สภาผู้บริโภค ยก 8 เหตุผลฟ้องเฟซบุ๊กปล่อยโฆษณามิจฉาชีพหลอกลวงคนไทย ดีเดย์ 8 มิ.ย.นี้ หวังเป็นคดีตัวอย่าง

ข่าวเทคโนโลยี Thursday June 4, 2026 12:38 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

สภาผู้บริโภค ยก 8 เหตุผลฟ้องเฟซบุ๊กปล่อยโฆษณามิจฉาชีพหลอกลวงคนไทย ดีเดย์ 8 มิ.ย.นี้ หวังเป็นคดีตัวอย่าง

สภาผู้บริโภค เตรียมยื่นฟ้องดำเนินคดีตามกฎหมายกับ บริษัท เมตา (Meta) เจ้าของแพลตฟอร์มเฟซบุ๊ก (Facebook) ทั้งสำนักงานในประเทศไทยและสำนักงานใหญ่ ในวันที่ 8 มิ.ย. นี้ ซึ่งจะเป็นคดีแรกของไทยที่ฟ้องเฟซบุ๊ก เนื่องจากปล่อยให้มีโฆษณามิจฉาชีพหลอกลวงผู้บริโภคไทยอย่างต่อเนื่องโดยไม่มีความพยายามสกัดกั้น จนเกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินและชีวิตของเหยื่อเป็นจำนวนมาก โดยโฆษณาลวงเหล่านี้อาศัยช่องว่างทางกฎหมายและความไว้วางใจที่ผู้บริโภคไทยมีต่อแพลตฟอร์มนี้ที่เป็นเหมือน "เพื่อนสนิท" มามากกว่าสองทศวรรษ

สภาผู้บริโภค ยก 8 เหตุผลฟ้องเฟซบุ๊กปล่อยโฆษณามิจฉาชีพหลอกลวงคนไทย ดีเดย์ 8 มิ.ย.นี้ หวังเป็นคดีตัวอย่าง

น.ส.บุญยืน ศิริธรรม ประธานสภาผู้บริโภค กล่าวว่า ตั้งแต่ปี 67 ถึงเดือนมี.ค. 69 สภาผู้บริโภค ได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชน กรณีซื้อสินค้าและบริการแต่ไม่ได้รับ หรือได้รับสินค้าแต่ไม่ตรงตามโฆษณา ทั้งหมด 6,164 เรื่อง โดยเป็นความเสียหายที่มาจากแพลตฟอร์มเฟซบุ๊ก จำนวน 3,793 เรื่อง ทั้งกรณีสั่งของแล้วไม่ได้ของ จ่ายเงินลงทุนแล้วเงียบหาย ถูกแอบอ้างชื่อและรูปไปเปิดเพจปลอม จนถึงเพจที่ตั้งใจเปิดมาเพื่อหลอกขายของโดยเฉพาะ โดยความเสียหายดังกล่าวไม่สามารถตามหาผู้รับผิดชอบได้

ผู้ที่ได้รับความเสียหายเหล่านี้อยู่ในทุกกลุ่มอาชีพและระดับการศึกษา ซึ่งไม่ใช่ผู้ที่ไม่ทันเกม หรือไม่ระวังตัว ในบรรดาผู้ที่เดินเข้าไปแจ้งความร้องเรียน มีทั้งอาจารย์ แพทย์ ข้าราชการระดับสูง นักธุรกิจ ไปจนถึงพ่อค้าแม่ค้าและชาวบ้านธรรมดา สิ่งที่ทำให้พวกเขาหลงเชื่อ ไม่ใช่ความประมาท แต่คือความเชื่อมั่นในแพลตฟอร์มระดับโลกที่ทุกคนใช้และวางใจว่าผ่านการคัดกรองมาแล้ว ไม่มีใครคิดว่าแพลตฟอร์มระดับโลกจะปล่อยปละละเลยให้เกิดการหลอกลวงแบบเดิมซ้ำแล้วซ้ำอีก

"ผู้บริโภคไทยถูกทำให้กลายเป็นเพียงตัวเลขในรายงานความเสียหาย คนหนึ่งถูกหลอกเงินเก็บทั้งชีวิต อีกคนถูกหลอกจนต้องเป็นหนี้ แต่แพลตฟอร์มยังเก็บค่าโฆษณาเข้ากระเป๋าทุกวินาที โดยสภาผู้บริโภค ได้มีความพยายามติดต่อบริษัท เมตา ในต่างประเทศ และสำนักงานในไทย เพื่อให้เฟซบุ๊กมีมาตรการสกัดกั้นมิจฉาชีพที่ซื้อพื้นที่ในเฟซบุ๊กเพื่อใช้ในการโฆษณาลวงในรูปแบบต่าง ๆ กันมาเป็นเวลากว่าหนึ่งปี แต่ถึงปัจจุบันยังไม่ได้มีการดำเนินการใด ๆ เพื่อยุติการหลอกลวงดังกล่าว" น.ส.บุญยืน กล่าว

ทั้งนี้ ปัจจุบันมีคนไทยใช้เฟซบุ๊กกว่า 51 ล้านบัญชีเพื่อการใช้ในการเชื่อมต่อกับสังคมออนไลน์ รวมทั้งการรับฟังข่าวสารและซื้อของออนไลน์ และด้วยความวางใจในแพลตฟอร์มนี้ ทำให้เมื่อโฆษณาโผล่ขึ้นบนหน้าฟีด ผู้ติดตามแพลตฟอร์มจำนวนมากไม่เคยตั้งคำถามว่าเป็นโฆษณาปลอมหรือไม่ และมั่นใจว่าเฟซบุ๊กมีกระบวนการกลั่นกรองมิจฉาชีพไม่ให้มีพื้นที่ในแพลตฟอร์มนี้

*เปิด 8 เหตุผลยื่นฟ้อง Facebook

น.ส.สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภค กล่าวว่า สภาผู้บริโภค พร้อมทนายความ และตัวแทนกลุ่มผู้เสียหาย จะยื่นฟ้องร้องเฟซบุ๊ก ต่อศาลแพ่ง ในวันที่ 8 มิ.ย. นี้ ซึ่งจะเป็นคดีแรกของไทยที่ฟ้องเฟซบุ๊ก เพื่อให้เกิดบรรทัดฐานและปกป้องผู้บริโภคคนไทย และในวันที่ 19 มิ.ย. 69 จะมีการจัดเวทีเสวนาสาธารณะร่วมกับคณะอนุกรรมาธิการพาณิชย์และเศรษฐกิจดิจิทัล วุฒิสภา เพื่อรับฟังเสียงของผู้เสียหายจากเฟซบุ๊กและผลักดันข้อเสนอเชิงนโยบาย

การฟ้องร้องในครั้งนี้ มีเป้าหมายหลักเพื่อยกระดับมาตรฐานการคุ้มครองผู้บริโภคของแพลตฟอร์มให้เท่าเทียมสากล โดยเหตุผลสำคัญที่นำไปสู่การฟ้องร้องเฟซบุ๊กทั้งในแง่มุมทางกฎหมายและจริยธรรม มี 8 ข้อ ดังนี้

1. ปล่อยให้มีโฆษณาหลอกลวงและโฆษณาผิดกฎหมายเกลื่อนแพลตฟอร์ม ทั้งโฆษณาหลอกลงทุน แอบอ้างบุคคลสำคัญและดารา ขายสินค้าปลอม สินค้าไม่ผ่านมาตรฐาน ไปจนถึงเว็บพนันออนไลน์ที่แฝงตัวมาในรูปแบบโฆษณาที่ได้รับการสนับสนุน ชี้ให้เห็นว่าแพลตฟอร์มขาดการคัดกรอง หรือจงใจเปิดรับรายได้ค่าโฆษณาที่หลอกลวง โฆษณาจากธุรกิจที่ผิดกฎหมายและก่อความเสียหายต่อผู้บริโภค

2. เฟซบุ๊ก มาร์เก็ตเพลส (Facebook Marketplace) และระบบเพจ กลายเป็นแหล่งกระจายสินค้าเถื่อนและอาวุธ ทั้งสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ ยาและอาหารเสริมไม่ผ่าน อย. หรือไม่ผ่านมาตรฐาน มอก. ไปจนถึงสินค้าอันตรายและอาวุธ สะท้อนความล้มเหลวของระบบคัดกรองเนื้อหา

3. อัลกอริทึมชี้เป้าเหยื่อตรงกลุ่ม จนนำไปสู่ความสูญเสียถึงขั้นเสียชีวิต ระบบวิเคราะห์พฤติกรรมของแพลตฟอร์มถูกนำไปใช้เอื้อประโยชน์ให้มิจฉาชีพยิงโฆษณาเจาะกลุ่มเป้าหมายอย่างแม่นยำ เช่น ผู้ใช้ที่สนใจเรื่องการลงทุน อัลกอริทึมจะป้อนเนื้อหาและโฆษณาเกี่ยวกับการลงทุนเข้าสู่หน้าฟีดเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งในจำนวนนั้นมีโฆษณาหลอกลวงปะปนอยู่ด้วย เช่นเดียวกับผู้ที่สนใจสุขภาพก็จะได้รับโฆษณาอาหารเสริมและยาที่ไม่ผ่านมาตรฐาน

อย่างไรก็ตาม การยิงเนื้อหาโฆษณาดังกล่าวนำไปสู่ความเสียหายที่รุนแรง โดยพบกรณีผู้เสียหายที่เห็นโฆษณาชวนลงทุนซ้ำ ๆ บนหน้าฟีดจนหลงเชื่อ ตัดสินใจนำเงินไปลงทุน และเมื่อรู้ตัวว่าถูกหลอกจนสูญเสียทรัพย์สินทั้งหมด ก็เกิดความเครียดสะสม หรือเป็นโรคซึมเศร้าจนตัดสินใจจบชีวิตตนเอง สะท้อนว่าผลกระทบจากการที่แพลตฟอร์มปล่อยให้อัลกอริทึมทำงานร่วมกับโฆษณาหลอกลวง ได้กลายเป็นปัญหาความมั่นคงทางสังคมและชีวิตของประชาชนแล้ว

4. หากำไรบนความเดือดร้อนของผู้บริโภค เฟซบุ๊กมีรายได้มหาศาลจากการอนุมัติให้โฆษณา (Sponsored Post) ของกลุ่มมิจฉาชีพเข้าระบบ ทั้งการหลอกลงทุน หุ้นปลอม และขายสินค้าทิพย์ การรับเงินค่าโฆษณาโดยไม่กลั่นกรอง จึงเข้าข่ายการมีส่วนได้ส่วนเสียจากเม็ดเงินที่หลอกลวงประชาชน

5. ระบบยืนยันตัวตนล้มเหลว แพลตฟอร์มเปิดช่องให้มีการเปิดเพจหรือใช้บัญชี "อวตาร" สวมรอยแบรนด์ดังเพื่อยิงโฆษณา โดยไม่มีกลไกตรวจสอบข้อมูลบุคคลอย่างเข้มงวด เมื่อเกิดการฉ้อโกง ผู้บริโภคและพนักงานสอบสวนจึงไม่สามารถสืบหาตัวตนที่แท้จริงของอาชญากรได้

6. อาศัยช่องโหว่กฎหมายไทย (Regulatory Arbitrage) โดยเฟซบุ๊กใช้สถานะทุนข้ามชาติหลบเลี่ยงการปฏิบัติตามกฎหมายไทย คือ จดทะเบียนในประเทศไทยเพียงในฐานะผู้ให้บริการโซเชียลมีเดีย ทั้งที่ในความเป็นจริงมีพื้นที่ซื้อขายสินค้าบนแพลตฟอร์มเต็มรูปแบบ จนเกิดปัญหาความเสียหายจากการซื้อขายออนไลน์ตามมาเป็นจำนวนมาก ขณะที่พระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ฉบับที่ 2 หรือ พ.ร.ก.ไซเบอร์ 2 ก็ยังไม่สามารถเยียวยาผู้เสียหายหรือเอาผิดแพลตฟอร์มได้

นอกจากนี้ การจดทะเบียนในสถานะที่ไม่สอดคล้องกับการดำเนินธุรกิจจริง ยังส่งผลให้เฟซบุ๊กปฏิเสธความรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นบนแพลตฟอร์ม โดยอ้างว่าเป็นเพียงตัวกลาง ไม่ใช่ผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ยิ่งไปกว่านั้น แม้จะมีรายได้มหาศาลจากค่าโฆษณาในประเทศไทย แต่เฟซบุ๊กกลับโอนรายได้ไปเสียภาษีให้กับประเทศไอร์แลนด์ ซึ่งเป็นประเทศที่มีอัตราภาษีนิติบุคคลต่ำ และไม่เสียภาษีในประเทศ ทำให้ประเทศไทยสูญเสียรายได้ภาษีที่ควรจะได้รับจากการที่แพลตฟอร์มดำเนินธุรกิจและสร้างผลกระทบในประเทศ

7. ไร้ระบบปกป้องผู้ซื้อและการเยียวยา รวมถึงไม่มีมาตรการป้องกันผู้บริโภคที่เพียงพอ ข้อมูลจากศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (Anti Cyber Scam Center : ACSC) ระบุว่า ผู้บริโภคควรใช้แพลตฟอร์มตลาดออนไลน์ (E-Commerce) ที่มีระบบกระเป๋าเงินกลาง (Escrow System) กักเงินไว้จนกว่าจะได้รับสินค้า เพื่อป้องกันความเสียหายจากการซื้อของไม่ได้ของ แต่เฟซบุ๊กไม่มีระบบดังกล่าว และไม่มีมาตรการเชิงป้องกันอื่นใดที่ออกแบบมาเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคก่อนเกิดความเสียหาย ปล่อยให้เกิดการโอนเงินตรงอย่างไร้การควบคุม และเมื่อเกิดการทุจริต มิจฉาชีพปิดบัญชีหนี โดยไม่มีมาตรการชดเชยเยียวยาจากผู้ให้บริการ

8. พฤติกรรมสองมาตรฐาน (Double Standard) และไม่ให้ความร่วมมือกับหน่วยงานไทย ในสหรัฐฯ ยุโรป และออสเตรเลีย เมตา ยอมปฏิบัติตามกฎหมายและตั้งระบบคัดกรองที่เข้มงวดเพื่อเลี่ยงโทษปรับ รวมถึงให้ความร่วมมือกับหน่วยงานกำกับดูแลในการทำให้แพลตฟอร์มปลอดภัยยิ่งขึ้น แต่ในประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียนกลับไม่บังคับใช้มาตรฐานความปลอดภัยเดียวกัน และไม่ให้ความร่วมมือกับหน่วยงานไทยอย่างเพียงพอในการป้องกันและแก้ไขปัญหา เข้าข่ายเลือกปฏิบัติและละเลยความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของผู้บริโภคไทย

น.ส.สารี กล่าวว่า ประเทศไทยเป็นอันดับ 10 ของโลกที่จ่ายเงินค่าโฆษณาให้เฟซบุ๊ก รัฐบาลต้องไม่ปล่อยให้แพลตฟอร์มข้ามชาติเข้ามาโกยกำไรค่าโฆษณาปีละกว่าหมื่นล้านบาท โดยทิ้งความเสียหายไว้ให้ประชาชนแบกรับ ในเมื่อมาตรการขอความร่วมมือจากภาครัฐที่ผ่านมาไม่ได้ผล สภาผู้บริโภค จึงจำเป็นต้องใช้กลไกทางศาลขับเคลื่อนเชิงรุก เพื่อบีบให้เมตา หรือเฟซบุ๊ก ปฏิรูปโครงสร้างแพลตฟอร์ม ยืนยันตัวตนผู้ขายให้ครบ 100% และร่วมชดใช้เยียวยาผู้เสียหายตามมาตรฐานสากล

สภาผู้บริโภค ได้เปิดตัวแคมเปญ #ฉันก็โดนเหมือนกัน #แอปฟ้าพาหมดตัว #เฟซบุ๊กเพื่อนลัก เชิญชวนผู้บริโภคที่เคยถูกหลอกลวงผ่านเฟซบุ๊กให้ก้าวออกมา ร่วมแชร์ประสบการณ์เพื่อสะท้อนปัญหาที่เกิดขึ้นจริงที่แพลตฟอร์มยอดนิยมระดับโลกกลับเมินเฉยต่อความเสียหายของผู้ติดตามเฟซบุ๊ก โดยร่วมกดดันทางสังคมให้บริษัทเมตา ต้องแสดงความรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นกับผู้บริโภคไทย

ส่วนความคาดหวังในการฟ้องเฟซบุ๊กครั้งนี้จะมีโอกาสชนะมากน้อยเท่าไร จนถึงขั้นที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง น.ส.สารี กล่าวว่า คนฟ้องทุกคนคาดหวังว่าจะชนะ และได้รับความเป็นธรรม แต่สิ่งที่อยากเห็นเลยคือไม่ต้องรอให้เราชนะ แต่เฟซบุ๊กมีมาตรการดูแลผู้บริโภคเลย เช่น ไม่ต้องรอถึง 180 วัน ที่จะขึ้นทะเบียนคนที่ทำโฆษณาบนเฟซบุ๊ก หรือผู้ขายต้องขึ้นทะเบียน และแยกไปอยู่ที่ E-commerce Platform เป็นต้น

"ให้รอติดตามในวันที่ 8 มิ.ย. นี้ และจะมีการเปิดรายละเอียดว่าจะยื่นฟ้องเฟซบุ๊กในคดีใดด้วย ซึ่งคดีแรกนี้จะเป็นคดีตัวอย่าง และถ้าเฟซบุ๊กยังไม่มีการดำเนินการใด ๆ ก็จะมีอีกหลายคดี" น.ส.สารี กล่าว

อย่างไรก็ดี ก่อนหน้านี้ สภาผู้บริโภค ได้ทำจดหมายถึง Meta เสนอให้แก้ช่องโหว่แพลตฟอร์ม ปี 67 โดยมีไทม์ไลน์ดังนี้

1. วันที่ 19 พ.ย. 67 สภาผู้บริโภค ยื่นข้อเสนอแนะ 4 ข้อ ถึง Meta Platforms, Inc. ให้แก้ปัญหาฉ้อโกงและมิจฉาชีพบนเฟซบุ๊ก โดยข้อเสนอโดยสรุปคือ

- กำหนดนโยบายห้ามซื้อขายสินค้าผ่านหน้าเพจ หรือโพสต์โดยตรง เสนอให้ธุรกรรมทั้งหมดต้องทำผ่านระบบ e-Marketplace ที่จดทะเบียนผู้ค้า 100% เท่านั้น

- เร่งรัดระบบจัดการเรื่องร้องเรียนและการเยียวยา รวมถึงจัดให้มีระบบเฝ้าระวัง เพื่อตรวจสอบ คัดกรอง และปิดกั้นบัญชีที่ผิดกฎหมายในไทย

- จัดตั้งนิติบุคคลในประเทศไทย เพื่อให้การดำเนินธุรกิจในไทยเป็นไปตามมาตรฐานการกำกับดูแลที่สอดคล้องกัน

- จดทะเบียนเป็นผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล โดยต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (PDPA) ของไทยอย่างเคร่งครัด

2. วันที่ 16 ม.ค. 68 สภาผู้บริโภค ได้ติดตามอีกครั้งถึง Mr. Mark Zuckerberg ผ่าน Tilleke & Gibbins International Ltd.

3. วันที่ 4 ก.พ. 68 ผู้ประสานงาน Meta ในประเทศไทย Tilleke & Gibbins Digital Solutions Co, Ltd. มีหนังสือชี้แจงกลับมา ว่า Facebook เป็น Discovery Platform ที่เน้นให้ผู้ใช้ค้นหาผลิตภัณฑ์ แต่ Meta ไม่ได้จัดให้มีการทำธุรกรรมหรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดการเงินบนแพลตฟอร์ม ไม่ว่าจะเป็นบนหน้าเพจ โพสต์ทั่วไป หรือ Facebook Marketplace

Meta ระบุว่า ได้ลงทุนกว่า 2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ด้านทีมงานและเทคโนโลยีความปลอดภัย ตั้งแต่ปี 59 ใช้แนวทาง 4 ข้อ คือ (1) กำหนดนโยบายห้ามการฉ้อโกง (2) บังคับใช้กฎทั้งในและนอกแพลตฟอร์ม (3) มีเครื่องมือให้ผู้ใช้บล็อกและรายงาน ซึ่งทุกอย่างบน Facebook และ Instagram สามารถกดรายงานได้ และ (4) สร้างความร่วมมือและให้ความรู้แก่ผู้บริโภค

ทั้งนี้ แม้จะไม่ได้ระบุถึงการจดทะเบียนนิติบุคคลใหม่เพื่อดำเนินธุรกิจทั่วไป แต่ Meta ได้แต่งตั้ง Tilleke & Gibbins Digital Solutions Co., Ltd. เป็น Local Point of Contact ในประเทศไทย เพื่อทำหน้าที่ประสานงานกับเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องตามกฎหมาย PDPA และพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยแพลตฟอร์มดิจิทัล นอกจากนี้ Meta ยังยืนยันว่า ตนเองมีสถานะเป็น Data Controller ตามคำนิยามในกฎหมาย PDPA และได้แต่งตั้งผู้ติดต่อในท้องถิ่นเพื่อให้สอดคล้องกับการปฏิบัติตามกฎหมายดังกล่าวแล้ว


แท็ก facebook   เฟซบุ๊ก  

เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ