Smart Green ถอดรหัสกฎหมายเพื่อความยั่งยืน: ยุค Carbon Economy บริหารคาร์บอนได้ดีกว่า อาจแข่งขันได้ดีกว่า

ข่าวทั่วไป Monday June 8, 2026 16:54 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

Smart Green ถอดรหัสกฎหมายเพื่อความยั่งยืน: ยุค Carbon Economy บริหารคาร์บอนได้ดีกว่า อาจแข่งขันได้ดีกว่า

หลายปีที่ผ่านมา เวลาพูดถึง "Carbon Pricing" หรือ "Carbon Credit" คนส่วนใหญ่มักมองว่าเป็นเรื่องสิ่งแวดล้อม เป็นเรื่องของการลดโลกร้อน หรือเป็นกิจกรรม CSR ของบริษัทขนาดใหญ่

แต่ในปี 2026 โลกกำลังเริ่มเห็นชัดขึ้นว่า "คาร์บอน" ไม่ได้เป็นเพียงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมอีกต่อไป หากกำลังกลายเป็น "ตัวแปรทางเศรษฐกิจ" ที่ส่งผลต่อการค้า การลงทุน ความมั่นคงทางพลังงาน และการแข่งขันระดับโลก

รายงาน State and Trends of Carbon Pricing 2026 ของ World Bank สะท้อนภาพนี้ได้ชัดเจนอย่างมาก

ปัจจุบัน โลกมีระบบ Carbon Pricing แล้วถึง 87 ระบบ ครอบคลุมประมาณ 29% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดของโลก เพิ่มขึ้นอย่างมากจากเมื่อปี 2016 ที่ครอบคลุมเพียง 12% เท่านั้น และหากนโยบายที่อยู่ระหว่างการพัฒนาถูกนำมาใช้ครบ ภายในปี 2030 โลกเกือบ 1 ใน 3 จะอยู่ภายใต้ระบบ Carbon Pricing

ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า โลกกำลังสร้าง "โครงสร้างเศรษฐกิจใหม่" ที่มีคาร์บอนเป็นส่วนหนึ่งของต้นทุนทางเศรษฐกิจอย่างจริงจัง

สิ่งที่น่าสนใจคือ การเติบโตของ Carbon Pricing ในช่วงหลัง ไม่ได้เกิดจากแรงกดดันด้านสิ่งแวดล้อมเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจาก "วิกฤตพลังงาน" และ "ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์" ด้วย

World Bank ระบุว่า โลกกำลังเผชิญกับความผันผวนด้านพลังงานครั้งใหญ่ ทั้งจากการลดลงของอุปทานน้ำมันโลก ความตึงเครียดด้านเส้นทางขนส่งพลังงาน และความผันผวนของตลาด Commodity หลายชนิด

สิ่งเหล่านี้ทำให้หลายประเทศเริ่มมองว่า การพึ่งพาพลังงานฟอสซิลนำเข้าในระยะยาวคือ "ความเสี่ยงเชิงยุทธศาสตร์"

นั่นทำให้ Carbon Pricing เปลี่ยนบทบาทจากเครื่องมือ "ลดคาร์บอน" ไปสู่เครื่องมือ "สร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ"

ยุโรปเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด สหภาพยุโรปไม่ได้ใช้ EU ETS เพียงเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่ยังใช้เป็นเครื่องมือยกระดับอุตสาหกรรมและเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว ขณะเดียวกัน ยุโรปยังเดินหน้ามาตรการ CBAM หรือ Carbon Border Adjustment Mechanism ซึ่งเริ่มมีผลเต็มรูปแบบในปี 2026 เพื่อเก็บต้นทุนคาร์บอนจากสินค้านำเข้า เช่น เหล็ก ซีเมนต์ และอะลูมิเนียม

แม้ World Bank จะประเมินว่า CBAM ครอบคลุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพียงประมาณ 0.3% ของโลก แต่ผลกระทบทางเศรษฐกิจกลับกว้างกว่าตัวเลขนั้นมาก เพราะ CBAM กำลังเปลี่ยน "กติกาการค้าโลก"

ประเทศที่ส่งออกสินค้าไปยุโรปจำนวนมากเริ่มตระหนักว่า หากไม่มีระบบจัดการคาร์บอนของตนเอง อุตสาหกรรมภายในประเทศอาจสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว

หลายประเทศจึงเริ่มเร่งออกกฎหมายและนโยบายด้านคาร์บอนของตัวเอง อย่าง ญี่ปุ่นเริ่มใช้ GX-ETS อย่างเป็นทางการในปี 2026 ครอบคลุมบริษัทมากกว่า 700 บริษัท และมากกว่าครึ่งหนึ่งของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งประเทศ โดยรัฐบาลญี่ปุ่นพยายามออกแบบระบบให้เป็น "เครื่องมือยกระดับเศรษฐกิจ" มากกว่า "เครื่องมือสร้างภาระ"

รายได้จากระบบดังกล่าวจะถูกนำไปสนับสนุนกองทุนเปลี่ยนผ่านพลังงาน เทคโนโลยีสะอาด และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

สิงคโปร์เองก็เร่งขึ้น Carbon Tax และกำลังวางตัวเองเป็นศูนย์กลาง Green Finance และ Carbon Services ของเอเชีย ขณะที่จีนกำลังขยาย ETS ที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่างต่อเนื่อง

แต่สิ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กัน คือ "Carbon Credit" ก็กำลังเปลี่ยนสถานะเช่นกัน

ในอดีต Carbon Credit อาจถูกมองเป็นเพียง "ใบรับรองลดคาร์บอน" หรือเครื่องมือ CSR ของบริษัทขนาดใหญ่ แต่วันนี้ Carbon Credit กำลังกลายเป็น สินทรัพย์ทางเศรษฐกิจ เครื่องมือ Compliance สินทรัพย์ทางการเงิน และในบางกรณี อาจกลายเป็น "สินทรัพย์เชิงยุทธศาสตร์" ของประเทศ

World Bank ระบุว่า Carbon Credit ที่ผ่านเกณฑ์ของ CORSIA ซึ่งเป็นระบบลดคาร์บอนของอุตสาหกรรมการบินระหว่างประเทศ มีราคาซื้อขายสูงถึงประมาณ 1522 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน สูงกว่าเครดิตทั่วไปจำนวนมากที่ยังซื้อขายอยู่เพียงประมาณ 1-14 ดอลลาร์ต่อตัน สิ่งนี้สะท้อนว่า โลกกำลังเริ่มให้ "มูลค่า" กับเครดิตที่มีคุณภาพสูงและมีความน่าเชื่อถือมากขึ้นเรื่อย ๆ

ขณะเดียวกัน มูลค่าของ Forward Carbon Credit Agreements หรือข้อตกลงซื้อขายเครดิตล่วงหน้าในปี 2025 สูงถึงประมาณ 12,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นกว่า 3 เท่าจากปีก่อนหน้า ตัวเลขนี้สะท้อนว่า นักลงทุนทั่วโลกกำลัง "เดิมพัน" กับเศรษฐกิจคาร์บอนในอนาคต

ที่สำคัญ ตลาดคาร์บอนยุคใหม่ไม่ได้แข่งขันกันแค่ "มีเครดิตหรือไม่" แต่แข่งขันกันที่ ความน่าเชื่อถือของระบบ Transparency, Governance, ระบบ MRV, มาตรฐานสากล และความสามารถในการเชื่อมกับตลาดโลก

โลกกำลังเปลี่ยนจาก "Quantity Market" ไปสู่ "Quality Market" คำถามสำคัญคือ แล้วประเทศไทยอยู่ตรงไหนในเกมนี้

ปัจจุบันไทยกำลังเดินหน้า Climate Change Bill และเริ่มศึกษาแนวทาง Carbon Tax และ ETS มากขึ้น ขณะเดียวกัน ภาคธุรกิจไทยจำนวนมากกำลังถูกกดดันจาก Supply Chain ระดับโลก นักลงทุน และคู่ค้าต่างประเทศ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรม เหล็ก ยานยนต์ พลังงาน อิเล็กทรอนิกส์ EV Supply Chain, Data Center และอุตสาหกรรมส่งออก

ในอนาคต การแข่งขันอาจไม่ได้อยู่แค่เรื่องค่าแรงหรือค่าไฟอีกต่อไป แต่รวมถึงคำถามว่า "ธุรกิจของคุณปล่อยคาร์บอนเท่าไร"

แต่ในอีกด้านหนึ่ง นี่อาจเป็นโอกาสครั้งสำคัญของไทยเช่นกัน ประเทศไทยมีศักยภาพสูงทั้งด้านพลังงานหมุนเวียน ภาคเกษตร ป่าไม้ การจัดการของเสีย และ Bio-Circular-Green Economy อีกทั้งยังมีโอกาสเชื่อมต่อกับตลาดคาร์บอนระหว่างประเทศผ่านกลไกต่างๆ ภายใต้ Paris Agreement

หากออกแบบนโยบายได้ดี ไทยอาจไม่ได้เป็นเพียง "ผู้ตาม" ในโลกเศรษฐกิจคาร์บอน แต่มีโอกาสกลายเป็น Regional Carbon Hub ของอาเซียนได้เช่นกัน

ท้ายที่สุด โลกกำลังเข้าสู่ยุคที่ "คาร์บอน" มีมูลค่าทางเศรษฐกิจอย่างแท้จริง และในอนาคต ประเทศที่สามารถบริหาร "ต้นทุนคาร์บอน" และ "สินทรัพย์คาร์บอน" ได้ดีกว่า อาจไม่ได้เป็นเพียงประเทศที่ปล่อยคาร์บอนต่ำกว่า แต่คือประเทศที่แข่งขันทางเศรษฐกิจได้ดีกว่าด้วยเช่นกัน

ดุษดี ดุษฎีพาณิชย์

ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย ESG การค้าการลงทุน และอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ


แท็ก โลกร้อน   tat  

เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ