ไทยสวนกระแสโลก!! มิจฉาชีพพุ่งยืนหนึ่งเอเชีย ยกระดับปฎิบัติการจากโทรหลอกลวงสู่ปลอมตัวดิจิทัล

ข่าวทั่วไป Wednesday March 18, 2026 12:02 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

ไทยสวนกระแสโลก!! มิจฉาชีพพุ่งยืนหนึ่งเอเชีย ยกระดับปฎิบัติการจากโทรหลอกลวงสู่ปลอมตัวดิจิทัล

บริษัท โกโกลุก ประเทศไทย ผู้ให้บริการเทคโนโลยีเพื่อความเชื่อมั่นชั้นนำ (TrustTech) และผู้ให้บริการแอปพลิเคชัน Whoscall เปิดรายงานประจำปี 68 สรุปเทรนด์การหลอกลวง โดยระบุว่า แม้ปริมาณมิจฉาชีพในระดับโลกจะลดลงเล็กน้อย แต่ข้อมูลปี 2568 ชี้ชัดว่าประเทศไทยกำลังเดินสวนทางกับแนวโน้มการฟื้นตัวในระดับภูมิภาค ในขณะที่เครือข่ายมิจฉาชีพยกระดับการปฏิบัติการสู่รูปแบบอุตสาหกรรมเต็มตัว ประเทศไทยกลับพบว่าทั้งปริมาณและความแม่นยำในการโจมตีเพิ่มสูงขึ้น แม้จะมีการบังคับใช้กฎหมายและความร่วมมือข้ามพรมแดนที่เข้มข้นขึ้นในภูมิภาค ความพยายามก่อเหตุยังคงทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ในปี 2568 คนไทยตกเป็นเป้าหมายของสายโทรศัพท์มิจฉาชีพถึง 39 ล้านครั้ง และ SMS มิจฉาชีพอีก 134 ล้านข้อความ โดยเดือนธันวาคมถือเป็นช่วงที่พบการก่อกวนสูงสุด โดยข้อมูลพบว่า 27% ของสายโทรศัพท์ และ 52% ของ SMS ถูกยืนยันแล้วว่ามาจากหมายเลขโทรศัพท์ที่ระบุตัวตนไม่ได้ รวมทั้งสแปมและมิจฉาชีพ

ไทยสวนกระแสโลก!! มิจฉาชีพพุ่งยืนหนึ่งเอเชีย ยกระดับปฎิบัติการจากโทรหลอกลวงสู่ปลอมตัวดิจิทัล
*ไทย ศูนย์กลางมิจฉาชีพแห่งภูมิภาค ตัวเลขมิจฉาชีพพุ่งสูงถึง 173 ล้านครั้ง

Whoscall เผยผลการวิเคราะห์และระบุการโทรและ SMS รวมกว่า 6,000 ล้านครั้ง ทั่วโลกในปี 2568 ในจำนวนนี้มี 480 ล้านครั้ง ที่ได้รับการยืนยันว่าเป็นสายหลอกลวง คิดเป็นประมาณ 8% ของการสื่อสารโทรคมนาคมโลกทั้งหมด แม้ตัวเลขรวมทั่วโลกจะลดลงจาก 540 ล้านครั้งจากปี 2567 แต่ประเทศไทยยังคงเผชิญกับปริมาณสายหลอกลวงสูงที่สุดในบรรดาตลาดเอเชียทั้งหมดที่Whoscall ให้บริการซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการยกระดับความตื่นตัวด้านความปลอดภัยทางดิจิทัล ซึ่งตรงกันข้ามกับการลดลงอย่างมีนัยสำคัญในตลาดใกล้เคียงอย่างไต้หวันและฮ่องกง

ตัวเลขมิจฉาชีพในประเทศไทยพุ่งสูงถึง 173 ล้านครั้ง ที่ตรวจพบในปี 2568 เพิ่มขึ้น 3.16% จากปีก่อนหน้า ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นถึงการพุ่งเป้าขององค์กรมิจฉาชีพที่เลือกคนไทยเป็นแหล่งรายได้หลักของการปฏิบัติการ

*เครือข่ายมิจฉาชีพยกระดับสู่องค์กรธุรกิจ

นอกจากนี้ รายงานปี 2568 เผยให้เห็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในวิธีดำเนินงานของเครือข่ายมิจฉาชีพเหล่านี้ จากที่เคยเป็นเพียงกลุ่มแฮกเกอร์ไร้ระบบ บัดนี้ปฏิบัติการเหล่านี้ได้เลียนแบบโครงสร้างองค์กรธุรกิจอย่างชัดเจน มีการกำหนดเวลาเข้า-ออกงาน และออกกลยุทธ์แคมเปญ มีตารางการทำงานแบบมืออาชีพ โดยมีปริมาณสูงสุดในวันพฤหัสบดีและวันศุกร์ และลดลงอย่างเห็นได้ชัดในวันอาทิตย์ โดยปรับการดำเนินงานให้สอดคล้องกับตารางสัปดาห์การทำงานของเหยื่อ แก๊งเหล่านี้ดำเนินงานด้วยวินัยไม่ต่างจากองค์กรถูกกฎหมาย มีทั้งคู่มือสคริปต์การโทร ชั้นปฏิบัติการโทร HR เพื่อการสรรหาบุคลากร และเวลาทำการที่เป็นระบบ

นายแมนวู จู ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โกโกลุก ประเทศไทย กล่าวว่า มิจฉาชีพในปัจจุบันไม่ใช่แค่ใครก็ได้ที่มีโทรศัพท์อีกต่อไป แต่คือศูนย์รวมเครือข่ายขนาดมหึมาที่ขับเคลื่อนโดยองค์กรที่มีความซับซ้อนสูง ซึ่งได้ขยายและรวมศูนย์เป็นศูนย์มิจฉาชีพระดับอุตสาหกรรมหลายร้อยแห่ง โรงงานมิจฉาชีพ' เหล่านี้มีทั้งชั้นปฏิบัติการโทร คู่มือสคริปต์ ทีมข้อมูล รวมถึงระบบรับคน ฝึกอบรม และบังคับใช้กฎระเบียบภายใน ข้อมูลของเราพบว่าหมายเลขมิจฉาชีพเพียงหมายเลขเดียวสามารถโทรออกได้มากกว่า 800,000 ครั้ง ซึ่งปริมาณระดับนี้เป็นไปได้ก็ต่อเมื่อมีการใช้ระบบโทรอัตโนมัติและอุปกรณ์ระดับคอลเซ็นเตอร์มืออาชีพเท่านั้น

"การเฝ้าระวังและสร้างชุมชนที่รู้เท่าทัน คือหัวใจสำคัญในการป้องกันภัยมิจฉาชีพ ที่ผ่านมาเราผนึกกำลังกับภาครัฐและเอกชนมาโดยตลอดเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันดิจิทัลให้สังคมไทย และเราจะไม่หยุดนิ่งในการพัฒนา AI ขั้นสูงเพื่อจัดการกับกลโกงใหม่ๆ เราเชื่อว่าถ้าเราช่วยกัน เราจะสร้างสังคมที่ปลอดภัยกว่าเดิมได้อย่างแน่นอน"

นอกจากนี้ ข้อมูลยังเผยให้เห็นการเปลี่ยนยุทธวิธีสู่ "การหลอกลวงง่าย ๆ ในชีวิตประจำวัน" โดยขบวนการเหล่านี้หันมาใช้การแอบอ้างตัวตนที่น่าเชื่อถือและความเสี่ยงต่ำ แทนที่การขู่เข็ญด้วยเดิมพันสูงแบบเดิม

*ความยืดหยุ่นผ่านการย้ายฐานปฏิบัติการ

รายงานยังเผยให้เห็นถึง "ความยืดหยุ่นเชิงโครงสร้าง" ขององค์กรมิจฉาชีพเหล่านี้ แม้ว่ามาตรการของรัฐบาลอย่างการตัดไฟฟ้าและอินเทอร์เน็ตในพื้นที่ชายแดนเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2568 ส่งผลให้ปริมาณมิจฉาชีพลดลง 32% แต่การลดลงดังกล่าวเป็นเพียงผลข้างเคียงชั่วคราวเท่านั้น ตัวเลขแสดงให้เห็นว่าเดือนมิถุนายน ปริมาณกลับฟื้นตัวขึ้นอีกครั้งเมื่อเหล่ามิจฉาชีพเริ่มปรับตัว ย้ายโครงสร้างพื้นฐาน และใช้อินเทอร์เน็ตจากช่องทางอื่น ซึ่งชี้ให้เห็นว่าแม้การบังคับใช้กฎหมายจะรบกวน "สถานที่" ปฏิบัติการ แต่ "การดำเนินการ" ยังคงเติบโตขึ้นอย่างมีนัยยะ

*วิกฤตข้อมูลรั่วไหลและการโจมตีแบบเจาะลึก

ข้อมูลปี 2568 ของ Whoscall ยังสะท้อนภาพที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่งเกี่ยวกับความเป็นส่วนตัวของข้อมูลรายบุคคลในประเทศไทย หมายเลขโทรศัพท์ไม่ได้รั่วไหลเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป โดยใน 94% ของหมายเลขที่รั่วไหลถูกเชื่อมโยงกับชื่อ นามสกุล นอกจากนี้ 25% ของข้อมูลเหล่านี้มีอีเมล 12% มีรหัสผ่าน 8% มีวันเดือนปีเกิดและ 9% มีข้อมูลที่อยู่จริง

ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้มิจฉาชีพเปลี่ยนจากการ 'สุ่มโทร' ไปเป็นการใช้จิตวิทยาหลอกล่อแบบเจาะจงบุคคลที่แนบเนียนยิ่งขึ้น ด้วยการเข้าถึงชื่อ วันเดือนปีเกิดและที่อยู่ของเหยื่อ มิจฉาชีพจึงสามารถหลีกเลี่ยงคำถามตรวจสอบความปลอดภัย สร้างเรื่องราวที่น่าเชื่อได้อย่างแนบเนียนด้วยการแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐหรือสถาบันการเงิน ดำเนินการสลับซิมการ์ด หรือโจมตีเพื่อยึดครองบัญชีได้อย่างง่ายดาย

*การก้าวข้ามการโทรหลอกลวงโทรศัพท์สู่การปลอมตัวทางดิจิทัลและมัลแวร์ซ่อนเร้น

รายงานยังระบุการเปลี่ยนแปลงในยุทธวิธีทางเทคนิคที่น่าจับตา:

- ลิงก์อันตราย: 37% เชื่อมโยงไปยังเว็บไซต์ฟิชชิงที่ออกแบบมาเพื่อดักจับข้อมูลส่วนบุคคล ข้อมูลธนาคาร หรือรหัส OTP ในขณะที่ 32% เป็นมัลแวร์ที่มุ่งเข้าถึงอุปกรณ์อย่างต่อเนื่องเพื่อรับ OTP และดูดข้อมูลธนาคาร

- การหลบเลี่ยงระบบกรอง SMS: เพื่อหลบหลีกระบบกรองของผู้ให้บริการโทรคมนาคม SMS มิจฉาชีพถึง 85% ซึ่งส่วนใหญ่เกี่ยวกับการพนัน ใช้อีโมจิ อักขระพิเศษหลากภาษา และการบดบังข้อความเพื่อซ่อนเจตนาจากระบบตรวจจับอัตโนมัติ

- การแอบอ้างสถาบัน: สถาบันการเงินและแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซแต่ละประเภทมีสัดส่วน 4% ของการแอบอ้าง

เมื่อรวมกัน ฟิชชิงและมัลแวร์คิดเป็น 69% ของ URL มิจฉาชีพทั้งหมด ซึ่งชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่ามิจฉาชีพในยุคปัจจุบันมุ่งเน้นการขโมยข้อมูลและการเจาะระบบอุปกรณ์มากขึ้น แทนที่จะพึ่งพาเพียงกลยุทธ์การหลอกลวงแบบดั้งเดิม
*สร้างภูมิคุ้มกันให้สังคม รู้เท่าทันภัยมิจฉาชีพ

นายกชศร ใจแจ่ม กรรมการผู้จัดการ Whoscall Thailand กล่าวว่า ข้อมูลปี 2568 ยืนยันว่าเราไม่ได้กำลังรับมือกับภัยคุกคามเพียงชั่วครั้งชั่วคราวอีกต่อไป แต่เรากำลังเผชิญกับขบวนการมิจฉาชีพที่วางระบบเป็นโครงสร้างอุตสาหกรรมอย่างถาวร แม้ปริมาณรวมของโลกจะลดลง แต่การเพิ่มขึ้นในประเทศไทยบ่งชี้ว่าองค์กรเหล่านี้กำลังทุ่มเทกับการหลอกลวงคนไทยมากขึ้น ความจริงที่ต้องยอมรับคือ ข้อมูลส่วนบุคคลของคนไทยหลายล้านคนตกอยู่ในมือของมิจฉาชีพเหล่านี้แล้ว

พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผู้บังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 1 กล่าวว่า มิจฉาชีพปัจจุบันไม่ได้ทำงานเป็นรายบุคคล แต่พัฒนาเป็น "องค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ" ที่มีโครงสร้างแบบบริษัท โดยมีนายทุนใหญ่ (เช่น ชาวจีน) เช่าพื้นที่ในประเทศเพื่อนบ้าน เช่น กัมพูชา เพื่อตั้งฐานปฏิบัติการที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบถ้วน ทั้งเครื่องปั่นไฟและระบบอินเทอร์เน็ตของตัวเอง โดยขบวนการเหล่านี้มีการใช้เทคโนโลยี และ AI ในการวิเคราะห์ข้อมูลเหยื่อที่รั่วไหลออกมา เพื่อให้การหลอกลวงมีความแนบเนียนมากขึ้น มีการสร้าง "ปฏิทินโจร" เพื่อเลือกมุกการหลอกลวงให้เข้ากับสถานการณ์ เช่น การคืนภาษีในเดือนมี.ค. หรือตอนนี้มีสงคราม ก็แจกคูปองน้ำมันในช่วงน้ำมันแพง เป็นต้น

ดังนั้นเมื่อกลยุทธ์ของมิจฉาชีพยกระดับสู่การเป็นอุตสาหกรรมมากขึ้น เราขอเร่งรัดให้ประชาชนเพิ่มความระมัดระวัง ความรู้คือแนวป้องกันด่านแรก การเข้าใจว่ามิจฉาชีพเหล่านี้ดำเนินงานเหมือนธุรกิจมืออาชีพ จะช่วยให้เราทันเกมของพวกเขาและปกป้องตัวตนของเราได้ดียิ่งขึ้น การป้องกันด่านแรกจึงเป็นสิ่งที่เรามุ่งพัฒนาตลอดมา ด้วยเทคโนโลยีระบุตัวตนหมายเลขที่ไม่รู้จักแบบเรียลไทม์ พร้อมแจ้งเตือนสายหลอกลวงและสายสแปมได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วย AI

"สาเหตุที่สถิติการหลอกลวงทางออนไลน์ของไทยไม่ลดลง ปัญหาหลัก ๆ ของไทยคือต้นตอการหลอกลวงเกิดขึ้นที่ต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศกัมพูชา ดังนั้น เราจึงต้องกดดันโดยการเอาโลกล้อม ใช้อำนาจของประเทศมหาอำนาจกดดันแทน นอกจากนี้ ยังต้องสร้างการตระหนักรู้ให้ประชาชนตั้งแต่แทรกไปในหลักสูตรในวัยเรียน ไปจนถึงอบรมในวัยทำงาน เพราะทุกคนสามารถถูกหลอกได้หมดทุกช่วงอายุ" พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ กล่าว

เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ