กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ออกหมายจับนายเบน สมิธ (Mr.Ben Smith) อายุ 47 ปี พร้อมด้วยภรรยา คือ น.ส.แคทรียา บีเวอร์ อายุ 40 ปี ในความผิดฐาน "ร่วมกันฉ้อโกง, สมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป เพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน และได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้สมคบ และได้ร่วมกันฟอกเงิน"
ทั้งนี้ จากพฤติการณ์ตามที่ปรากฏในสื่อต่าง ๆ ประวัติ ของนายเบน สมิธ และน.ส.แคทรียา บีเวอร์ พบว่า นายเบน สมิธ เป็นนักธุรกิจต่างชาติที่ถูกสหรัฐฯ จัดอยู่ในกลุ่มบุคคลเสี่ยงเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับขบวนการสแกมเมอร์ระดับนานาชาติ และการฟอกเงิน ส่วนน.ส.แคทรียา บีเวอร์ ภรรยาของนายเบน สมิธ ซึ่งปรากฏชื่อเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในบริษัทจดทะเบียนไทยหลายแห่ง โดยเฉพาะ บมจ.บางจาก คอร์ปอเรชั่น (BCP) ซึ่งช่วงธ.ค.68 ที่ผ่านมา หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ทำการยึดอายัดทรัพย์สินตามกฎหมายฟอกเงินไว้แล้ว ซึ่งเชื่อว่าในเครือข่ายนี้ อาจมีการกระทำความผิดอื่นด้วย
- เปิดเส้นทางสืบพฤติการณ์ "เบน สมิธ พร้อมภรรยา"
ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) จึงมีคำสั่งตั้งคณะพนักงานสืบสวนสอบสวน ให้ทำการสืบสวนพฤติการณ์ของนายเบน สมิธ กับพวก จนพบว่ามีผู้เสียหายนักลงทุนชาวต่างชาติ ได้รับความเสียหายจากการถูกหลอกลงทุนข้ามชาติ และผู้เสียหายเข้าร้องทุกข์ต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) จากการสืบสวนสอบสวนทราบว่า นายเบน สมิธ พร้อมภรรยา ได้ร่วมกันหลอกลวงผู้เสียหายให้ลงทุนต่อเนื่องหลายโครงการ ทั้งหุ้น อสังหาริมทรัพย์ เครื่องบินเจ็ท และธุรกิจพลังงาน โดยวิธีการสร้างความน่าเชื่อถือต่าง ๆ จนผู้เสียหายหลงเชื่อ ถูกหลอกเงินไปกว่า 1,000 ล้านบาท
จากการสืบสวนสอบสวน พบพฤติการณ์เริ่มตั้งแต่ต้นปี 2559 นักลงทุนชาวต่างชาติ (ผู้เสียหาย) ต้องการขยายการลงทุนเข้ามาในประเทศไทย และได้รู้จักกับ "เบน สมิธ" อ้างตัวเป็นผู้เชี่ยวชาญ และแนะนำด้านการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ไทย ในครั้งแรกได้แนะนำนักธุรกิจและนักการเมืองให้ร่วมลงทุนซื้อหุ้น บมจ. คิวทีซี เอนเนอร์ยี่ โดยได้มีการลงทุนกันจริง จนผู้เสียหายไว้วางใจ
ต่อมา นายเบน สมิธ อาศัยจังหวะนี้ หลอกเงินผู้เสียหายให้ลงทุนในหุ้นเพซ (บมจ.เพซ ดีเวลลอปเมนท์ คอร์ปอเรชั่น หรือ PACE) 700 ล้านบาท โดยให้เจ้าของบริษัทหุ้นเพซ ทำสัญญากู้ยืมเงินและออกเช็คค้ำประกันผลตอบแทน 7% และ 11% เป็นเงินกว่า 762 ล้านบาท เพื่อสร้างความมั่นใจ แต่ให้ น.ส.แคทรียา เป็นผู้บริหารการลงทุนในหุ้นนี้ มีระยะเวลาการบริหารกว่า 1 ปี
โดยในห้วงที่ผู้เสียหายยังเชื่อมั่นไว้วางใจนายเบน สมิธ กับพวก ประกอบกับมีการเดินทางไปดูโครงการต่าง ๆ หลายประเทศ นายเบน สมิธ อาศัยโอกาสนี้ชวนซื้อเครื่องบินเจ็ทส่วนตัว ราคา 255 ล้านบาท เพื่อให้เช่าและใช้ส่วนตัว โดยหลอกเงินมัดจำจากผู้เสียหายไป 21 ล้านบาท เดือนต่อมา นายเบนอาศัยความสนใจของผู้เสียหายในการลงทุนด้านพลังงานไฟฟ้า หลอกเงินผู้เสียหายไปอีก 126 ล้านบาท โดยอ้างว่าจะไปร่วมกับนักลงทุนไทยเพื่อทำธุรกิจ กับการไฟฟ้าแห่งประเทศไทยซ้ำอีก
จนกระทั่งผู้เสียหายพบว่า หุ้นเพซ ไม่มีความเคลื่อนไหว ตามที่ตกลงกันไว้ คนในเครือข่ายของนายเบน จึงเสนอให้จ่ายเงินค่ามัดจำคอนโด 7 ห้อง และค่าบิวท์อินเป็นเงิน 144 ล้านบาท เพื่อตกแต่งและขายให้ได้เงินคืนผู้เสียหาย พร้อมค่าตอบแทนที่สูงกว่าที่ได้ตกลงกันไว้
จนกระทั่งปี 2565 ผู้เสียหายยังไม่ได้รับส่งมอบห้องชุดตามที่ตกลงกัน จึงได้ติดต่อทวงถามมีการบ่ายเบี่ยง และได้ทราบภายหลังว่าห้องชุดทั้งหมดถูกโอนกรรมสิทธิ์ไปยังบุคคลอื่นทั้งหมดแล้ว จึงทราบว่าถูกหลอกลวง
จากการสืบสวนสอบสวน พยานหลักฐานพบว่านายเบน กับภรรยา หลอกลวงเอาทรัพย์สินจากผู้เสียหายโดยอ้างธุรกิจต่าง ๆ หลายครั้งต่อเนื่องกัน แต่ไม่ได้นำเงินไปดำเนินการตามที่ได้ตกลงกันไว้แต่แรก ซึ่งเข้าลักษณะการฉ้อโกงอันเป็นปกติธุระ
ในชั้นนี้ได้ขออนุมัติศาลออกหมายจับนายเบน กับภรรยา ในข้อหาร่วมกันฉ้อโกง และฟอกเงิน ทั้งนี้ได้ขออนุมัติหมายค้นจำนวน 6 จุด ในพื้นที่ภาคกลาง เพื่อตรวจค้นหาพยานเอกสาร พยานบุคคล นิติบุคคลที่เกี่ยวข้องในคดี และในวันที่ 27 ก.พ.69 ชุดสืบสวนสอบสวน คณะพนักงานสืบสวนสอบสวนเข้าปฏิบัติการตรวจค้นตามจุดดังกล่าว ทำการตรวจยึดสิ่งของที่จะเป็นพยานหลักฐานในคดีเพิ่มเติม 13 รายการ คือ
1. คอมพิวเตอร์ตั้งโต้ะ จำนวน 2 เครื่อง
2. สมุดโน้ต จำนวน 1 เล่ม
3. คอมพิวเตอร์พกพา(โน๊ตบุค/แลปท็อป) จำนวน 2 เครื่อง
4. แม็คบุ๊ค จำนวน 1 เครื่อง
5. ไอแพด จำนวน 2 เครื่อง
6. โทรศัพท์เคลื่อนที่ จำนวน 5 เครื่อง
7. อุปกรณ์จัดเก็บหน่วยความจำ Flash Drive Kingston จำนวน 2 ชิ้น
8. เอกสารต่าง ๆ เช่น งบการเงิน รายวันจ่ายประจำปี ตราประทับบริษัท รวม 6 รายการ
ซึ่งอยู่ระหว่างการตรวจสอบพยานหลักฐาน และขยายผล ดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป
ทั้งนี้ ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ได้ประสานไปยังสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เพื่อรายงานมูลฐานคดีฟอกเงินนี้ ไปเพิ่มเติมแล้ว ซึ่งเป็นมูลฐานตั้งแต่ ปี 2559 และมีมูลค่าความเสียหายกว่า 1,000 ล้านบาท เพื่อเป็นประโยชน์และเป็นหลักฐานสำคัญในทรัพย์สินที่ยึดอายัดไว้ในเครือข่ายนี้ต่อไป
อย่างไรก็ดี ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ขอเตือนภัยไปยังประชาชน และนักลงทุน กรณีคดีหลอกลวงลงทุนที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงรูปแบบกลโกงที่มีความซับซ้อน ผู้กระทำผิดมักอ้างตนเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุน มีเครือข่ายบุคคลระดับสูง หรือมีความใกล้ชิดกับบริษัทและหน่วยงานสำคัญ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ
อีกทั้งยังใช้วิธีพาไปพบผู้มีชื่อเสียง อ้างโครงการขนาดใหญ่ หรือกล่าวถึงบริษัทที่เป็นที่รู้จัก พร้อมการรับประกันกำไรเป็นลายลักษณ์อักษร หรือออกเช็คล่วงหน้าเพื่อสร้างความมั่นใจ บางกรณีมีการให้ลงทุนจริงในช่วงแรก เพื่อให้เหยื่อเชื่อใจ ก่อนจะชักชวนให้เพิ่มเงินลงทุนในโครงการใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง เมื่อเหยื่อเริ่มสงสัยก็มักบ่ายเบี่ยง เปลี่ยนเงื่อนไข หรือเสนอทรัพย์สินอื่นมาหักกลบลบหนี้
ทั้งหมดเป็นกลยุทธ์ยืดเวลา และสร้างความสับสน จึงขอให้ประชาชนใช้ความระมัดระวังอย่างยิ่ง อย่าหลงเชื่อคำกล่าวอ้างเรื่อง "การันตีกำไรแน่นอน" เพราะการลงทุนทุกประเภทมีความเสี่ยง ควรตรวจสอบข้อมูลบริษัท และโครงการจากแหล่งทางการโดยตรง อย่าโอนเงินเข้าบัญชีส่วนตัวในนามการลงทุน หากพบพฤติการณ์ต้องสงสัย หรือเชื่อว่าตนเองอาจตกเป็นผู้เสียหาย ควรเก็บรวบรวมหลักฐานและแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจโดยเร็วที่สุด เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจลุกลาม และเพิ่มโอกาสในการติดตามทรัพย์สินกลับคืน