กรุงเทพฯ ปี 2100 อาจจมมิด!! นักวิชาการชูแนวคิด "เมืองฟองน้ำ" ถ้าไม่อยากย้ายเมืองหลวง

ข่าวทั่วไป Monday April 20, 2026 18:08 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

กรุงเทพฯ ปี 2100 อาจจมมิด!! นักวิชาการชูแนวคิด

นายกอบเกียรติ ผ่องพุฒิ สถาปนิกระบบธรรมาภิบาลทรัพยากรน้ำไทย และอาจารย์คณะวิศวกรรมศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ เปิดเผยในงานเสวนาของพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ในหัวข้อ "ฟ้าใหม่ Forumเวทีเสวนาทุกปัญหา กทม. ทำไม่ได้ หรือไม่ได้ทำ???" ประเด็น "น้ำท่วม จากน้ำท่วมขัง สู่เมืองที่กำลังจม เราจะแก้ไขปัญหานี้ได้อย่างไร" ว่า ปัจจุบัน โลกอยู่ในยุคความไม่แน่นอน ข้อมูลในอดีตไม่สามารถทำนายอนาคตของน้ำได้อีกต่อไป

ดังนั้นจึงเสนอให้ กทม. ปรับเปลี่ยนจากการเน้นระบายน้ำเพียงอย่างเดียว ไปสู่การเป็นเมืองที่ปรับตัวได้ (Adaptive City) โดยมีข้อเสนอหลัก คือ การแบ่งพื้นที่ กทม. ออกเป็น 6 โซน ตามความเสี่ยงและหน้าที่ของพื้นที่ โดยเสนอให้เริ่มดำเนินการทันทีใน 3 โซนแรก (Early-Action Zones) ได้แก่

กรุงเทพฯ ปี 2100 อาจจมมิด!! นักวิชาการชูแนวคิด

1. โซนกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก ทำหน้าที่เป็นพื้นที่หน่วงและกระจายน้ำ (Retention Distribution)

2. โซนกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันตก พัฒนาเป็น "เมืองฟองน้ำ" (Sponge City) เพื่อช่วยซึมซับและชะลอน้ำ

3. โซนกรุงเทพฯ ตอนเหนือ (แนวคลองเปรมประชากร) จัดการปัญหาคอขวด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบาย

นายกอบเกียรติ กล่าวว่า ในส่วนอีก 3 โซนที่เหลือ เป็นพื้นที่ที่เติบโตแล้วและทำได้ยากกว่า เช่น ย่านร่มเกล้า หรือบางขุนเทียน

ทั้งนี้ จากการประเมินและจำลองสถานการณ์ หากมีการดำเนินการตามแนวคิดเมืองฟองน้ำในกรุงเทพฯ ให้ครบทั้ง 6 โซน จะสามารถลดมูลค่าความเสียหายจากน้ำท่วมได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยหากไม่ดำเนินการ คาดการณ์มูลค่าความเสียหายจะอยู่ที่ประมาณ 49,000 ล้านบาท แต่หากดำเนินการครบทั้ง 6 โซน คาดมูลค่าความเสียหายจะลดลงเหลือประมาณ 16,000 ล้านบาท

ในส่วนของประสิทธิภาพของระบบ หากทำเป็นโซนใหญ่ จะช่วยเพิ่มศักยภาพการรองรับน้ำฝนได้อีกประมาณ 100 มิลลิเมตร/วัน และช่วยชะลอระยะเวลาที่น้ำท่วมได้ประมาณ 1-2 ชั่วโมง ซึ่งช่วยให้ประชาชนมีเวลาเตรียมตัว หรือเดินทางกลับที่พักได้ทันก่อนน้ำจะท่วมขัง อย่างไรก็ตาม ย้ำว่าตัวเลขเหล่านี้เป็นการประเมินเบื้องต้นจากการใช้ AI และแบบจำลอง ซึ่งหากจะดำเนินการจริง ต้องมีการเก็บข้อมูลพื้นที่อย่างละเอียดในระดับเขต และแขวง เพื่อความแม่นยำอีกครั้ง

สำหรับข้อเสนอแนะต่อ กทม. คือไม่ใช่การรื้อของเดิม แต่คือการเชื่อมของที่มีอยู่ให้เป็นระบบ แม้ กทม.จะมีอุโมงค์ยักษ์ แต่ปัญหาคือขาดความเชื่อมโยงของเครือข่ายท่อ ทำให้น้ำไหลไปไม่ถึงอุโมงค์ การเพิ่มท่อโดยไม่เชื่อมระบบ จึงไม่ช่วยแก้ปัญหา และเมืองยุคใหม่ต้องออกแบบให้รับทุกความเสี่ยง จะเน้นเรื่องการระบายน้ำอย่างเดียวไม่เพียงพอ

นายกอบเกียรติ แนะนำให้พิจารณา 9 แผนหลักการบรรเทาอุทกภัยในลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง โดยเสนอว่าให้ทบทวนทั้งระบบ เนื่องจากโครงการส่วนใหญ่ มักแยกพิจารณาเป็นรายโครงการ ซึ่งจำเป็นต้องนำโครงการในลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนบน และตอนล่าง มาศึกษาเปรียบเทียบร่วมกันทั้งระบบลุ่มน้ำ ขณะเดียวกัน บริบทโลกที่เปลี่ยนไป ทำให้เกณฑ์การออกแบบเดิมที่ใช้สถิติย้อนหลังในอดีต อาจใช้ไม่ได้กับปัจจุบัน ซึ่งมีความไม่แน่นอนของสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) สูงขึ้น

"ในจังหวะเวลานี้ ที่โลกมีความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ แนะนำให้ชะลอโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ ที่ต้องใช้เงินงบประมาณเป็นจำนวนหลายแสนล้านบาทออกไปเป็นเวลาประมาณ 1-2 ปี เพื่อมาพิจารณาบริบทใหม่ ๆ มองไปข้างหน้ามากขึ้น เพราะหากสร้างขึ้นมา ระยะเวลาในการก่อสร้างเป็นอีก 10-20 ปี ควรคุ้มค่า และเหมาะสมกับเงื่อนไขของโลกยุคใหม่มากที่สุด ย้ำว่าไม่ได้คัดค้าน แต่ทักท้วง" นายกอบเกียรติ กล่าว

สำหรับโครงการคลองระบายน้ำหลากบางบาล-บางไทร ซึ่งมีหน้าที่การปกป้องพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยคาดว่าจะเปิดใช้งานได้ในอีก 2 ปีข้างหน้า นายกอบเกียรติ แนะนำว่า จำเป็นต้องซักซ้อมการใช้คลองก่อนเปิดใช้งานอย่างระมัดระวัง ก่อนที่โครงการจะเสร็จในอีก 2 ปีข้างหน้า โดยต้องใช้แบบจำลองวิเคราะห์ในหลายกรณี เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบเชิงลบ

เมื่อถามว่า หากได้รับเลือกให้เป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ภายในวาระ 4 ปี จะเลือกวางแผนและเร่งดำเนินโครงการใดก่อน นายกอบเกียรติ กล่าวว่า จะใช้ผลการวิเคราะห์ที่ทำไว้แล้วมาปฏิบัติทันที และเริ่มพื้นที่หน่วงน้ำ 3 โซนแรก ซึ่งทำได้ง่ายและเห็นผลเร็วที่สุด

ด้าน นางสิตางศุ์ พิลัยหล้า นักวิชาการด้านบริหารจัดการน้ำ เปิดเผยว่า สิ่งที่กรุงเทพฯ จำเป็นต้องจัดการตัวเองให้ดี คือ เรื่องฝนตกน้ำขังระบายไม่ทัน และน้ำทะเลหนุน เพราะทุกแผนในภาพรวมของทั้งประเทศ ส่วนใหญ๋เน้นช่วยป้องกันกรุงเทพฯ เมืองหลวงจากน้ำที่จะไหลมาจากทางภาคเหนืออยู่แล้ว โดยมองว่าปัญหาที่น่ากังวลของกรุงเทพฯ ได้แก่

- ปัญหาน้ำเสียในท่อระบายน้ำ เนื่องจากกรุงเทพฯ ใช้ระบบท่อรวม โดยมีน้ำเสียจากประชากรกว่า 10 ล้านคน ไหลลงไปในท่อระบายน้ำฝนตลอดเวลา ทำให้น้ำเสียครองพื้นที่ในท่อไปแล้วกว่าครึ่ง แม้ฝนจะไม่ตก และประสิทธิภาพท่อระบายน้ำปัจจุบันก็ไม่ถึง 60%

- ร่างผังเมืองรวม กทม. ฉบับปรับปรุง ครั้งที่ 4 อนุญาตให้ความหนาแน่นของชุมชนเพิ่มมากขึ้นในหลายพื้นที่ แม้แต่ในกรุงรัตนโกสินทร์ ซึ่งจะเพิ่มความเปราะบางเมื่อเกิดน้ำท่วม เพราะมีคนไปกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่เสี่ยงมากขึ้น

- การแจ้งเตือนและเทคโนโลยี โดยปัจจุบัน กทม. มีเรดาห์ที่คาดการณ์ฝนได้แม่นยำล่วงหน้า 3 ชั่วโมง แต่ยังขาดการใช้ระบบ DSS (Decision Support System), AI และ Machine Learning (ML) อย่างจริงจัง เพื่อประมวลผลและแจ้งเตือนประชาชนให้ทันท่วงทีก่อนฝนจะตก

ส่วนถ้าหากได้รับเลือกให้เป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ในวาระ 4 ปี จะเลือกวางแผนและเร่งดำเนินโครงการใดก่อน นางสิตางศุ์ กล่าวว่า "ไม่เป็น เพราะรู้สึกว่างานหนัก งานยาก หลายเรื่อง" แต่ในส่วนของการแก้ปัญหาเรื่องน้ำ การแก้ปัญหาภาพใหญ่อาจทำได้ยาก จึงต้องลงลึกในระดับพื้นที่ โดยวิเคราะห์จุดอ่อน ลงไปดูในระดับเขตหรือพื้นที่ปิดล้อม เพื่อหาจุดที่เปราะบางที่สุด เช่น หมู่บ้านเก่า ที่อยู่ต่ำกว่าระดับถนนจนกลายเป็นแก้มลิงธรรมชาติโดยไม่ได้ตั้งใจ และแก้ไขเชิงกายภาพเป็นจุด ๆ และเร่งหาพื้นที่ว่างหรือที่สาธารณะ เพื่อเปิดหน้าดินคอนกรีตให้เป็นพื้นที่สีเขียวสำหรับหน่วงน้ำ แม้จะเป็นจุดเล็ก ๆ แต่หากทำกระจายตัวจะช่วยลดภาระระบบระบายน้ำได้

นางสิตางศุ์ กล่าวว่า การจัดจราจรน้ำเป็นเรื่องสำคัญมาก ที่ กทม.ต้องเข้าใจลำดับการสูบน้ำที่ถูกต้อง ไม่ใช่ทุกเขตเร่งสูบออกพร้อมกันจนน้ำไปกองในคลองสายหลัก แล้วไหลย้อนกลับมาท่วมใหม่ หรือสูบน้ำวนไปมาโดยไม่ได้ระบายออกจริง

นอกจากนี้ การอัปเกรดห้อง Command Center ด้วยเทคโนโลยีก็มีความจำเป็น โดยห้องควบคุมของสำนักการระบายน้ำ ต้องมีมากกว่าแค่จอแสดงผล และต้องสามารถสั่งการแบบ Real-time ได้ และแนะนำให้มีแอปพลิเคชันแจ้งเตือนประชาชน

ขณะเดียวกัน จำเป็นต้องเร่งจัดการน้ำเสีย โดยทำควบคู่ไปกับการแยกท่อน้ำเสียออกจากท่อน้ำฝน เพื่อไม่ให้น้ำเสียไปแย่งพื้นที่ในท่อระบายน้ำ จนประสิทธิภาพการรับน้ำฝนลดลง โดยแนะนำให้ค่อย ๆ ทำทีละโซน

"ในอนาคตข้างหน้า ยังมีการคาดการณ์ว่า ในปี ค.ศ. 2100 น้ำจะท่วมทั้งกรุงเทพฯ หากไม่สามารถรับมือกับความหนาแน่น และความเปราะบางที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ได้ การย้ายเมืองหลวง อาจเป็นทางเลือกสุดท้ายที่อาจถูกยกมาพิจารณาได้" นางสิตางศุ์ กล่าว

เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ