ฉะนั้นแล้ว การไฟฟ้าทั้งสามย่อมต้องปฏิบัติตามมติ ครม. ที่ได้เห็นชอบโครงสร้างกิจการไฟฟ้านี้

ตามมาตรา 39 แห่งพระราชบัญญัติการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2511 นั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานมีอำนาจหน้าที่กำกับโดยทั่วไปซึ่งกิจการของ กฟผ. เพื่อการนี้จะสั่งให้ กฟผ. ชี้แจงข้อเท็จจริง แสดงความคิดเห็น ทำรายงาน หรือยับยั้งการกระทำที่ขัดต่อนโยบายของรัฐบาลหรือมติของคณะรัฐมนตรี ตลอดจนมีอำนาจที่จะสั่งให้ปฏิบัติการตามนโยบายของรัฐบาล หรือมติของคณะรัฐมนตรี และสั่งสอบสวน

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน มีอำนาจกำหนดกรอบนโยบายผ่านการเป็น กพช. โดยตำแหน่งแล้ว ยังมีการกำกับดูแลเชิงปฏิบัติการต่อ กฟผ. ให้ปฏิบัติตามอีกชั้นหนึ่ง กล่าวได้ว่าผู้ประกอบการรายใหญ่ในตลาดไฟฟ้าของประเทศไทยอย่าง กฟผ. นอกจากจะต้องดำเนินการภายใต้บทบาทที่มติ ครม. ได้กำหนดโครงสร้างไว้แล้ว ยังรวมถึงการตัดสินใจลงทุนของการไฟฟ้าในฐานะผู้ประกอบการเช่นกัน ชี้ให้เห็นว่าการเข้าสู่ตำแหน่งทางการเมืองของนักการเมือง สามารถเป็นช่องทางหนึ่งในการเข้าสู่อำนาจ "ศูนย์กลาง" สำหรับการกำหนดทิศทางตลาดไฟฟ้าของประเทศไทยได้อย่างมีนัยสำคัญ

หากมติ ครม. ที่กำหนดโครงสร้างกิจการไฟฟ้าแบบ ESB นั้น ไม่ได้รับรองสิทธิของเอกชนในการใช้โครงสร้างไฟฟ้าของการไฟฟ้าเพื่อขายไฟฟ้ากันเอง เพราะในเวลานั้นรัฐบาลให้ความสำคัญกับบทบาทของเอกชนในการผลิตไฟฟ้าเพื่อขายให้รัฐเท่านั้น มติ ครม. ในเวลานั้นยังมองไม่เห็นแนวคิดเรื่อง Third Party Access และการซื้อขายไฟฟ้าสะอาดระหว่างเอกชนผ่านระบบโครงข่ายไฟฟ้าของการไฟฟ้าแล้ว การไฟฟ้าทั้งสามแม้จะมีหน้าที่ต้องยอมให้ผู้ประกอบกิจการไฟฟ้าอื่น เข้าถึงและใช้ระบบโครงข่ายไฟฟ้าของตนตามมาตรา 81 ของพระราชบัญญัติการประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. 2550 ย่อมเกิด "ข้อติดขัด" ที่จะคุ้มครองสิทธิของเอกชนในการใช้โครงข่ายไฟฟ้าของตน แสดงให้เห็นว่าถึงแม้การไฟฟ้าจะมีสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจก็ตาม แต่กฎหมายให้อำนาจรัฐมนตรีกำกับกิจการเพื่อให้เป็นไปตาม "นโยบายของรัฐบาล" และมติ ครม. อีกชั้นหนึ่ง

*เจตจำนงด้านพลังงานของปวงชนกับองค์กรกำกับดูแล

หากผู้ใช้พลังงานประสงค์ที่จะผลิตไฟฟ้าเพื่อใช้เองและขายส่วนที่เกินจากการใช้เองให้ผู้ใช้ไฟฟ้ารายอื่นที่ต้องการไฟฟ้าสะอาดโดยไม่ขายให้รัฐ แต่จะขอใช้โครงข่ายไฟฟ้าของการไฟฟ้า ผู้ใช้ไฟฟ้าทั้งฝั่งผู้ผลิตและผู้ที่จะซื้อมีสิทธิตามกฎหมายหรือไม่? บุคคลเหล่านี้จะขอรับใบอนุญาตประกอบกิจการไฟฟ้าจาก กกพ. ได้หรือไม่? ผู้ใช้ไฟฟ้าบางรายจะไม่ซื้อไฟฟ้าจากการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่าย แต่ซื้อไฟฟ้าสะอาดโดยตรงจากผู้ผลิตเอกชนโดยใช้โครงข่ายไฟฟ้าของการไฟฟ้าได้หรือไม่? กกพ. สามารถใช้อำนาจกำกับดูแลเพื่อ "เปิดตลาดนี้" ได้หรือไม่?

มาตรา 11 วรรคหนึ่ง (1) แห่งพระราชบัญญัติการประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. 2550 บัญญัติให้ กกพ. มีอำนาจหน้าที่กำกับดูแลการประกอบกิจการพลังงานเพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของพระราชบัญญัตินี้ ภายใต้ "กรอบนโยบายของรัฐ" หากตีความตามตัวอักษรแบบเคร่งครัดแล้ว กกพ. ไม่อาจใช้อำนาจกำกับดูแลการประกอบกิจการให้แตกต่างไปจากนโยบายของรัฐได้

ถึงแม้ กกพ. จะเป็นองค์กรกำกับดูแลอิสระ แต่เมื่อการใช้อำนาจนั้นอยู่ภายใต้ "กรอบนโยบายของรัฐ" จึงอาจหมายความได้ว่าผู้กำกับดูแลไม่อาจใช้อำนาจกำกับดูแลที่ขัดแย้ง ไม่สอดคล้อง หรือเป็นสิ่งที่ไม่มีในแผน PDP หรือมติ ครม.ได้ ตราบเท่าที่แผน PDP และมติ ครม. ยังไม่รองรับหรือให้เอกชนสามารถเข้ามีส่วนร่วมในตลาดไฟฟ้าแบบกระจายตัว มีทางเลือก และมิได้มีรัฐเป็นศูนย์กลางแล้ว กกพ. อาจลังเลที่จะใช้อำนาจกำกับดูแล เพื่อให้สิทธิประกอบกิจการไฟฟ้าตามมาตรา 47 แห่งพระราชบัญญัติการประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. 2550

ผู้ใช้ไฟฟ้าจะขอจ่ายค่าไฟฟ้าในอัตราที่ "ลดลง" จากต้นทุนการผลิตพลังงานสะอาดที่ลดลง และไม่ต้องจ่ายค่าความพร้อมจ่าย (AP) ของโรงไฟฟ้าพลังความร้อนที่รัฐได้ให้สัญญาไปแล้วได้หรือไม่ ในทางทฤษฎี กกพ. มีหน้าที่ในการกำหนดอัตราค่าไฟฟ้าตามที่ กพช. ได้กำหนดกรอบอัตราค่าไฟฟ้าผ่านนโยบายของรัฐ โดยมีหน้าที่ตามกฎหมายในการกำหนดอัตราค่าไฟฟ้าให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง เป็นธรรม ทั้งผู้ใช้พลังงานและผู้รับใบอนุญาต ตามมาตรา 65 พระราชบัญญัติการประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. 2550 แต่ทั้งนี้จะต้องเป็นตามนโยบายที่ กพช. ให้ความเห็นชอบ หาก กพช. จริงใจที่ลดต้นทุนที่ผู้ใช้ไฟฟ้าควรต้องจ่าย กพช.ย่อมใช้อำนาจของตนเองได้

ในทางทฤษฎี กกพ. ในฐานะผู้กำกับดูแลอิสระ ควรใช้อำนาจกำกับดูแลที่ตนมีอยู่แล้วตามกฎหมาย สำหรับกำกับดูแลทิศทางการลงทุนที่เกิดขึ้นผ่านระบบใบอนุญาตและกำกับราคาค่าไฟฟ้าให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง การมีระบบถ่วงดุลทางอำนาจที่เหมาะสมระหว่างฝ่ายกำหนดนโยบายและฝ่ายกำกับดูแล เป็นเงื่อนไขสำคัญที่จะทำให้ผู้กำหนดนโยบายไม่สามารถเป็นผู้มีอำนาจเด็ดขาดเหนือตลาดไฟฟ้าทั้งหมดโดยปราศจากการตรวจสอบ มิฉะนั้นราคาค่าไฟฟ้า อาจกลายเป็นหนึ่งในเครื่องมือทางการเมือง มากกว่ากลไกกำหนดราคาที่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง

โดยสรุป ตราบเท่าที่ ครม. และ กพช. มีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางพลังงานของประเทศผ่านการบริหารราชการแผ่นดินที่ต้องสะท้อนนโยบายพลังงานที่ได้แถลงต่อรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญ มีบทบาทในการออกแบบ และเห็นชอบแผน PDP การสั่งการและบริหาร กฟผ. กฟน. และ กฟภ. ตลอดจนมีบทบาทในการกำหนดทิศทางการใช้อำนาจกำกับดูแลของ กกพ. ตราบนั้นเจตจำนงของปวงชนย่อมมี "หนทาง" ที่จะถูกส่งผ่านไปยังการใช้อำนาจของหน่วยงานของรัฐเหล่านี้ได้

หากพรรคการเมืองที่เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล เคยหาเสียงว่าจะ "สนับสนุนไฟฟ้าสะอาด" หรือ "ส่งเสริมการเปิดเสรีและพัฒนาตลาดไฟฟ้าเอาไว้ ครม. อาจต้องใช้อำนาจที่มีอยู่แล้วในแก้ไขมติ ครม. ที่กำหนดโครงสร้างกิจการไฟฟ้าที่กำหนดให้ประเทศไทย มีโครงสร้างกิจการไฟฟ้าแบบผู้รับซื้อรายเดียวที่จะขัดขวางการผลิตและใช้ไฟฟ้าสะอาด หรือขัดขวางการเปิดเสรีพลังงาน

ผู้เขียนเห็นว่า ครม. ที่ "จริงใจ" กับนโยบายส่งเสริมไฟฟ้าสะอาดและเทคโนโลยีพลังงาน สามารถมีมติให้การไฟฟ้าทั้งสาม "ต้อง" ยอมให้เอกชนใช้โครงข่ายไฟฟ้าของรัฐเพื่อซื้อขายไฟฟ้ากันเอง ตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระหว่างกันเอง ภายใต้แนวคิด Third-Party Access โดยไม่ทำลายความมั่นคงแน่นอนของระบบโครงข่ายไฟฟ้า

ผศ.ดร.ปิติ เอี่ยมจำรูญลาภ ผู้อำนวยการหลักสูตร LL.M. (Business Law)

หลักสูตรนานาชาติ คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ