สธ. ประกาศเขตติดโรคติดต่ออันตราย "อีโบลา" เข้มมาตรการคัดกรองผู้เดินทางจากคองโก-ยูกันดา

ข่าวทั่วไป Thursday May 21, 2026 08:49 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

สธ. ประกาศเขตติดโรคติดต่ออันตราย

กระทรวงสาธารณสุข ออกประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ท้องที่นอกราชอาณาจักรที่เป็นเขตติดโรคติดต่ออันตราย กรณีโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา (Ebola Virus Disease: EVD) พ.ศ. 2569 โดยกำหนดให้ สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (Democratic Republic of the Congo) และสาธารณรัฐยูกันดา (Republic of Uganda) เป็นเขตติดโรคติดต่ออันตราย ตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558 และให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 21 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป

กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า ขณะนี้องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ประกาศพบการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา ในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก และสาธารณรัฐยูกันดา พร้อมยกระดับให้สถานการณ์ดังกล่าวเป็นภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุขระหว่างประเทศ (Public Health Emergency of International Concern: PHEIC) เนื่องจากโรคดังกล่าวเป็นโรคติดเชื้อรุนแรง มีการแพร่ระบาดรวดเร็ว และมีอัตราการเสียชีวิตสูง

สธ. ประกาศเขตติดโรคติดต่ออันตราย

นพ.มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า การประกาศดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรค ณ ช่องทางเข้าออกระหว่างประเทศ และเพื่อรองรับความเสี่ยงจากผู้เดินทางที่มาจากประเทศที่มีการระบาด และช่วยให้หน่วยงานด้านสาธารณสุขสามารถดำเนินมาตรการควบคุมโรคได้อย่างรวดเร็วและเหมาะสมตามสถานการณ์

สำหรับแนวทางการดำเนินงานของด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ ประกอบด้วย 2 มาตรการสำคัญ ได้แก่

1.มาตรการต้นทางและข้อปฏิบัติสำหรับสายการบิน ให้สายการบินแจ้งผู้เดินทางทุกคนที่มาจากเขตติดโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา เช่น สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก และสาธารณรัฐยูกันดา ลงทะเบียนข้อมูลล่วงหน้า โดยชาวต่างชาติต้องลงทะเบียนผ่านระบบ Thailand Digital Arrival Card (TDAC) ส่วนคนไทยลงทะเบียนผ่านระบบ Thai Health Pass ณ จุด Check-in รวมทั้งสายการบินต้องส่งรายชื่อผู้โดยสารจากประเทศกลุ่มเสี่ยงให้ด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ ณ ท่าอากาศยานปลายทางรับทราบล่วงหน้าและคัดกรองอาการ รวมถึงประเมินความเสี่ยงของผู้โดยสารตั้งแต่ต้นทางตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก ทั้งนี้ ขอให้คนไทยหลีกเลี่ยงการเดินทางไปพื้นที่ระบาดหากไม่มีความจำเป็น และต้องรายงานตัวต่อด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศทุกครั้งเมื่อเดินทางกลับเข้าประเทศ

สธ. ประกาศเขตติดโรคติดต่ออันตราย

2. มาตรการคัดกรอง ณ ท่าอากาศยานในประเทศ เจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อจะเข้าตรวจสอบ QR code ของผู้เดินทางจากพื้นที่ระบาด บริเวณประตูขาเข้า (Gate) หรือหน้าประตูเครื่องบินสำหรับเที่ยวบินตรงจากพื้นที่เสี่ยง ผู้เดินทางจากเขตติดโรคต้องยื่นเอกสารต่อเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อก่อนผ่านพิธีการตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) โดยเจ้าหน้าที่จะดำเนินการวัดไข้ซ้ำ สอบถามประวัติอาการป่วย และบันทึกข้อมูลที่อยู่ รวมถึงเบอร์โทรศัพท์ที่เป็นปัจจุบันลงในระบบ เพื่อใช้ในการติดตามเฝ้าระวังอาการจนครบ 21 วัน

"ขอให้ประชาชนติดตามข้อมูลข่าวสารจากกระทรวงสาธารณสุขและกรมควบคุมโรคอย่างใกล้ชิดโดยไม่ตื่นตระหนก เนื่องจากประเทศไทยมีระบบเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคที่มีมาตรฐาน และมีความพร้อมในการตอบโต้ภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุข ทั้งด้านบุคลากร เครื่องมือ และระบบการแพทย์และการสาธารณสุข" นายแพทย์มณเฑียรกล่าวเพิ่มเติม
ทั้งนี้ โรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา ติดต่อผ่านการสัมผัสเลือด สารคัดหลั่ง หรือร่างกายของผู้ติดเชื้อหรือผู้เสียชีวิตจากโรคดังกล่าว อาการสำคัญ ได้แก่ มีไข้สูง อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ อาเจียน ท้องเสีย และอาจมีภาวะเลือดออกผิดปกติ
กรมควบคุมโรคขอความร่วมมือประชาชนหลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังพื้นที่ที่มีการระบาด หากมีความจำเป็นต้องเดินทาง ควรปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโรคอย่างเคร่งครัด และหากเดินทางกลับจากประเทศเสี่ยงภายใน 21 วัน แล้วมีอาการไข้หรืออาการผิดปกติ ขอให้รีบพบแพทย์ทันที พร้อมแจ้งประวัติการเดินทางแก่บุคลากรทางการแพทย์
*CAAT  ยกระดับมาตรการเฝ้าระวังโรคอีโบลา

สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข สายการบิน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ยกระดับมาตรการเฝ้าระวังและป้องกันโรคอีโบลาในระบบการบินพลเรือน ภายหลังองค์การอนามัยโลก (WHO) ประกาศให้สถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา ในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกและสาธารณรัฐยูกันดา เป็น "ภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขที่นานาชาติกังวล" (Public Health Emergency of International Concern: PHEIC) เนื่องจากมีความเสี่ยงต่อการแพร่กระจายข้ามพรมแดนระหว่างประเทศ

ทั้งนี้ กระทรวงสาธารณสุขของไทยได้ประกาศให้สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกและสาธารณรัฐยูกันดาเป็นเขตติดโรคติดต่ออันตราย กรณีโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา เพื่อยกระดับมาตรการเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคในประเทศ โดย CAAT ได้เข้าร่วมประชุมซักซ้อมความเข้าใจกับกองด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศและกักกันโรค กระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วยสายการบินและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อกำหนดแนวทางการดำเนินมาตรการด้านสาธารณสุขในภาคการบินให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน และสามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ในเบื้องต้น กระทรวงสาธารณสุขขอความร่วมมือประชาชนพิจารณาหลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังพื้นที่ที่มีการระบาด ได้แก่ สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก สาธารณรัฐยูกันดา และพื้นที่ใกล้เคียงที่มีความเสี่ยงด้านโรคติดต่อ หากมีความจำเป็นต้องเดินทาง ขอให้ลงทะเบียนข้อมูลผ่านระบบ Thai Health Pass (https://thaihealthpass.com) โดยชาวต่างชาติจะต้องกรอกข้อมูลในระบบ Thailand Digital Arrival Card (TDAC) ตามข้อเท็จจริง เพื่อประโยชน์ในการติดตามและเฝ้าระวังโรคอย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับสายการบินที่มีเส้นทางเชื่อมต่อกับพื้นที่เสี่ยง CAAT ได้ประสานให้ดำเนินมาตรการด้านสาธารณสุขอย่างเข้มงวดใน 3 ด้าน ได้แก่

1. การประชาสัมพันธ์และแจ้งข้อมูลแก่ผู้โดยสารเกี่ยวกับมาตรการด้านสาธารณสุขและข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องตั้งแต่ก่อนการเดินทาง

2. การคัดกรองผู้โดยสารตั้งแต่ต้นทาง รวมถึงตรวจสอบการลงทะเบียนข้อมูลที่เกี่ยวข้อง และดำเนินการตามมาตรการสาธารณสุขทันทีหากพบผู้โดยสารมีอาการต้องสงสัย

3. การสนับสนุนข้อมูลแก่เจ้าหน้าที่ด่านควบคุมโรค เช่น ข้อมูลที่นั่งและข้อมูลการเดินทางของผู้โดยสาร เพื่อใช้ในการติดตามและเฝ้าระวังโรคอย่างทันท่วงที

นอกจากนี้ กองด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศและกักกันโรคยังได้ซักซ้อมแผนเผชิญเหตุกรณีพบผู้ป่วยต้องสงสัย ทั้งในกรณีที่ตรวจพบบนอากาศยานและกรณีที่ผู้โดยสารแสดงอาการภายหลังเดินทางเข้าประเทศ โดยกำหนดแนวทางการประสานงานระหว่างสายการบิน ท่าอากาศยาน หน่วยงานสาธารณสุข และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การบริหารจัดการสถานการณ์เป็นไปอย่างต่อเนื่องและลดผลกระทบต่อการดำเนินงานด้านการบินให้น้อยที่สุด


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ