องค์กรวิชาชีพสื่อ ออกแถลงการณ์ 5 ข้อ เนื่องในวันเสรีภาพสื่อโลก เรียกร้องรัฐบาลเปิดพื้นที่ให้ตรวจสอบอย่างเสรี หลีกเลี่ยงการใช้กฎหมาย หรืออำนาจรัฐ ปิดกั้นการทำหน้าที่ของสื่อ ด้านเวทีเสวนา "ทางรอดของสื่อไทยในยุคที่แพลตฟอร์มครองโลก" ห่วงพลังแพลตฟอร์มใช้อัลกอริทึมสะกดสื่อ ดิ้นหารายได้อิงโฆษณา-การเมือง โอดแพลตฟอร์ม แย่งงานบรรณาธิการ ควบคุมเนื้อหา-รายได้ ฉะอัลกอริทึมดันคลิกเบตคอนเทนต์ขยะ สื่ออาชีพไร้อำนาจต่อรอง หวังรัฐบาลออกกฎหมายคุม-ทวงคืนอธิปไตยสู่วิชาชีพข่าว

สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ ร่วมจัดงาน "วันเสรีภาพสื่อมวลชนโลก 3 พค." ประจำปี 2569 เพื่อสะท้อนบทบาทของสื่อในยุคเปลี่ยนผ่าน และความสำคัญของเสรีภาพ ความรับผิดชอบ และความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการรักษาระบบนิเวศสื่อที่เข้มแข็ง
นส.น.รินี เรืองหนู นายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย กล่าวเปิดงานว่า วันที่ 3 พฤษภาคมของทุกปี เป็นวันที่ประชาคมโลก ย้ำเตือนถึงความสำคัญของเสรีภาพสื่อมวลชน ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของสังคมประชาธิปไตย แต่สำหรับพวกเราคนทำงานสื่อในประเทศไทย วันนี้มีความหมายมากกว่าการเฉลิมฉลอง เพราะเป็นวันที่เราต้องกลับมาทบทวน ยืนหยัด และร่วมกันหาทางออกจากพายุที่กำลังโหมกระหน่ำอุตสาหกรรมสื่ออย่างรอบด้าน

ปัจจุบัน ภูมิทัศน์สื่อได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง เราไม่ได้เพียงเผชิญหน้ากับการคุกคามเสรีภาพในรูปแบบเดิม ๆ แต่กำลังเผชิญกับวิกฤตเชิงโครงสร้าง ที่สั่นคลอนความอยู่รอดขององค์กรสื่อ จากการผูกขาดของแพลตฟอร์มดิจิทัลข้ามชาติ ที่ดูดซับรายได้มหาศาลไป ขณะที่สื่อผู้ผลิตเนื้อหา ยังคงต้องแบกรับต้นทุนการทำข่าวคุณภาพสูง อำนาจในการกำหนดวาระทางสังคมกำลังถูกท้าทายโดยอัลกอริทึมและเทคโนโลยี AI ก็กำลังเข้ามาเปลี่ยนพฤติกรรมการรับข่าวสารของผู้คนไปตลอดกาล
"การจัดงานในวันนี้ จึงไม่ได้เป็นเพียงพิธีกรรม แต่คือการผนึกกำลัง เพื่อเผชิญหน้ากับความท้าทายเหล่านี้อย่างเป็นรูปธรรม กิจกรรมตลอดช่วงเช้าของวันนี้ ได้ถูกร้อยเรียงขึ้นเพื่อสะท้อนภาพการต่อสู้ของพวกเราในทุกมิติ"ด้านนายวัฒนะชัย ยะนินทร อุปนายกด้านมาตรฐานวิชาชีพ สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ กล่าวว่า สำหรับชาวสื่อออนไลน์ ภูมิทัศน์ที่เปลี่ยนแปลงทั้งวิกฤตเชิงโครงสร้าง อิทธิพลของแพลตฟอร์ม และการมาถึงของเทคโนโลยี AI ไม่ได้เป็นเพียงทฤษฎี แต่คือสมรภูมิที่เราต้องต่อสู้เพื่อความอยู่รอด ในทุก ๆ วัน เราไม่ได้เพียงผลิตข่าว แต่เรากำลังแข่งขันกับทุกสิ่งในจักรวาลคอนเทนต์ เพื่อแย่งชิงความสนใจของผู้คนในเวลาไม่กี่วินาทีบนหน้าจอ
ขณะที่เทคโนโลยี AI กำลังก้าวเข้ามา ไม่ใช่แค่ในฐานะผู้ช่วย แต่ในฐานะ ผู้เล่น คนใหม่ในสนามข่าว สิ่งนี้ท้าทายเราอย่างยิ่งยวด ว่าเราจะใช้เครื่องมืออันทรงพลังนี้ เพื่อยกระดับการทำข่าวให้มีคุณภาพได้อย่างไร และจะป้องกันไม่ให้มันกลายเป็นเครื่องมือสร้างข้อมูลบิดเบือนที่ทำลายความน่าเชื่อถือของพวกเราเองได้อย่างไร
- แถลงการณ์องค์กรสื่อ 5 ข้อ เรียกร้องรัฐบาลเปิดกว้างการตรวจสอบ
นายชัยฤทธิ์ ยนเปี่ยม อุปนายกสมาคมฝ่ายสิทธิเสรีภาพและการปฏิรูปสื่อ และเลขาธิการสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย อ่านแถลงการณ์เนื่องในวันเสรีภาพสื่อมวลชนโลก ว่า ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของภูมิทัศน์สื่อในยุคดิจิทัล อุตสาหกรรมสื่อกำลังเผชิญความท้าทายรอบด้าน ทั้งจากการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยี โดยเฉพาะปัญญาประดิษฐ์ (AI) และอิทธิพลของแพลตฟอร์มข้ามชาติที่มีบทบาทต่อการกำหนดทิศทางข้อมูลข่าวสาร องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน โดยสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ ขอประกาศเจตนารมณ์ พร้อมเสนอข้อเรียกร้องต่อรัฐบาลและทุกภาคส่วน ดังนี้
1. รัฐบาลต้องเปิดพื้นที่ให้สื่อมวลชนสามารถทำหน้าที่ตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐได้อย่างอิสระ รับฟังความคิดเห็นที่หลากหลาย และคุ้มครองสิทธิของประชาชนในการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร โดยหลีกเลี่ยงการใช้กฎหมาย อำนาจรัฐหรืออำนาจอื่นใด แทรกแซงการนำเสนอข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ เพื่อเสริมสร้างความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือในการบริหารประเทศ
2. รัฐบาลควรเร่งผลักดันกฎหมาย หรือมาตรการที่ทำให้เกิดความเป็นธรรม ระหว่างผู้ผลิตข่าวสารกับแพลตฟอร์มดิจิทัล โดยกำหนดให้แพลตฟอร์มที่นำเนื้อหาข่าวไปใช้สร้างรายได้ ต้องมีระบบแบ่งปันผลประโยชน์ หรือค่าตอบแทนอย่างเป็นธรรม ภายใต้หลักการว่า "ข่าวคุณภาพมีต้นทุน" เพื่อให้สื่อสามารถดำรงอยู่ได้อย่างยั่งยืน และผลิตเนื้อหาที่มีคุณภาพต่อสังคม
3. รัฐบาลควรส่งเสริมให้มีกฎหมายที่ป้องกันการใช้กระบวนการยุติธรรมเป็นเครื่องมือคุกคามผู้ทำหน้าที่เพื่อสาธารณะ โดยคุ้มครองผู้สื่อข่าว ประชาชนที่เปิดเผยข้อมูล หรือแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต ให้สามารถตรวจสอบอำนาจได้โดยไม่หวาดกลัว อันจะนำไปสู่สังคมที่โปร่งใสและตรวจสอบได้
4. สื่อมวลชนต้องธำรงมาตรฐานวิชาชีพ ด้วยการนำเสนอข้อมูลที่ถูกต้อง รอบด้าน และผ่านการตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยเฉพาะในบริบทที่เทคโนโลยี AI อาจถูกใช้สร้างหรือบิดเบือนข้อมูล เพราะความน่าเชื่อถือและความรับผิดชอบต่อสาธารณะเป็นหัวใจสำคัญของวิชาชีพ
5. ขอเชิญชวนประชาชนร่วมสนับสนุนสื่อที่มีคุณภาพและยึดมั่นในจริยธรรม พร้อมทั้งตรวจสอบข้อมูลก่อนเผยแพร่ หรือส่งต่อ เพื่อร่วมกันลดปัญหาข่าวปลอม และเนื้อหาที่สร้างความแตกแยกในสังคม
"เสรีภาพสื่อ คือเสรีภาพประชาชน สื่อต้องยืนหยัดบนจริยธรรม นำเสนอด้วยความถูกต้อง และรับผิดชอบต่อสังคม" นายชัยฤทธิ์ กล่าว- ห่วงพลังแพลตฟอร์ม ใช้อัลกอริทึมสะกดสื่อดิ้นหารายได้ อิงโฆษณา-การเมือง
การเสวนาในหัวข้อ "ทางรอดของสื่อไทยในยุคที่แพลตฟอร์มครองโลก" โดยมีวิทยากร ประกอบด้วย นายอดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ รอง ผอ.องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (Thai PBS), รศ.ดร. พิจิตรา ศุภสวัสดิ์กุล นักวิจัยสถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน และผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจดิจิทัล นายธนกร ศรีสุขใส ผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์
รศ.ดร.พิจิตรา ศุภสวัสดิ์กุล นักวิจัยสถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า จากการวิจัย "แนวโน้มสำนักข่าวพึ่งพาแพลตฟอร์ม" พบว่าสื่อทั่วโลกก็ลำบาก ต้องต่อสู้ทั้งรูปแบบการทำงานที่มีความเสี่ยง ยิ่งสถานการณ์ปัจจุบันคนดูย้ายไปอยู่บนแพลตฟอร์มออนไลน์ และออนดีมานหมดแล้ว แพลตฟอร์มออนไลน์จึงมีอำนาจต่อรองสูง เพราะเป็นคนกำหนดอัลกอริทึม กำหนดการมองเห็น
"จึงพบสำนักข่าวไทย พึ่งพาแพลตฟอร์มสูง ทั้งการสร้างรายได้ และผลิตเนื้อหา แต่ไม่ได้อู้ฟู่ เพราะมีการแข่งขันสูงจากการที่ใครๆ ก็เป็นสื่อได้ สำนักข่าวเกิดเยอะ มีอินฟลูเอนเซอร์ ยูทูบเบอร์จำนวนมาก ทำให้สื่อต้องหันมาสื่อสาร พาดหัวเรียกดรามา คลิกเบท"รศ.ดร.พิจิตร กล่าวต่อว่า จึงเกิดคำถามว่า อัลกอริทึมมีผลต่อการทำข่าวที่ไม่มีคุณภาพ เกิดการลดความศักดิ์สิทธิ์ของข่าวลงจากการเปลี่ยนรูปแบบการตลาดนำโฆษณาไปปนอยู่ในเนื้อหาข่าว ที่น่ากังวลคือการไปหารายได้จากฟากการเมือง ดังนั้นจะทำอย่างไรให้สำนักข่าวที่มีคุณภาพยังอยู่ได้ในโลกออนไลน์ คือ 1. สำนักข่าวปันส่วนจากแพลตฟอร์ม 2.ทำให้เกิดการมองเห็น 3.พูดคุยแพลตฟอร์มเพื่อบรรเทาความตื่นตระหนก
ส่วนเรื่องการกำกับดูแลมี 2 ส่วน คือ กำกับเนื้อหา กับตลาด ส่วนตัวมองว่า สิ่งสำคัญในตอนนี้หากกำกับเนื้อหาอาจจะมีปัญหาเรื่องกีดกัน ปิดกั้น ดังนั้นจึงต้องมองเรื่องการกำกับตลาด เพื่อสร้างบรรยากาศการลงทุน ให้เกิดการแข่งขันที่เท่าเทียมกัน
- โอด "แพลตฟอร์ม" แย่งงานบก. ควบคุมทั้งเนื้อหา-รายได้ มีอำนาจเหนือนิเวศสื่อ
ด้านนายอดิศักดิ์ กล่าวว่า วันนี้แพลตฟอร์มเหมือนเป็นคนคัดเลือกข่าว จากเดิมที่กองบรรณาธิการเป็นคนคัด แพลตฟอร์มมีอำนาจเหนือกว่าบรรณาธิการ และฝ่ายขายที่เป็นผู้หารายได้ สื่อไทยต้องแข่งกับระบบนิเวศสื่อ แข่งกับแพลตฟอร์มว่าชอบแบบไหน และยังต้องแข่งกับนักข่าวพลเมือง นักข่าวอิสระ หรือคอนเทนต์ครีเอเตอร์ที่ใคร ๆ ก็เป็นนักข่าวได้
"นิเวศแบบนี้ ไม่เอื้อให้สื่อมืออาชีพอยู่รอดได้ ประเทศเราปล่อยให้แพลตฟอร์มมีอำนาจเหนือ ควบคุมทางเข้าเนื้อหา ใครจะโพสต์ข่าวอะไรเขาเป็นฝ่ายกำหนดและควบคุมรายได้ เขาเอาคอนเทนต์ที่ผู้ผลิตข่าวไปหาประโยชน์ หาโฆษณา แล้วแบ่งรายได้กลับมาที่ผู้ผลิตข่าวน้อยมาก ๆ" นายอดิศักดิ์ ระบุ- ฉะ!! อัลกอริทึม ดัน คลิกเบต "คอนเทนต์ขยะ" สื่ออาชีพไร้อำนาจต่อรอง
นายอดิศักดิ์ กล่าวต่อว่า ทุกอย่างกำหนดโดยอัลกอริทึม ซึ่งเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง ที่ภาครัฐมักมองว่าเราไม่สามารถกำกับแพลตฟอร์มได้ ทุกวันนี้ยังถกเถียงกันว่าควรกำหนดแพลตฟอร์ม OTT (Over-the-Top) หรือบริการชมสื่อบันเทิงต่าง ๆ หรือไม่ ซึ่งมีอยู่ 2 แบบ คือ โซเชียลมีเดีย เช่น เฟซบุ๊ก ที่เจ้าของแพลตฟอร์มไม่ใช่ผู้ผลิต ส่วนอีกแบบคือแพลตฟอร์มสตรีมมิ่ง ซึ่งผลิตสื่อเอง เช่น เน็ตฟลิกซ์ ที่เข้ามาแย่งฐานคนดูสื่อ ส่วนที่เป็นปัญหาที่สุด คือ โซเชียลมีเดียที่เข้ามาแย่งรายได้ ส่วนสตรีมมิ่งแย่งคนดู
ดังนั้นต้องมีการกำหนดกฎหมายให้ต่อรองกับแพลตฟอร์มพวกนี้ให้ได้ ที่ผ่านมาสมาคมวิชาชีพเคยพยายามต่อรอง แต่แพลตฟอร์มไม่คุยกับสมาคม เลือกคุยเฉพาะรายเพื่อให้เขามีอำนาจกำหนดทิศทาง ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่ทำให้สื่ออยู่ลำบาก และทำให้ระบบนิเวศสื่อไม่สมดุล ผู้บริโภคเสียหาย คนทำสื่อต้องซื้อคนดู ซึ่งตนไม่เคยเจอในอดีต ที่ต้องบูสโพสต์เพื่อให้คนมาดูในสิ่งที่ตัวเองทำ เพื่อให้มีรายได้ และคิดว่าเป็นสิ่งไม่ปกติ
ขณะเดียวกัน อัลกอริทึมก็สร้างแรงจูงใจในคอนเทนต์เร้าอารมณ์ที่มีคนดูเยอะ ทำให้เกิดคลิกเบต คอนเทนต์แปลก ๆ เรียกรายได้ แม้กระทั่งเอาคอนเทนต์จากสื่อหลักไปทำต่อ อันนี้คือคนที่เป็นผู้ประกอบวิชาชีพไม่มีอำนาจต่อรอง และไม่สามารถห้ามได้ ซึ่งเป็นปัญหา ที่สำคัญแพลตฟอร์มน่าจะได้เม็ดเงินถึง 70% ทั้งที่ไม่ได้ลงทุนในการผลิตคอนเทนต์ เพียงแค่ลงทุนในเรื่องพื้นที่ มันเป็นสิ่งผิดวิสัย "นายอดิศักดิ์ กล่าว
- หวังรัฐบาลออกกม.คุมแพลตฟอร์ม-ทวงคืนอธิปไตยสู่คนข่าว
นายอดิศักดิ์ กล่าวว่า คิดว่ารัฐบาลต้องมีกฎหมายขึ้นมากำกับดูแลเรื่องเหล่านี้ เป้าหมายคือผู้ประกอบวิชาชีพข่าวควรได้รับความเป็นธรรมในเรื่องการถูกละเมิดลิขสิทธิ์ข่าวจากแพลตฟอร์ม โดยเฉพาะการใช้อัลกอริทึมมาหาประโยชน์ เราไม่สามารถปล่อยให้แพลตฟอร์มเหล่านี้ ทำงานอย่างอิสระในการมุ่งหารายได้ของเขาเป็นหลัก จนเกิดคอนเทนต์ไม่มีคุณภาพ เร้าอารมณ์ สร้างความเกลียดชัง รัฐควรเข้ามาดูว่าควรมีกฎหมายใหม่ในการกำกับแพลตฟอร์มเหล่านี้ รวมทั้งการกำหนดรายได้ต่างๆ ด้วย เพราะเป็นการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมและครอบงำตลาด เช่น ประเทศออสเตรเลีย มีกฎหมายให้แพลตฟอร์มต้องซื้อคอนเทนต์จากสำนักข่าว ถ้ามีปัญหาก็มีกรรมการของรัฐเป็นผู้ชี้ขาด มีการเก็บภาษีเพื่อเป็นกองทุนให้ผู้ผลิตคอนเทนต์ ผลิตคอนเทนต์คุณภาพที่เป็นประโยชน์กับสังคม ซึ่งคิดว่าเป็นเรื่องจำเป็น
ทั้งนี้ ทุกวันนี้เหมือนสื่อเสียอธิปไตย เราต้องทวงคืนอธิปไตยด้านข่าว กลับมายังผู้ประกอบวิชาชีพด้านข่าว เพราะการทำข่าวและสื่อมวลชนเป็นสิ่งที่ต้องไปด้วยกันกับประชาธิปไตย ถ้าสื่อไม่เข้มแข็ง ประชาธิปไตยก็จะไม่เข้มแข็งเช่นกัน เพราะสื่อต้องตรวจสอบฝ่ายการเมือง และสนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชน
- กองทุนสื่อฯ หนุนรัฐบาลรื้อกฎหมาย องค์กรสื่อ ส่งเสริมเนื้อคุณภาพพันธุ์ไทย
นายธนกร ศรีสุขใส ผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ กล่าวว่า ปัจจุบัน เนื้อหาบนแพลตฟอร์มได้ส่งผลกระทบรุนแรง ดังนั้นไทยต้องพูด 2 เรื่อง คือ 1.หน่วยงานกำกับดูแล 2. การส่งเสริมตั้งแต่นโยบายรัฐบาล ยกตัวอย่างที่ยุโรป มีการออกกฎหมายดูแลแพลตฟอร์ม กฎหมายกำกับมาร์เก็ตติ้ง ทำหน้าที่คล้ายกับ กสทช.ของไทย แต่หน่วยงานของยุโรปนั้นหากมีเนื้อหาที่มีปัญหาก็จะชี้ไปที่แพลตฟอร์มให้จัดการ หากไม่ดำเนินการก็ลงโทษโดยคดีถือเป็นที่สุด
ส่วนสิงคโปร์ มีองค์การพัฒนาสื่อสารสนเทศ (Infocomm Media Development Authority : IMDA) กำกับดูแล ส่งเสริมสื่อทั้งหมด รวมไปถึงสแกมเมอร์ หรือประเทศจีนก็มีกฎหมายดู ทั้งเรื่องกำกับและส่งเสริมสื่อ และวันนี้กำลังจัดระเบียนอินฟลูฯ เพราะคนอ้างความเชี่ยวชาญด้านต่างๆ มาก จึงต้องมีระบบการขึ้นทะเบียน จะเห็นว่าหลาย ๆ ประเทศมีการเข้ามากำกับดูแลระดับนโยบายทั้งหมด
นายธนกร กล่าวว่า ส่วนประเทศไทยมีกฎหมาย กสทช. ซึ่งแก้มาหลายรอบ แต่ก็ดูแลไม่ครอบคลุม ตลอดจน พ.ร.บ.แพลตฟอร์มก็ ทำได้แค่จดแจ้ง ขณะที่วันนี้สภาพระบบนิเวศสื่อประเทศไทยแย่จริง ๆ
"หากไม่ทำอะไรเลย จะลำบากแน่ คนอยู่รอดจะมีน้อยมาก ฉะนั้นระดับนโยบายมีความจำเป็นมาก และต้องทำแบบยอมเจ็บตัว มีการทบทวนองค์กรต่าง ๆ ซึ่งสามารถยุบรวมได้ ทบทวนกฎหมายเดิม ไม่จำเป็นต้องมีหลายฉบับ จะเอาแบบสิงคโปร์ก็ได้ โดยให้กำกับเนื้อหา ส่งเสริมทั้งแพลตฟอร์มพันธุ์ไทยที่นำเสนอเนื้อหาดี ๆ ได้รับการโปรโมท ให้ความสำคัญเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา" นายธนกร กล่าว- พรรคส้ม ชี้ไทยขาดดุลด้านดิจิทัล 2 แสนล้าน จ่อดันแก้กฎหมายสกัดเงินไหลออก
นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวถึงการขาดดุลด้านดิจิทัลของไทย โดยตั้งคำถามว่าเคยคำนวณหรือไม่ ว่าเราจ่ายค่าบริการออนไลน์ปีละประมาณกี่บาท ทั้งประเทศเราจ่ายกี่บาท ค่าเฉลี่ยต่อคนกี่บาท องค์กรต่าง ๆ ต้องจ่ายค่าโฆษณากี่บาท ประมาณการของการจ่ายสื่อโฆษณาออนไลน์ จากสมาคมสื่อโฆษณาแห่งประเทศไทย ยกตัวอย่าง เราจ่ายค่าโฆษณา เช่น เมตา 9,000 ล้านบาท โดยมีเงินเข้าไทยเพียง 400 ล้านบาท เป็นต้น
"การใช้บริการดิจิทัลในไทยโตขึ้นเรื่อย ๆ ประมาณการปีหนึ่งๆ ไทยน่าจะจ่ายค่าบริการนี้ 2 แสนล้านบาทต่อปี เป็นตัวเลขที่มากกว่าการส่งออกข้าวไทยปีละ 1 แสนกว่าล้านบาท วันนี้ทุกคนมีส่วนทำให้เกิดการขาดดุล เราขาดดุลมหาศาลมาก" นายภาวุธ กล่าวดังนั้นจะทำอย่างไรในการแก้ปัญหานี้ ซึ่งตนเตรียมยื่นญัตติต่อสภาฯ เรื่องการขาดดุลดิจิทัล และจะผลักดันให้มีกรรมาธิการวิสามัญ ข้อเสนอคือ ต้องศึกษาตัวเลขขาดดุลที่แท้จริงเท่าไรกันแน่ รวมทั้งผลักดันเทคโนโลยีขึ้นมาทดแทนแพลตฟอร์มของต่างประเทศและสนับสนุนให้คนไทยใช้ นอกจากนั้นจะเชิญแพลตฟอร์มต่างชาติ เช่น เฟซบุ๊ก มาพูดคุยที่สภา ว่าเป็นไปได้หรือไม่ในเรื่องรายได้ที่ออกไปเมืองนอกควรกลับมาอยู่ที่ประเทศไทย และควรมาตั้งบริษัทที่ไทยด้วย รวมทั้งจะผลักดันการแก้กฎหมายต่างๆ ทั้ง พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า 2560 พ.ร.บ. กสทช. ให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงของสื่อดิจิทัลด้วย