กรมสอบสวนคดีพิเศษ ร่วมกับกรมการปกครอง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ว่าด้วยการปราบปรามการทุจริตทางทะเบียน และบัตรประจำตัวประชาชน โดยมีกรอบความร่วมมือและแนวทางดำเนินงานที่สำคัญประกอบด้วย 5 ด้าน ได้แก่
1. ด้านการข่าวและข้อมูล ประสานความร่วมมือหน่วยงานในการรวบรวม วิเคราะห์ และประสานข้อมูล ที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิด การทุจริตทางทะเบียนและบัตรประจำตัวประชาชน รวมทั้งงานทะเบียนอื่น ๆ ตามระเบียบ กฎหมาย และมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง
2. ด้านการป้องปราม โดยการกำหนดมาตรการ แนวทาง หรือมีข้อเสนอแนะในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตทางทะเบียนและบัตรประจำตัวประชาชน รวมทั้งสื่อสาร รณรงค์ และประชาสัมพันธ์ ในการต่อต้านการทุจริตทุกรูปแบบ
3. ด้านการบังคับใช้กฎหมาย โดยทำการสืบสวน จับกุม สอบสวน และดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง ภายใต้กรอบหน้าที่และอำนาจตามกฎหมายของแต่ละหน่วยงาน เพื่อนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกฎหมาย และดำเนินการกับทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด (มาตรการทางภาษีและฟอกเงิน) จัดตั้งคณะทำงานหรือชุดปฏิบัติการเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการปราบปรามการทุจริต
4. ด้านการพัฒนาศักยภาพ จัดทำขั้นตอนปฏิบัติงานที่เป็นมาตรฐาน (SOP) รวมทั้งการส่งเสริมสนับสนุน และประสานงานในการจัดฝึกอบรม เอกสาร คู่มือความรู้ และแนวทางปฏิบัติเพื่อเพิ่มศักยภาพให้แก่บุคคลในแต่ละหน่วยงาน
5.ด้านความปลอดภัยของข้อมูล ข้อมูลการดำเนินการทั้งหมดจะถูกคุ้มครองภายใต้พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 และผ่านช่องทางสื่อสารที่ปลอดภัยจำกัดเฉพาะผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเท่านั้น
การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลในการเสริมสร้างความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน โดยเน้นการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ในการป้องกัน ปราบปราม และดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดอย่างจริงจัง โปร่งใส และเป็นธรรม กรมสอบสวน คดีพิเศษในฐานะหน่วยงานด้านการสืบสวนสอบสวนคดีพิเศษ จะมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนข้อมูล การสืบสวนเชิงลึก และการบังคับใช้กฎหมายในคดีที่มีความซับซ้อน เพื่อขยายผลเครือข่ายการทุจริตที่เกี่ยวข้องกับระบบทะเบียนและบัตรประจำตัวประชาชน
สาระสำคัญของความร่วมมือครั้งนี้ ประกอบด้วยการกำหนดกรอบ และแนวทางปฏิบัติในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารระหว่างหน่วยงานอย่างเป็นระบบ การดำเนินงานร่วมกันภายใต้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตามกฎหมาย อย่างเคร่งครัด
ทั้งนี้ บันทึกข้อตกลงความร่วมมือดังกล่าวมีระยะเวลา 2 ปี นับตั้งแต่วันที่ลงนามความร่วมมือในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับการบังคับใช้กฎหมาย และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนว่ารัฐมีความจริงจังในการแก้ไขปัญหาการทุจริตอย่างเป็นระบบและยั่งยืน