นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.ต่างประเทศ เปิดเผยว่า มีกำหนดการจะเดินทางไปประเทศโอมาน ในวันที่ 15-16 เม.ย.นี้ ตามคำเชิญของ รมว.ต่างประเทศโอมาน ซึ่งเกี่ยวโยงกับสถานการณ์ในตะวันออกกลางขณะนี้ โดยโอกาสแรก จะไปขอบคุณรัฐบาลโอมานที่ประสานให้ความช่วยเหลือลูกเรือ "มยุรีนารี" ทั้ง 20 คน หลังจากเหตุเรือบรรทุกสินค้าถูกโจมตี และช่วยให้ลูกเรือทั้ง 20 คน สามารถเดินทางกลับสู่ประเทศไทยได้ แต่เป็นที่น่าเสียใจว่า ลูกเรืออีก 3 คนที่ติดค้างอยู่บนเรือดังกล่าวเสียชีวิตแล้ว จึงขอแสดงความเสียใจไปยังครอบครัวด้วย
นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า ประเด็นที่สำคัญคือ ขณะนี้เราติดตามข่าวว่าทางโอมานกับอิหร่านได้มีการพูดคุยกัน โดยจะร่วมกันบริหารการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซให้มีความปลอดภัย และรักษาหลักการเสถียรภาพในการเดินเรือ ซึ่งตนจะไปติดตามการพูดคุยเรื่องนี้ว่าคืบหน้าไปถึงไหนแล้ว
"เราอยากจะให้ประสบผลสำเร็จ เพราะอย่างน้อยในช่วง 2 สัปดาห์ที่มีการหยุดยิงกัน น่าจะมีการเปิดทางให้เรือต่าง ๆ ที่ยังค้างอยู่สามารถเดินทางผ่านช่องแคบได้" รองนายกฯ และรมว.ต่างประเทศ ระบุ
- หวังช่วง 2 สัปดาห์นี้ เรือไทยอีก 9 ลำ ผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้
นายสีหศักดิ์ กล่าวเสริมว่า เรือของไทยตอนนี้ ผ่านช่องแคบมาถึงประเทศไทยได้แล้ว 1 ลำ คือ เรือของบางจาก แต่ยังเหลือเรืออีก 9 ลำ ที่รอสัญญาณให้เดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ และที่สำคัญ คือ มีเรือที่บรรทุกปุ๋ยด้วย ซึ่งถือเป็นสิ่งที่จำเป็นในขณะนี้ เพราะเราต้องมีการสำรองปุ๋ยในประเทศให้เพียงพอ เพื่อไม่ให้กระทบต่อภาคการเกษตรกรรมของไทย โดยลำดับแรกในช่วง 2 สัปดาห์ จะขอให้ปล่อยเรือไทย 9 ลำ สามารถเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้
นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาฝ่ายโอมานพยายามเป็นผู้ประสานงาน และหาช่องทางลดความรุนแรง ไกล่เกลี่ยความขัดแย้งมาโดยตลอด อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าจะมีข้อตกลงหยุดยิง แต่สถานการณ์มีความผันแปรไม่แน่นอน จึงอยากจะเรียกร้องให้คนไทยที่อยู่ในตะวันออกกลางที่มีความประสงค์จะเดินทางกลับ และห่วงใยในความปลอดภัย ใช้เวลาช่วงนี้เดินทางกลับมายังประเทศไทย
"ขอให้รีบติดต่อทางสถานเอกอัครราชทูตในประเทศนั้น ๆ แต่หากคนไทยรายไหน มีปัญหาเรื่องค่าใช้จ่าย เราสามารถให้ความช่วยเหลือได้ผ่านกองทุน เพื่อนำคนไทยกลับมา" นายสีหศักดิ์ กล่าวพร้อมระบุว่า ในวันที่ 13 เม.ย.นี้ จะมีการประชุมพิเศษของรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนอีกครั้ง เพื่อติดตามสถานการณ์ล่าสุดว่าเป็นอย่างไรและมีหนทางสู่สันติภาพอย่างไรบ้าง ซึ่งอาเซียนคงจะมีท่าทีร่วมกันว่า ทุกฝ่ายควรจะเข้าสู่กระบวนการเจรจาได้แล้ว เนื่องจากความสูญเสียเกิดขึ้นอย่างมาก
นอกจากนี้ยังต้องดูด้วยว่าความร่วมมือในด้านความมั่นคงทางพลังงาน เราจะทำอย่างไรได้บ้าง แม้โอกาสจะไม่มาก แต่ถ้าดูอย่างจริงจังว่าจะร่วมมือกัน ซึ่งอาจจะไม่ใช่เฉพาะประเทศในอาเซียน แต่รวมถึงประเทศคู่เจรจาหลายประเทศที่เป็นผู้ผลิตพลังงานด้วยว่าจะร่วมมืออย่างไรต่อไป เพราะในปัจจุบันความเสี่ยงในโลกมีอยู่มาก ทั้งด้านความมั่นคง ความขัดแย้ง และด้านพลังงาน ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมากๆ ที่ต้องเริ่มคิดและร่วมมือกันต่อไป
รองนายกฯ และรมว.ต่างประเทศ กล่าวด้วยว่า ตามที่สหรัฐฯ และอิหร่านได้บรรลุถึงข้อตกลงหยุดยิงเป็นเวลา 2 สัปดาห์นั้น ฝ่ายไทยและหลายประเทศเห็นว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดี และคาดหวังว่าทั้งสองฝ่ายจะใช้ช่วงเวลา 2 สัปดาห์นี้ เป็นก้าวสำคัญที่จะนำไปสู่การหยุดยิงที่ยั่งยืนถาวร และเป็นก้าวสำคัญที่จะนำไปสู่สันติภาพในภูมิภาคตะวันออกกลาง
ทั้งนี้ ความขัดแย้งดังกล่าวมีความรุนแรง และสงครามที่เกิดขึ้นได้สร้างความเสียหายเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะกับอิหร่าน และประเทศในภูมิภาค ขณะเดียวกัน ความเสียหายก็ส่งผลกระทบไปยังประเทศอื่นนอกภูมิภาคด้วย โดยเฉพาะราคาพลังงานที่สูงขึ้นมาก และเข้าถึงได้ยาก ซึ่งประเทศไทยก็ได้รับผลกระทบเช่นเดียวกับประเทศอื่นในภูมิภาค
"อยากให้ข้อตกลงหยุดยิงในช่วง 2 อาทิตย์นี้ นำไปสู่การหยุดยิงที่ยั่งยืน และเป็นก้าวสำคัญที่นำไปสู่สันติภาพ จึงขอให้ทุกฝ่าย มุ่งสู่โต๊ะเจรจาด้วยความจริงจัง และจริงใจ" นายสีหศักดิ์ กล่าว