พรรคประชาชน (ปชน.) โพสต์เฟซบุ๊ก คลิปวิดีโอเปิดตัว The Professionals ทีมบริหารรัฐบาลประชาชน EP.1 "ได้เวลาคืนความปกติให้กระบวนการยุติธรรมไทย" โดยเป็นคลิปสัมภาษณ์ นายมุนินทร์ พงศาปาน อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นั่งทีมบริหารรัฐบาลประชาชน ด้านปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม
ข้อมูลจากเพจเฟซบุ๊กของ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดเผยประวัติผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.มุนินทร์ พงศาปาน คณบดีคนที่ 22 ของคณะนิติศาสตร์
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.มุนินทร์ พงศาปาน เกิดเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2522 ที่จังหวัดพัทลุง หลังจากสำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาจากโรงเรียน ภ.ป.ร. ราชวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ จังหวัดนครปฐม ได้เข้าศึกษาในระดับชั้นปริญญาตรี ณ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อ พ.ศ. 2541 ต่อมาได้รับรางวัลเรียนดีทุนสัญญา ธรรมศักดิ์ สำหรับนักศึกษากฎหมายชั้นปีที่ 3 ที่มีคะแนนสูงสุด สำเร็จการศึกษานิติศาสตรบัณฑิต เกียรตินิยมอันดับ 1 และมีคะแนนเป็นลำดับที่ 1 ของผู้ที่สำเร็จการศึกษาในปี พ.ศ. 2545 จึงได้รับพระราชทานรางวัลเรียนดีทุนภูมิพลและรางวัลพระยานิติศาสตร์ไพศาล ทันทีหลังจากที่สำเร็จการศึกษาได้เข้าทำงานเป็นทนายความในแผนกว่าคดี (litigation) ของ Clifford Chance (Thailand) ซึ่งเป็นสำนักงานกฎหมายอังกฤษที่เคยฝึกงานในขณะที่เป็นนักศึกษา
ในปี 2546 ได้ลาออกจากสำนักงานทนายความเพื่อเข้าเป็นอาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในช่วงต้นของการปฏิบัติหน้าที่อาจารย์ประจำ ผศ.ดร.มุนินทร์ ได้รับมอบหมายให้เป็นอาจารย์ประจำศูนย์รังสิต ปฏิบัติหน้าที่อาจารย์สัมมนาวิชากฎหมายแพ่ง: หลักทั่วไป (วิชาความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับกฎหมายและระบบกฎหมายในปัจจุบัน) กฎหมายลักษณะนิติกรรมและสัญญา กฎหมายลักษณะหนี้: หลักทั่วไป เอกเทศสัญญา 1 และกฎหมายลักษณะพยาน การทำหน้าที่อาจารย์สัมมนาให้กับนักศึกษากฎหมายปีแรก ทำให้มีโอกาสคลุกคลีกับนักศึกษาและได้พัฒนาแนวทางในการเขียนตอบข้อสอบกฎหมายจนต่อมาได้ตีพิมพ์เป็นหนังสือ "แนวทางในการเขียนตอบข้อสอบกฎหมายสำหรับผู้เริ่มต้นศึกษากฎหมาย" (ตีพิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2550 ปัจจุบันครั้งที่ 13) นอกจากนี้ยังทำหน้าที่เป็นอาจารย์ประจำหอพักนักศึกษาประจำศูนย์รังสิตอีกด้วย
ในปี 2549 เข้าศึกษาระดับปริญญาโท ณ มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ (University of Cambridge) ด้วยทุนพัฒนาอาจารย์ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในปี พ.ศ. 2552 ได้เข้าศึกษา ณ มหาวิทยาลัยเอดินบะระ (University of Edinburgh) เขียนดุษฎีนิพนธ์ในหัวข้อ "The Reception of Foreign Private Law in Thailand: A Case Study of Specific Performance" ภายใต้คำปรึกษาของ Professor J Paul du Plessis และ Professor Laura Macgregor โดยสำเร็จการศึกษาในปี พ.ศ. 2556
นายมุนินทร์ โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า ช่วงที่เป็นนักศึกษากฎหมายจนถึงตอนเป็นอาจารย์สอนกฎหมายใหม่ๆ เคสที่สอนกันในห้องเรียนเป็นปัญหาการใช้การตีความกฎหมายทั่วๆ ไป แต่ไม่ใช่ปัญหาร้ายแรงเกินความสามารถของกระบวนการยุติธรรมไทยในเวลานั้นที่จะจัดการ
แต่ระบบการเมืองและกฎหมายเข้าสู่สภาวะถดถอยภายหลังการรัฐประหารปี 2549 ความกระเหี้ยนกระหือรือที่จะแก้ไขวิกฤตการณ์ทางการเมืองด้วยอำนาจพิเศษและกลไกทางกฎหมายที่พิสดาร รวมถึงความไม่เชื่อมั่นในความเป็น คนเท่ากัน ของคนไทยว่าจะมีความสามารถและเจตจำนงที่จะฝ่าฟันจากวิกฤตการณ์ต่างๆ ได้ ทำให้ระบบกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมที่ปกติของไทยถูกตัดแต่งพันธุกรรมครั้งใหญ่ตั้งแต่รัฐธรรมนูญไปจนถึงระบบกฎหมายที่เกี่ยวข้องจนมีสภาพพิกลพิการมาจนถึงทุกวันนี้ การรัฐประหารปี 2557 และรัฐธรรมนูญ 2560 ซ้ำเติมการเมืองและกฎหมายไทยให้ยิ่งจมดิ่งลงไปในเหวลึก
ตอนเป็นอาจารย์ใหม่ๆ เคยคิดว่าการเมืองกับกฎหมายเป็นเรื่องที่แยกกันได้ ไม่ว่าการเมืองจะดีเลวอย่างไร นักกฎหมายก็ยังสามารถทำหน้าที่ปกติต่อไปได้ หลังจากไปเรียนต่อปริญญาโทและปริญญาเอกที่สหราชอาณาจักรในด้านกฎหมายเปรียบเทียบและประวัติศาสตร์กฎหมาย เขียนวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกที่เกี่ยวกับการรับกฎหมายต่างประเทศ (legal transplation) ก็เริ่มตกผลึกว่า สังคมจะดี ทั้งการเมืองและกฎหมายต้องดีไปด้วยกัน การเมืองที่ดีคือการเมืองที่ประชาชนเป็นใหญ่ ส่วนกฎหมายที่ดีคือกฎเกณฑ์ที่เกิดจากเจตจำนงของประชาชน และนี่เป็นหลักการพื้นฐานของประชาธิปไตยง่ายๆ ที่ใครๆ ก็รู้กัน แต่ถึงเวลานี้คนไทยส่วนใหญ่คงตระหนักเหมือนผมว่า หลักการง่ายๆ เหล่านี้กลายเป็นความเพ้อฝันสำหรับสังคมไทยมากขึ้นทุกขณะ
หลังจากกลับมาจากต่างประเทศเมื่อปี 2556 ทำงานสอนกฎหมายต่อที่ธรรมศาสตร์ ได้รับมอบหมายงานบริหารจัดการหลักสูตรปริญญาตรีกฎหมายเป็นภาษาอังกฤษ ซึ่งในเวลานั้นคนจำนวนมากคิดว่ายากที่จะทำให้สำเร็จ ต่อมาเป็นรองคณบดี และเป็นคณบดีคณะนิติศาสตร์เมื่อปี 2562 เริ่มงานคณบดีได้ไม่กี่เดือนก็ได้รับแต่งตั้งให้เป็นกรรมการสอบข้อเท็จจริงกรณีบอสกระทิงแดง ทำให้ได้รู้เห็นปัญหาของกระบวนการยุติธรรมไทยที่น่าตกใจด้วยตาตัวเอง ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกันสังคมไทยก็เผชิญกับโรคระบาดโควิดและการเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตยของคนรุ่นใหม่ คนส่วนใหญ่ในสังคมคงเห็นไม่ต่างกันว่าถ้าการเมืองดี สังคมไทยคงไม่ต้องสูญเสียขนาดนั้น ถ้าบ้านเมืองเป็นประชาธิปไตยและมีความหวัง คงไม่มีใครออกมาชุมนุมเรียกร้องกันใหญ่โตขนาดนั้น
หลังรัฐธรรมนูญ 2560 ใช้บังคับ"ผมเฝ้ามองและวิพากษ์วิจารณ์ผลลัพธ์อันพิสดารของรัฐธรรมนูญและหายนะที่เกิดขึ้นกับระบบกฎหมายและกระบวนยุติธรรม เราเห็นการเลือกและปลดนายกรัฐมนตรี การยุบพรรคตัดสิทธินักการเมืองด้วยกลไกทางกฎหมายที่พิสดารไม่เหมือนใครในโลก เพื่อความสงบเรียบร้อยที่ฉาบฉวยซึ่งถูกใช้หลอกล่อผู้คนให้โหวตรับรัฐธรรมนูญ โดยไม่รู้ว่าต้องจ่ายราคาค่าตอบแทนที่สูงลิ่วในเวลาต่อมา"ทั้งหมดนี้คือความอ่อนแออย่างที่สุดของระบบการเมืองและกฎหมาย ซึ่งแน่นอนถึงตอนนี้ แม้แต่ชาวบ้านทั่วไปก็ไม่สามารถพูดได้เต็มปากเต็มคำแล้วว่ามันเป็นแค่ปัญหาของนักการเมืองและนักกฎหมาย ความอ่อนแอของการเมืองและกฎหมายไทยส่งผลกระทบต่อชีวิตของคนทั่วไปที่สามารถรับรู้ได้อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นสภาวะเศรษฐกิจที่ถดถอยและปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นทุกหย่อมหญ้า
หลักการกฎหมายที่สอนในกันในมหาวิทยาลัยไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมากนักตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา แต่ความเป็นจริงของการเมืองและกฎหมายของไทยห่างไกลจากสิ่งที่สอนมากขึ้นทุกขณะ จนทำให้หลักการที่สอนกลายเป็นเพียงความเพ้อฝัน แต่ความเพ้อฝันเหล่านี้เป็นสิ่งที่หล่อเลี้ยงความหวังของคนเป็นอาจารย์ ความหวังที่จะเห็นการเมืองและกฎหมายที่ดีกว่านี้
นายมุนินทร์ ระบุว่า เมื่อได้รับการทาบทามจากพรรคประชาชนให้เข้าร่วมทีมบริหารเพื่อขับเคลื่อนนโยบายด้านกระบวนการยุติธรรม หากพรรคชนะการเลือกตั้งและมีโอกาสจัดตั้งรัฐบาล ผมตัดสินใจตอบตกลงด้วยเหตุผลสามประการ
ประการแรก นโยบายของพรรคโดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับกระบวนกระยุติธรรมสอดคล้องกับหลักการและจุดยืนที่ยึดถือ
ประการที่สอง พรรคมีอุดมการณ์และมีความเชื่อมั่นศรัทธาในหลักการประชาธิปไตยและนิติธรรมอย่างเหนียวแน่น พรรคได้พิสูจน์ให้เห็นเป็นประจักษ์แล้วว่า ไม่ว่าจะถูกทำลายกี่ครั้งก็ยังคงยืนหยัดในหลักการนี้อย่างมั่นคง
และประการสุดท้าย มีครอบครัว มีลูกๆ และมีความฝัน ความฝันที่จะเห็นสังคมไทยดีขึ้น ไม่ใช่แค่สำหรับตัวเอง แต่เป็นสังคมที่ดีสำหรับลูกๆ และสำหรับทุกๆ คน
"ผมไม่ได้อยากเห็นระบบการเมืองและกฎหมายที่พิเศษพิสดารใดๆ แต่อยากเห็นแค่การเมืองที่แสนจะปกติธรรมดาภายใต้ระบอบประชาธิปไตย เป็นการเมืองที่เมื่อเกิดวิกฤตจะสามารถแก้ไขได้ด้วยเจตจำนงของประชาชนไม่ว่าจะโดยตรงหรือผ่านผู้แทนของประชาชน ผมอยากเห็นกระบวนการยุติธรรมที่โปร่งใส เป็นธรรมและเป็นอิสระ ประชาชนที่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมสามารถต่อสู้คดีได้อย่างเป็นธรรม ไม่ต้องหวังพึ่งเส้นสายหรือเงินทองเพื่อให้ได้รับความยุติธรรม ผมและพรรคประชาชนมีความฝันอย่างเดียวกันในเรื่องเหล่านี้
แน่นอน ในฐานะนักกฎหมายผมตระหนักดีว่า การบริหารงานกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมเป็นงานที่ยากที่สุดงานหนึ่งของรัฐบาล เพราะองค์กรในกระบวนการยุติธรรมส่วนใหญ่เป็นองค์กรอิสระที่จัดตั้งขึ้นและมีอำนาจหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ ฝ่ายบริหารเป็นเพียงองค์กรหนึ่งของกระบวนการยุติธรรมเท่านั้น อย่างไรก็ตามฝ่ายบริหารมีความสามารถและทรัพยากรในการทำงานเชิงรุกเพื่อส่งเสริมสิทธิเสรีภาพของประชาชน และในการประสานงานกับฝ่ายนิติบัญญัติและองค์กรในกระบวนการยุติธรรมทั้งหลายเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น
"ผมไม่รู้ว่าพรรคประชาชนจะชนะการเลือกตั้งและมีโอกาสได้จัดตั้งรัฐบาลหรือไม่ แต่ขอแสดงเจตจำนงไว้ ณ ที่นี้ว่าพร้อมที่จะเดินออกจากห้องเรียนที่พร่ำสอนหลักทฤษฎี และร่วมกันขับเคลื่อนให้ความเพ้อฝันเป็นความจริง เพื่อการเมืองที่เป็นประชาธิปไตยและระบบกฎหมายภายใต้หลักนิติธรรม"นายมุนิทร์ ระบุ