น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากเหตุการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ที่ส่งผลกระทบต่อสถานการณ์พลังงานในประเทศไทยนั้น นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ได้สั่งการให้หน่วยงานราชการ และรัฐวิสาหกิจ เริ่มดำเนินมาตรการ Work From Home ทันที เฉพาะในส่วนงานที่ไม่กระทบกับการให้บริการประชาชน พร้อมขอให้งดการเดินทางไปศึกษาดูงานและอบรมต่างประเทศ โดยให้จัดอบรมภายในประเทศแทน
- ครม.เห็นชอบมาตรการลดใช้พลังงานในหน่วยงานภาครัฐ
ด้าน น.ส.อัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) รับทราบแนวทางมาตรการลดการใช้พลังงานในหน่วยงานภาครัฐ ตามที่กระทรวงพลังงานเสนอ เพื่อรองรับสถานการณ์ราคาพลังงานโลกที่มีความผันผวน และเพื่อลดผลกระทบต่อเศรษฐกิจ และค่าครองชีพของประชาชน
ทั้งนี้ จากสถานการณ์ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะในตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นแหล่งผลิต และเส้นทางขนส่งพลังงานที่สำคัญของโลก ส่งผลให้ราคาน้ำมันและพลังงานในตลาดโลกมีแนวโน้มผันผวนอย่างต่อเนื่อง รัฐบาลจึงให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการพลังงานของประเทศอย่างใกล้ชิด กระทรวงพลังงาน ได้จัดตั้ง ศูนย์ Energy ICS เพื่อติดตามสถานการณ์พลังงานอย่างใกล้ชิด และเตรียมมาตรการรองรับในกรณีที่เกิดผลกระทบต่อการจัดหาพลังงานของประเทศ
สำหรับสถานการณ์พลังงานของประเทศไทย ปัจจุบัน ประเทศไทยมีความต้องการใช้น้ำมันสำเร็จรูปเฉลี่ยประมาณ 124 ล้านลิตร/วัน โดย ณ วันที่ 5 มี.ค. 69 ประเทศไทยมีปริมาณน้ำมันสำรองรวม 8,055 ล้านลิตร การใช้น้ำมันสำเร็จรูปเฉลี่ยประมาณ 3.13 ล้านบาร์เรล/วัน โดยยังต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศเป็นสัดส่วนสูง โดยเฉพาะจากภูมิภาคตะวันออกกลาง ในส่วนของปริมาณสำรองน้ำมันของประเทศ ปัจจุบันมีน้ำมันสำรองรวมประมาณ 8,054 ล้านลิตร แบ่งเป็น น้ำมันสำรองตามกฎหมาย และน้ำมันสำรองทางการค้า ซึ่งสามารถรองรับความต้องการใช้พลังงานของประเทศได้ในระดับหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น กระทรวงพลังงาน ได้เสนอมาตรการลดการใช้พลังงานในหน่วยงานภาครัฐ โดยเน้นการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นตัวอย่างให้กับภาคส่วนอื่น ๆ ของสังคม ประกอบด้วยมาตรการสำคัญ ดังนี้
- การปรับการใช้เครื่องปรับอากาศให้เหมาะสม และตั้งอุณหภูมิประมาณ 26-27 องศาเซลเซียส ใส่เสื้อแขนสั้น งดการใส่สูทผูกเนกไท ยกเว้นมีงานพิธีการ
- การลดการใช้ไฟฟ้าในอาคารสำนักงาน เช่น การปิดไฟและอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ไม่จำเป็น
- การใช้ระบบ Energy Saver สำหรับคอมพิวเตอร์ และปิดเครื่องเมื่อไม่ใช้งาน
- การลดการใช้ลิฟต์ โดยส่งเสริมให้ใช้บันไดในระยะใกล้
- การลดการใช้กระดาษ และเครื่องถ่ายเอกสาร รวมถึงส่งเสริมการใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์แทนเอกสาร
- การส่งเสริมการประชุมผ่านระบบออนไลน์ และการทำงานแบบ Work from Home ตามความเหมาะสม
นอกจากนี้ ยังมีมาตรการด้านการประหยัดพลังงานเชื้อเพลิง เช่น
- การตรวจสอบสภาพรถยนต์อย่างสม่ำเสมอ
- การขับรถด้วยความเร็วที่เหมาะสม
- การใช้รถร่วมกัน หรือ Car Pool
- การวางแผนการเดินทางเพื่อลดการใช้พลังงาน
- เตรียมก็อก 2 หากผลกระทบด้านพลังงานรุนแรงเข้าขั้นวิกฤติ
พร้อมกันนี้ รัฐบาลยังมอบหมายให้กรมประชาสัมพันธ์ ประสานความร่วมมือสถานีโทรทัศน์ วิทยุ รวมถึงสื่อสังคมออนไลน์ รณรงค์การประหยัดพลังงานในทุกภาคส่วนในช่วงสถานการณ์วิกฤต ถ้าหากสถานการณ์มีการยกระดับความรุนแรง จนกระทั่งมีผลกระทบต่อการจัดหาพลังงานเห็นสมควรเสนอแนวทางมาตรการภาคบังคับเพิ่มเติม เช่น ให้หรี่การใช้ไฟฟ้าในการโฆษณาป้ายสินค้าหรือบริการ ป้ายชื่อร้านป้ายชื่อโรงภาพยนตร์ สถานที่ทำธุรกิจ ในช่วงเวลาตั้งแต่ 22.00 น.เป็นต้นไป และมีการกำหนดระยะเวลาเปิด-ปิด สถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิง ไม่เกินเวลา 22.00 น. โดยมีข้อยกเว้นสถานีบริการบนทางหลวงหลัก
ทั้งนี้ หากสามารถลดการใช้น้ำมันลงได้ประมาณ 5% จะช่วยลดการใช้น้ำมันได้ประมาณ 3.3 แสนลิตร/เดือน คิดเป็นมูลค่าประมาณ 10.45 ล้านบาท/เดือน และหากลดการใช้ไฟฟ้าได้ 5% จะช่วยประหยัดไฟฟ้าได้ประมาณ 31 ล้านหน่วย/เดือน
"มาตรการดังกล่าว มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของภาครัฐ และสร้างต้นแบบการประหยัดพลังงานให้กับภาคส่วนอื่นของสังคม พร้อมทั้งช่วยเสริมความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศในระยะยาว" น.ส.อัยรินทร์ ระบุ