ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ภายใต้การอำนวยการ พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร./ผอ.ศปอส.ตร. และ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร./รอง ผอ.ศปอส.ตร. สั่งการให้ ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กองบังคับการปฏิบัติการพิเศษ (บก.ปพ.) ร่วมกับ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง โดย กองกำกับการสืบสวนสอบสวน (บก.สส.) และเจ้าหน้าที่ตำรวจศูนย์ ACSC ร่วมกันควบคุมตัว
พฤติการณ์ คือ ศูนย์ ACSC ได้ดำเนินการตามนโยบายสำคัญทางรัฐบาลในการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมฉ้อโกงออนไลน์คนร้ายข้ามชาติ ซึ่งในระหว่างวันที่ 26-28 พ.ค.69 ได้ร่วมกับกระทรวงยุติธรรมสหรัฐอเมริกา และหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายจาก 11 ประเทศ จัดปฏิบัติการ 3rd Joint Surge Week เพื่อสกัดกั้นเครือข่ายมิจฉาชีพออนไลน์ที่ดำเนินการอยู่ทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
จากปฏิบัติการดังกล่าว ทางศูนย์ ACSC ได้รับการประสานจากสถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่น ในการติดตามขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติที่สร้างความเสียหายให้ประเทศญี่ปุ่นมหาศาล จากการสืบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจญี่ปุ่นทราบว่า องค์กรยากูซ่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ที่มีฐานปฏิบัติการในกัมพูชา ภายใต้การสั่งการของ นายทาคาฟุมิฯ
โดยแก๊งนี้ ใช้วิธีหลอกลวงผ่านทางโทรศัพท์ ถึง 3 ชั้น เริ่มจากการใช้เสียงอัตโนมัติโทรศัพท์ทางไกล แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่จากบริษัทโทรคมนาคม NTT แจ้งเตือนว่าสายโทรศัพท์ของเหยื่อกำลังจะถูกตัดสัญญาณ และให้กดหมายเลข 1 หากต้องการติดต่อเจ้าหน้าที่ เมื่อเหยื่อหลงเชื่อกดหมายเลขดังกล่าว ระบบจะโอนสายให้ทีมแนวหน้าหลอกถามข้อมูลส่วนตัวของเหยื่อ จากนั้นจะส่งต่อให้ทีมที่สองและสาม สวมรอยเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจและสำนักงานอัยการเขต ข่มขู่ว่าเหยื่อพัวพันกับยากูซ่าและบังคับให้โอนเงินเพื่อตรวจสอบความบริสุทธิ์
จากการสืบสวนขบวนการดังกล่าวยังมีพฤติการณ์ล่อลวงคนจากญี่ปุ่นด้วยโปรไฟล์รับสมัครงานปลอม ก่อนบังคับจับขึ้นเครื่องบินไปลงที่พนมเปญ เพื่อกักขังและบังคับให้เป็นพนักงานคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งเครือข่ายนี้ก่อเหตุมาแล้วไม่ต่ำกว่า 40 คดีในปี 2024 กวาดเงินไปกว่า 1,000 ล้านเยน หรือกว่า 200 ล้านบาทไทย
และเมื่อวันที่ 7 มิ.ย.69 เวลาประมาณ 18.30 น. เจ้าหน้าที่ศูนย์ ACSC ร่วมกับ ศูนย์ปราบปรามคนร้ายข้ามชาติและเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย และ CIB ได้รับประสานข้อมูล ว่านายทาคาฟุมิฯ บุคคลรายดังกล่าวได้ใช้ประเทศไทยเป็นสถานที่ซ่อนตัวเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกดำเนินคดีของประเทศญี่ปุ่น เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนทำงานแข่งกับเวลา สืบสวนแกะรอยพบว่า นายทาคาฟุมิฯ เตรียมใช้ไทยเป็นทางผ่านเพื่อหลบหนี โดยจองตั๋วสายการบินมุ่งหน้าสู่ไปยังประเทศที่สาม
ทันทีที่ทราบข้อมูลดังกล่าว เจ้าหน้าที่ชุดจับกุม ตำรวจ CIB โดย กองบังคับการปฏิบัติการพิเศษ และสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง โดย กก.2 บก.สส.สตม. จึงเดินทางเข้าพื้นที่สนามบินสุวรรณภูมิ วางกำลังแฝงตัวนักท่องเที่ยว กระทั่งพบ นายทาคาฟุมิฯ เดินทางเข้ามาบริเวณเคาน์เตอร์เช็กอิน นาทีสุดท้ายก่อนเคาน์เตอร์เช็กอินปิด เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงเข้าแสดงตัว พร้อมแจ้งเพิกถอนสิทธิการพำนักในราชอาณาจักรและเข้าควบคุมตัวนำส่งห้องกัก กก.3 บก.สส.สตม. เพื่อเตรียมผลักดันกลับไปรับโทษตามกฎหมายที่ประเทศญี่ปุ่นต่อไป
ศูนย์ ACSC ขอเตือนภัยให้ระมัดระวังประกาศรับสมัครงานผ่านช่องทางออนไลน์ที่อ้างว่าไปทำงานในต่างประเทศ (โดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้าน) โดยเสนอเงื่อนไข "รายได้สูง งานสบาย เดินทางฟรี" พฤติการณ์เหล่านี้คือจุดเริ่มต้นของกระบวนการค้ามนุษย์ข้ามชาติ เมื่อท่านหลงเชื่อและเดินทางไปถึง จะถูกยึดหนังสือเดินทาง ถูกกักขัง ทำร้ายร่างกายและบังคับขู่เข็ญให้ทำงานเป็นพนักงานโทรศัพท์หลอกลวง หากพบโฆษณาชวนเชื่อลักษณะนี้ ขอให้ตรวจสอบกับกรมการจัดหางานกระทรวงแรงงาน ก่อนตัดสินใจทุกครั้ง
และหากท่านได้รับสายโทรศัพท์ที่เป็นระบบเสียงอัตโนมัติ หรือบุคคลที่แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ อัยการ หรือพนักงานบริษัทโทรคมนาคม โดยมีพฤติการณ์ข่มขู่ว่าบัญชีของท่านพัวพันกับอาชญากรรม ยาเสพติด หรือกลุ่มอิทธิพลมืด และบังคับให้ "โอนเงินเพื่อตรวจสอบความบริสุทธิ์" ขอให้ท่านตั้งสติและ "ตัดสายทิ้งทันที" เพราะหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายของไทยไม่มีนโยบายโทรศัพท์ไปข่มขู่ หรือให้ประชาชนโอนเงินเข้าบัญชีส่วนตัวเพื่อตรวจสอบในทุกกรณี