พญ.จุไร วงศ์สวัสดิ์ นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ และโฆษกกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เปิดเผยถึงสถานการณ์และมาตรการรับมือโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา และไวรัสฮันตา ว่า ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่พบผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสอีโบลา และไวรัสฮันตาสายพันธุ์รุนแรง
- สถานการณ์ไวรัส "อีโบลา"
จากสถานการณ์การระบาดของไวรัสอีโบลา สายพันธุ์ "บันดิบูเกียว" (Bundibugyo) ในทวีปแอฟริกา ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่พบไม่บ่อย และยังไม่มีวัคซีน หรือยารักษาโดยตรง และล่าสุดคาดว่ามีผู้เสียชีวิตแล้ว 160 ราย ส่งผลให้องค์การอนามัยโลก (WHO) ประกาศให้เป็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุข ระหว่างประเทศเมื่อวันที่ 17 พ.ค. 69

ดังนั้น เพื่อเป็นการป้องกันเชิงรุก กระทรวงสาธารณสุขไทย ได้ออกประกาศกำหนดให้สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก และสาธารณรัฐยูกันดา เป็นเขตติดโรคติดต่ออันตราย ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 21 พ.ค. 69 เป็นต้นไป ซึ่งมาตรการนี้จะช่วยให้เจ้าหน้าที่มีอำนาจในการคัดกรอง และควบคุมผู้เดินทางจากพื้นที่เสี่ยงได้อย่างเข้มข้นยิ่งขึ้น
สำหรับการติดต่อของโรค จะติดต่อผ่านการสัมผัสโดยตรงกับเลือด สารคัดหลั่งของผู้ป่วย หรือผู้เสียชีวิต หรือสัตว์ติดเชื้อหรือสิ่งของปนเปื้อน โดยอาการของโรค คือ หลังสัมผัสเชื้อ 2-21 วัน, ไข้สูงเฉียบพลัน, ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย, ปวดกล้ามเนื้อ ปวดเมื่อย, อาเจียน ท้องเสีย และอาจมีเลือดออกผิดปกติ โดยมีอัตราการเสียชีวิตประมาณ 40-80%

สำหรับอาการเบื้องต้นของโรค ผู้ป่วยจะมีไข้สูงเฉียบพลัน ร่วมกับอาการใดอาการหนึ่ง ได้แก่ อ่อนเพลีย, ปวดศีรษะ, ปวดกล้ามเนื้อ, เจ็บคอ, อาเจียน, อุจจาระร่วง, ถ่ายเหลว, มีผื่น, มีภาวะเลือดออกผิดปกติ เช่น ถ่ายเป็นเลือด มีจุดเลือดออก ภาวะตับถูกทำลาย หรือมีภาวะไตวาย
ส่วนเกณฑ์ประวัติเสี่ยง คือ ในช่วง 21 วัน ก่อนเริ่มมีอาการ มีประวัติเสี่ยงอย่างใดอย่างหนึ่ง ได้แก่ อาศัยอยู่ หรือ เดินทางมาจากประเทศที่มีรายงานการระบาดของโรค, ดูแลใกล้ชิด และสัมผัสผู้ป่วย หรือศพของผู้ป่วยที่สงสัยติดเชื้อ หรือสัมผัสโดยตรงกับสัตว์จำพวกค้างคาว หนู ลิง สัตว์ป่าเท้ากีบ ที่มาจากพื้นที่เกิดโรค
"การระบาดส่วนใหญ่อยู่ในทวีปแอฟริกา และเป็นการยากที่จะแพร่ออกนอกประเทศได้ เพราะผู้ที่ติดเชื้อ จะมีอาการหนักมากจนไม่สามารถเดินทางได้ และมีการสแกนที่ประเทศต้นทางแล้ว และเราก็มีการคัดกรองอีกครั้ง แต่ตอนนี้ก็ให้ติดตามสถานการณ์ เพราะ WHO ประกาศว่าแนวโน้มการแพร่ระบาดของโรคไปยังประเทศอื่นในทวีปแอฟริกา อยู่ในเกณฑ์สูง ดังนั้น ถ้ามีรายงานประเทศที่มีผู้ป่วยเพิ่มขึ้น ไทยก็อาจต้องเพิ่มลิสต์เฝ้าระวังนอกจาก 2 ประเทศดังกล่าว" พญ.จุไร กล่าวพญ.จุไร กล่าวว่า สายพันธุ์ที่มีการแพร่ระบาดต่อเนื่อง คือ สายพันธุ์ซาอี (Zaire) ซึ่งมีวัคซีน และยารักษาแล้ว แต่ขณะนี้ที่กำลังแพร่ระบาดอยู่ คือ สายพันธุ์บันดิบูเกียว ซึ่งยังไม่มีวัคซีนและยารักษา อย่างไรก็ดี คาดว่ากว่าจะมีวัคซีนสายพันธุ์บันดิบูเกียว ต้องใช้เวลานานถึง 6-9 เดือน ทั้งนี้ การติดต่อของไวรัสอีโบลาแพร่กระจายได้ช้ากว่า ไม่เหมือนโควิด-19 หรือไข้หวัดใหญ่ ที่แพร่ผ่านการไอจาม
ด้าน นพ.โรม บัวทอง รักษาการนายแพทย์ทรงคุณวุฒิ และผู้อำนวยการกองด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศและกักกันโรค กล่าวว่า เมื่อมีการประกาศเขตติดโรคติดต่ออันตราย ผู้เดินทางทุกคน ทั้งคนไทยและต่างชาติ จะต้องตรวจคัดกรองที่ด่านควบคุมโรคต่อระหว่างประเทศ โดยปัจจุบันโรคติดต่ออันตรายมี 2 โรค คือ 1. โรคไข้เหลือง ได้แก่ ผู้เดินทางจาก 42 ประเทศ (ลาตินอเมริกา 13 ประเทศ และแอฟริกา 29 ประเทศ) และ 2. โรคไวรัสอีโบลา ได้แก่ ผู้เดินทางจากยูกันดา และคองโก
สำหรับมาตรการก่อน และเมื่อมาถึงประเทศไทย ประเทศต้นทางจะต้องมีการคัดกรองก่อน และผู้เดินทางที่มาจากยูกันดา และคองโก จะต้องลงทะเบียน Health Declaration (แบบฟอร์ม ต.8) หรือคนไทย ลงทะเบียนผ่านระบบ Thailand Health Pass โดยสายการบินจะส่งข้อมูลมาล่วงหน้า และเมื่อเดินทางมาถึงการคัดกรอง ณ จุดรับ เจ้าหน้าที่จะไปรอรับผู้เดินทางที่หน้าประตูเครื่องบิน เพื่อนำตัวมาคัดกรองอาการและประวัติความเสี่ยง ณ ด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ
ส่วนรายละเอียดการดำเนินงาน ของด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ ได้กำหนดมาตรการสำหรับผู้เดินทางจากเขตติดโรคติดต่ออันตรายเป็น 3 รูปแบบ ดังนี้
1. การคุมไว้สังเกต : สำหรับผู้เดินทางที่ไม่มีอาการ และไม่มีความเสี่ยงสูง สามารถใช้ชีวิตปกติได้ แต่ต้องรายงานสถานะสุขภาพและวัดไข้ต่อเจ้าหน้าที่ทุกวันจนครบ 21 วัน ตามระยะฟักตัวของโรค
2. การกักกัน : สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงสูง เช่น สัมผัสใกล้ชิดผู้ป่วย แม้ยังไม่มีอาการ จะถูกส่งตัวไปกักกัน ณ ศูนย์กักกัน สถาบันบำราศนราดูร เพื่อเฝ้าสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด เป็นเวลา 21 วัน
3. การแยกกัก : หากพบผู้เดินทางมีอาการไข้หรือเข้าข่ายสงสัย ณ ด่านคัดกรอง จะถูกแยกตัว และส่งต่อเข้าโรงพยาบาลที่กำหนดทันที เพื่อตรวจวินิจฉัยและรักษา
นพ.โรม กล่าวว่า สายการบิน มีหน้าที่ตรวจสอบ และแจ้งรายชื่อผู้เดินทางจากพื้นที่เสี่ยงให้กรมควบคุมโรคทราบล่วงหน้าก่อนเครื่องลง หากสายการบินฝ่าฝืน นำผู้ป่วย หรือผู้ที่มีความเสี่ยงเข้าประเทศ อาจต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการควบคุมโรคทั้งหมด ในส่วนของบุคคลทั่วไป หากฝ่าฝืนมาตรการ หรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งเจ้าพนักงานควบคุมโรค มีโทษปรับหรือจำคุกตามกฎหมาย
"ในการคัดกรองผู้เดินทาง ได้มีมาตรการเสริม ให้สายการบินตรวจสอบประวัติผู้ที่ไม่ได้เดินทางมาจาก 2 ประเทศดังกล่าวว่า ก่อนหน้านี้ในช่วง 21 วัน มีประวัติเดินทางไป 2 ประเทศดังกล่าวมาก่อนหรือไม่ ซึ่งยอมรับว่า ขณะนี้มีข้อจำกัดถ้าเป็นคนละ Booking อาจมีการหลุดจากระบบคัดกรองได้ ซึ่งในกรณีนี้ถ้าเป็นเหตุสุดวิสัย สายการบินก็คงไม่ต้องรับผิดชอบ" นพ.โรม กล่าวสำหรับจำนวนผู้เดินทางจากพื้นที่เสี่ยงหลักที่มีการเฝ้าระวัง ผู้เดินทางที่มาจากคองโก และยูกันดา โดยเฉลี่ยมีผู้เดินทางจาก 2 ประเทศนี้เข้าไทยเฉลี่ย 6-7 คนต่อวัน จากข้อมูลย้อนหลัง 20 วัน (29 เม.ย.-18 พ.ค. 69) พบผู้เดินทางรวม 126 คน (จากยูกันดา 114 คน และคองโก 12 คน) โดยส่วนใหญ่เป็นชาวอูกันดา (75%) รองลงมา เป็นชาวจีน และคองโก ตามลำดับ โดยส่วนใหญ่ (80 คน) มีจุดหมายปลายทางอยู่ที่กรุงเทพฯ ส่วนที่เหลือ กระจายไปยังจังหวัดใกล้เคียง เช่น ชลบุรี นนทบุรี และปทุมธานี
ส่วนข้อมูล ณ วันที่ 21 พ.ค. 69 พบผู้เดินทาง 5 คน (จากยูกันดา 3 คน ฟิลิปปินส์ 1 คน และไทย 1 คน) ซึ่งทุกคนได้รับการคัดกรองและไม่พบอาการป่วยใด ๆ และปัจจุบันอยู่ในระบบติดตามอาการรายวันจนครบ 21 วัน ส่วนวันนี้มีรายงานว่าจะเดินทางเข้าไทยอีก 4 คน
"WHO รายงานว่า สถานการณ์การแพร่ระบาด น่าจะเกิดตั้งแต่ช่วงต้นเดือนเม.ย. 69 ซึ่งกลุ่มที่เดินทางเข้ามาก่อนหน้านี้ ก็ได้มีการตรวจสอบแล้ว โดยส่วนใหญ่ได้เดินทางกลับประเทศไปแล้ว เพราะมีประเด็นเรื่องวีซ่าที่อยู่ได้ไม่นาน และส่วนใหญ่เป็นคนยูกันดา" นพ.โรม กล่าว- สถานการณ์ไวรัส "ฮันตา"
ในส่วนของไวรัสฮันตา (Hantavirus) ที่แพร่ระบาดบนเรือสำราญ พญ.จุไร กล่าวว่า ประเทศไทยได้ประกาศให้เป็นโรคติดต่ออันตรายลำดับที่ 14 เมื่อวันที่ 15 พ.ค. 69 ทั้งนี้ ประเทศไทยมีระบบเฝ้าระวัง ทั้งเคสจากต่างประเทศและในประเทศ โดยสถานพยาบาลทั่วประเทศ ถูกกำชับให้รายงานผู้ป่วยสงสัยภายใน 3 ชั่วโมง เพื่อให้ทีมสอบสวนโรคลงพื้นที่ได้ทันท่วงที
อย่างไรก็ดี เชื้อไวรัสฮันตาสายพันธุ์แอนดิส (Andes virus) ขณะนี้ยังไม่พบในไทย ส่วนใหญ่จะพบในทวีปอเมริกา โดยเฉพาะอเมริกาใต้ แต่ในไทย แม้จะมีการพบเชื้อไวรัสฮันตา (Hantavirus Disease) แต่ก็เป็นเชื้อไวรัสในอีกกลุ่มที่มีระดับความรุนแรงน้อยกว่า
สำหรับเกณฑ์ประวัติเสี่ยง คือในช่วง 8 สัปดาห์ ก่อนเริ่มมีอาการ มีประวัติเสี่ยงอย่างใดอย่างหนึ่ง ได้แก่ สัมผัสโดยตรงกับสัตว์ฟันแทะ หรือสิ่งขับถ่ายของสัตว์ฟันแทะ, อาศัยหรือทำกิจกรรมในพื้นที่ที่เป็นแหล่งอาศัยของสัตว์ฟันแทะชุกชุม, ทำกิจกรรมที่เสี่ยงต่อการสูดดมละอองจากสิ่งขับถ่ายของสัตว์ฟันแทะ, สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยยืนยันหรือผู้ป่วย, ผู้ที่โดยสารร่วมหรือเคยอยู่ในยานพาหนะเดียวกันกับผู้ป่วย หรือสัมผัสสัตว์ฟันแทะที่ติดเชื้อไวรัสฮันตาในห้องปฏิบัติการหรือสถานที่เลี้ยงสัตว์ทดลอง
ส่วนอาการของผู้ป่วย เน้นเฝ้าระวังผู้ที่มีอาการไข้ ร่วมกับอาการอย่างใดอย่างหนึ่ง ได้แก่ หนาวสั่น, ปวดกล้ามเนื้อ, ปวดศีรษะ, ปวดท้อง, คลื่นไส้, อาเจียน หรือถ่ายเหลว ร่วมกับกับตรวจพบอาการผิดปกติร่วมกับ 1. อาการทางไต (HFRS) หรือ 2. ทางเดินหายใจ ปอด (HPS) (อาการรุนแรง อัตราการเสียชีวิต 40-50%) ซึ่งส่วนใหญ่พบในสายพันธุ์แอนดิส อย่างไรก็ดี องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า เป็นการยากที่จะแพร่ไปสู่หลายประเทศ และในส่วนของประเทศไทย ก็ไม่มีคนไทยอยู่บนเรือดังกล่าวด้วย