กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ชี้แจงสถานการณ์โรคไข้กาฬหลังแอ่นในประเทศไทย ภายหลังมีรายงานข่าวการระบาดในกลุ่มนักเรียนและนักศึกษาในประเทศอังกฤษ ยืนยันว่า ประเทศไทยยังไม่พบการระบาดเป็นกลุ่มก้อน ผู้ป่วยยังอยู่ในระดับต่ำและมีลักษณะเกิดแบบประปราย พร้อมเน้นย้ำการเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง และขอความร่วมมือประชาชนรับรู้ข้อมูลจากแหล่งที่เชื่อถือได้โดยไม่ตื่นตระหนก
นพ.มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า กรมควบคุมโรค ได้ติดตามสถานการณ์การระบาดของโรคไข้กาฬหลังแอ่นในประเทศอังกฤษอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง โดยโรคดังกล่าวเป็นโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวังตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558
สำหรับสถานการณ์ในประเทศไทยตั้งแต่ต้นปี 69 จนถึงปัจจุบัน พบผู้ป่วยสะสมจำนวน 5 ราย คิดเป็นอัตราป่วย 0.008 ต่อประชากรแสนคน และมีผู้เสียชีวิต 3 ราย (อัตราป่วยตาย 60%) โดยพบผู้ป่วยประปราย กระจายอยู่ใน 5 จังหวัด ได้แก่ น่าน ยะลา นนทบุรี นครศรีธรรมราช และอุดรธานี จังหวัดละ 1 ราย โดยไม่พบความเชื่อมโยงทางระบาดวิทยา
โดยเมื่อพิจารณาตามกลุ่มอายุ พบผู้ป่วยสูงสุดในกลุ่มเด็กอายุ 0-4 ปี รองลงมาคือกลุ่มอายุ 40-49 ปี และ 20-29 ปี ตามลำดับ ขณะที่ข้อมูลย้อนหลัง 10 ปี (พ.ศ. 2558-2568) แสดงให้เห็นว่า ประเทศไทยมีผู้ป่วยโรคนี้ในระดับต่ำอย่างต่อเนื่อง โดยเฉลี่ยประมาณ 20-30 รายต่อปี และยังไม่พบรูปแบบการระบาดขนาดใหญ่
"แม้ประเทศไทยยังไม่อยู่ในสถานการณ์การระบาด แต่โรคนี้มีความรุนแรงและดำเนินโรคได้อย่างรวดเร็ว จึงต้องเน้นหลัก "รู้เร็ว รักษาเร็ว ควบคุมเร็ว" ควบคู่กับการเฝ้าระวังและตอบโต้โรคอย่างต่อเนื่อง ทั้งการค้นหาผู้ป่วยอย่างรวดเร็ว การวินิจฉัยและให้การรักษาทันท่วงที การติดตามผู้สัมผัสใกล้ชิด และการสื่อสารความเสี่ยงอย่างเหมาะสม" นพ.มณเฑียร กล่าว
ด้าน นพ.ดิเรก ขำแป้น รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า โรคไข้กาฬหลังแอ่นเป็นโรคติดเชื้อแบคทีเรียที่มีความรุนแรง เกิดจากเชื้อ Neisseria meningitidis ติดต่อผ่านละอองฝอยจากการไอ จาม หรือการอยู่ใกล้ชิดกันเป็นเวลานาน โดยเฉพาะในสถานที่ที่มีคนรวมกลุ่มจำนวนมาก เช่น หอพัก สถานศึกษา หรือค่ายกิจกรรม
ทั้งนี้ ขอแนะนำว่า หากประชาชนมีอาการ ไข้สูงเฉียบพลัน ร่วมกับคอแข็ง ซึม หรือมีผื่นจ้ำเลือดตามผิวหนัง ควรรีบไปพบแพทย์ทันที และสำหรับผู้ที่มีแผนเดินทางไปต่างประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่หรือกิจกรรมที่มีการรวมกลุ่มของคนจำนวนมาก เช่น หอพัก สถานศึกษา หรือค่ายต่าง ๆ ควรพิจารณารับวัคซีนป้องกันล่วงหน้าอย่างน้อย 10 วันก่อนการเดินทาง
กรมควบคุมโรค ย้ำว่า ประเทศไทยยังคงสามารถควบคุมสถานการณ์โรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมขอให้ประชาชนติดตามข้อมูลข่าวสารจากแหล่งที่เชื่อถือได้ และปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่สาธารณสุขอย่างเคร่งครัด