กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเวที TH-AI Passport Forum ระดมรับฟัง และแลกเปลี่ยนความคิดเห็น โครงการ TH-AI Passport โดยโครงการดังกล่าววางงบประมาณไว้ที่ 1,600 ล้านบาท เพื่อนำ AI มาแจกให้ประชาชนได้ใช้ฟรี จำนวน 5 ล้านสิทธิ โดยมีนายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) พร้อมด้วย น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย รมช.ดีอี, นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รมช.มหาดไทย (มท.) และ น.ส.การดี เลียวไพโรจน์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เข้าร่วม
ภายในงานได้มีการตั้งเวทีชี้แจงตอบข้อสงสัยของประชาชน โดยนายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดีอี, นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ โฆษกกระทรวงดีอี รวมถึงตัวแทนจากผู้รับจ้าง และตัวแทนจากไมโครซอฟท์

ขณะเดียวกัน มีการจัดกิจกรรมระดมความคิดเห็น นักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี จากภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา ประชาชนทั่วไป และผู้ที่สนใจ เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง และแนวทางการพัฒนา เพื่อรวบรวมข้อมูลนำมาปรับปรุงและขยายผลในโครงการฯ รวมทั้งมีข้อเสนอแนะ อาทิ ความกังวลเรื่องข้อมูลส่วนบุคคล ความคุ้มค่าของโครงการ การตั้งคำถามในกระบวนการต่าง ๆ ของโครงการฯ รวมถึงข้อเสนอเพิ่มการสอนการใช้งาน เป็นต้น
นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดดีอี เปิดเผยแนวทางการดำเนินโครงการส่งเสริมการใช้บริการ AI สำหรับประชาชน ภายหลังเปิดเวทีรับฟังความเห็นว่า จากข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะที่ได้รับมา มีข้อคิดเห็นที่ดี ๆ มาก อย่างไรก็ดี ตอนนี้มีทางเลือก 2 แนวสองทาง คือ

1. เดินต่อกับนำข้อเสนอปรับปรุงให้สมบูรณ์ที่สุด
2. ยกเลิกโครงการฯ ไปเลย ซึ่งจะต้องมีการตกลงกับคู่สัญญาว่าจะเรียกร้องค่าเสียหายอย่างไร หรือไม่
"การยกเลิกไปเลยนั้น ง่ายที่สุดอยู่แล้ว ซึ่งถ้าโครงการนี้ยกเลิกไปแล้ว เชื่อว่าจะไม่เกิดโครงการในลักษณะนี้อีกในรัฐบาลไหน" นายพชร กล่าวทั้งนี้ โจทย์สำคัญที่ได้รับมอบหมาย คือทำอย่างไรให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อทางราชการ และลดข้อครหาเรื่องความไม่คุ้มค่า จึงนำไปสู่แนวทางการเจรจากับผู้รับสัญญาภายใต้หลักการ "ใช้เท่าไร จ่ายเท่านั้น" หากมีประชาชนเข้ามาใช้งานไม่ถึงเป้าหมาย 5 ล้านคน รัฐก็จะจ่ายเงินตามจำนวนการใช้งานที่เกิดขึ้นจริงเท่านั้น โดยจะมีการจัดทำเอกสารแนบท้ายสัญญา เพื่อแก้ไขเพิ่มเติมในส่วนของหลักเกณฑ์การจ่ายเงินนี้ ซึ่งยืนยันว่าการแก้ไขสัญญาสามารถทำได้ภายใต้กรอบ TOR เดิม หากทั้งสองฝ่ายยอมรับตกลงกันได้

ส่วนในเชิงความคุ้มค่า ส่วนตัวมองว่า เมื่อเปรียบเทียบกับแพ็กเกจของภาคเอกชน ที่มีราคาประมาณ 259-299 บาทต่อเดือน โครงการของรัฐสามารถนำเสนอได้ในราคาเพียงประมาณ 27 บาทต่อคน ในราคาถูกกว่า 10 เท่าโดยประมาณ อีกทั้งยังมีปริมาณและจำนวน AI ให้เลือกใช้งานได้หลากหลายกว่า จึงถือว่ามีความคุ้มค่าในระดับที่ตอบโจทย์ประชาชนได้ดีกว่า
สำหรับเกณฑ์การคัดเลือกผู้ใช้งาน 5 ล้านคน นายพชร กล่าวว่า เบื้องต้นกำหนดไว้ที่ประชาชนที่มีอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป สำหรับเกณฑ์ผู้เข้าร่วมโครงการ TH-AI Passport มีทั้งหมด 5 ล้านคน แบ่งกลุ่มเป้าหมาย 3 กลุ่ม ได้แก่ นักเรียนนักศึกษา, บุคลากรภาครัฐ และประชาชนทั่วไป รวมผู้ประกอบการ SME

โดยใช้หลักการ "ใครมาก่อนได้ก่อน" (First come, first served) นอกจากนี้ ยังมีการตั้งกรรมการขับเคลื่อนคู่ขนานที่ประกอบด้วย ภาครัฐและเอกชน เพื่อบริหารจัดการสิทธิ์ให้ถึงมือคนที่อยากใช้งานจริง ๆ ให้เร็วที่สุด โดยตั้งเป้าว่าจะได้ข้อสรุปการปรับปรุงสัญญาภายในเดือนมิ.ย. นี้ เพื่อให้ทันเปิดใช้งานในวันที่ 1 ก.ค.69
ส่วนประเด็นข้อสงสัยเรื่องกระบวนการประกวดราคา และความเชื่อมโยงกับบริษัทเอกชนบางแห่งนั้น นายพชร ยืนยันว่า ทุกอย่างทำตามขั้นตอนและกฎระเบียบของทางราชการอย่างครบถ้วน และยินดีให้มีการตรวจสอบในทันที ไม่ต้องรอให้ตนเกษียณอายุราชการไปก่อน
ส่วนที่พรรคฝ่ายค้านบอกว่ามีบริษัทน้ำมันมาเกี่ยวข้อง นายพชร กล่าวว่า "ไม่รู้ รู้แต่ผู้ที่ได้รับรายงาน ว่าประมูลได้"
เมื่อถามว่าหากพบการทุจริตในโครงการฯ จะยกเลิกหรือไม่ นายพชร กล่าวว่า "ถ้ามีการทุจริต ผมต้องเลิกอยู่แล้ว"
ส่วนจะยืนยันหรือไม่ว่าการจัดซื้อจัดจ้าง ไม่มีการล็อกสเปคหรือฮั้ว นายพชร กล่าวว่า ไม่สามารถตอบได้ เพราะเขาคงไม่ฮั้วต่อหน้าเรา ต้องดูผลจากการประมูล
"เราสืบค้นราคาจาก 8 ราย ในการแข่งขันเสนอราคามี 2 กลุ่ม กับ 1 ราย โดย 1 กลุ่ม ไม่ได้อยู่ในชุดข้อมูลที่สืบค้นมา แต่ที่เราประมูลได้ คือ บริษัทที่เราไปสืบค้นราคามา ซึ่งเวลาเปิดประมูล เราเปิดเป็นการทั่วไปเป็นสาธารณะ" ปลัดกระทรวงดีอี ระบุส่วนเรื่องงบประมาณสำหรับโฆษณาผ่านจอ 1,500 จอ นายพชร ชี้แจงว่า งบประมาณในส่วนนี้หากจำไม่ผิดอยู่ที่ประมาณ 900,000 บาท สำหรับทั้งโครงการ ซึ่งถือเป็นรายละเอียดเพียงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับกิจกรรมทั้งหมด โดยกิจกรรมในโครงการ ประกอบด้วย การจัดฝึกอบรมและสัมมนาทั่วประเทศ ส่วนการทำประชาสัมพันธ์ (PR) เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่มีทั้งสื่อออนไลน์ ออฟไลน์ และป้ายโฆษณาต่าง ๆ เพื่อให้เข้าถึงประชาชน และกระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้การใช้ AI