พรรคประชาชน (ปชน.) เปิดตัว น.ส.ณัฐยา บุญภักดี ผู้สมัคร สส. บัญชีรายชื่อ ทีมบริหารรัฐบาลประชาชน ด้านเด็ก เยาวชน ครอบครัว และการเรียนรู้
ปัจจุบัน น.ส.ณัฐยา เป็นผู้สมัคร สส. บัญชีรายชื่อของพรรคปชน. เคยผลักดันกฎหมาย เป็น NGO ทำเรื่องสิทธิสตรี ความหลากหลายทางเพศ ให้ความรู้เรื่องเพศศึกษา ไปจนถึงมีโอกาสสัมผัสผู้คนระยะประชิดในทุกช่วงวัยจากการลงพื้นที่จากเหนือจรดใต้ และถูกวางตัวไว้เป็นหนึ่งในทีมบริหารด้านเด็ก เยาวชน ครอบครัว และการเรียนรู้ คนสำคัญ หากพรรคประชาชนได้จัดตั้งรัฐบาล
ประวัติการศึกษา น.ส.ณัฐยา จบปริญญาโท สาขาวิจัยประชากรและอนามัยเจริญพันธุ์ มหาวิทยาลัยมหิดล และปริญญาตรี คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
สำหรับประสบการณ์การทำงาน เคยเป็นผู้อำนวยการอาวุโส สำนักสนับสนุนสุขภาวะเด็ก เยาวชน และครอบครัว สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.), เจ้าหน้าที่บริหารแผนงานเยาวชน กองทุนประชากรแห่งสหประชาชาติ (United Nations Population Fund : UNFPA), ผู้ร่วมก่อตั้งและผู้อำนวยการมูลนิธิสร้างความเข้าใจเรื่องสุขภาพผู้หญิง (สคส.) และเจ้าหน้าที่มูลนิธิผู้หญิง
"ความมั่นคงของมนุษย์ คือการใช้ชีวิตได้โดยไม่ต้องกังวลว่าถ้ามีอะไรผิดแผน เจ็บป่วย อุบัติเหตุ แล้วมันจะพัง ทุกคนต้องมีเวลาคุณภาพ ได้เกิด โต แก่ ตายอย่างมีศักดิ์ศรี" น.ส.ณัฐยา ระบุน.ส.ณัฐยา ระบุว่า ความฝันธรรมดาของคนธรรมดาแบบเรา คือ ทุกเช้าอยากตื่นขึ้นมาทำงานที่ตอบโจทย์ life commitment ส่วนตัว นั่นคือ การร่วมสร้างสรรค์สังคมที่เป็นธรรม เด็ก เยาวชน คนทุกเพศทุกวัย มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างเสมอหน้ากัน
น.ส.ณัฐยา ตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งผู้อำนวยการอาวุโส สำนักสนับสนุนสุขภาวะเด็ก เยาวชน และครอบครัว สสส. ซึ่งทำงานมาร่วม 8 ปี เพื่อก้าวเข้าสู่สนามการเมือง
กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) นับว่าเป็น เดอะแบก อย่างแท้จริงของสังคมไทย เพราะต้องให้การดูแลตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดาจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต แต่กลับถูกมองข้ามมาโดยตลอด ไม่เพียงเรื่องสวัสดิการที่ต้องจัดสรรให้เหมาะกับทุกกลุ่มช่วงวัย ซึ่งเรียกร้องการทำงานแบบบูรณาการ จริง ๆ ในแบบข้ามกระทรวง
ดังนั้น ด้วยความซับซ้อนและหลากหลายของปัญหาสำคัญในผู้คนแต่ละช่วงวัย น.ส.ณัฐยา ชี้ว่า ไม่มีทางที่ภาครัฐจะรับมือไหว การทำให้ภาคประชาชนเข้ามาเป็นหุ้นส่วนในการพัฒนาสังคมร่วมกับรัฐ คือ คำตอบ และที่สำคัญ ต้องปรับโครงสร้างบริหารจัดการใหม่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและไม่สร้างภาระงบประมาณแก่ประเทศมากไปกว่าเดิม
"ถ้ารัฐคือภาคส่วนที่ 1 เอกชนคือภาคส่วนที่ 2 ประชาชนย่อมเป็นภาคส่วนที่ 3 ที่ควรเข้ามาเป็นหุ้นส่วนในการทำงานพัฒนาสังคมร่วมกับรัฐ แล้วเราต้องบริหารงบประมาณแผ่นดินแบบใหม่ด้วย เพื่อให้ภาคส่วนที่ 3 เข้ามาเป็นหุ้นส่วนในการพัฒนาสังคม" น.ส.ณัฐยา ระบุนอกจากผลักดันกฎหมาย อีกเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กันคือมิติเชิงวัฒนธรรม โดยเฉพาะกรณีความหลากหลายทางเพศ ซึ่งสะท้อนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และได้รับอิทธิพลอย่างมากจากการเลี้ยงดู น.ส.ณัฐยา มุ่งมั่นว่าการถอดรื้อ-สร้างใหม่เชิงวัฒนธรรมทำได้ไม่ยาก เพียงต้องมีโอกาสให้ลงมือทำ เส้นทางสู่สวัสดิการตั้งแต่ครรภ์มารดาจวบจนวาระสุดท้ายเริ่มต้นเร็วเท่าไรยิ่งดี และสำหรับประเทศไทยที่กระโจนลงสู่เส้นทางสังคมสูงวัยระดับสุดยอด เกิดน้อย แก่ก่อนรวย ทางออกของปัญหาอาจเป็นการหวนกลับสู่ชุมชน
น.ส.ณัฐยา ระบุว่า จากประสบการณ์การทำงานในสามทศวรรษที่ผ่านมา คือ การพัฒนาเด็ก เยาวชน และครอบครัวอย่างมีคุณภาพจะเกิดขึ้นไม่ได้ หากปราศจาก การเมืองดี เราต้องปฏิรูปโครงสร้างการเมือง กระบวนการกำหนดนโยบาย รวมถึงการปฏิรูปรัฐราชการเพื่อให้ระบบราชการปรับเปลี่ยนตัวเองไปทำงานแบบข้ามภาคส่วนได้ และร่วมมือกับทุกภาคส่วนได้ ซึ่งเป็นนโยบายหลักของพรรคประชาชนด้วยเช่นกัน เราไม่สามารถขับเคลื่อนความฝันได้ด้วยระบบการเมืองและรัฐราชการแบบเดิม ๆ
ในการทำงานของตัวเองในบทบาทใหม่ ไม่ว่าจะเป็น สส.ปาร์ตี้ลิสต์หรือทีมบริหาร จึงมีเรื่องสำคัญที่อยากผลักดันให้สำเร็จอยู่หลายเรื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเพิ่มสวัสดิการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กเล็ก เริ่มตั้งแต่คุณแม่ตั้งครรภ์จนถึงเด็กอายุ 6 ขวบ และสวัสดิการเด็กเล็กจำเป็นจะต้องถ้วนหน้าได้แล้ว เพราะเด็กเกิดน้อยลงเรื่อย ๆ จำเป็นต้องเพิ่มคุณภาพในตัวเด็กตั้งแต่จุดตั้งต้นของชีวิต
นอกจากนั้น จำเป็นต้องผลักดันให้เกิดศูนย์ดูแลเด็กอ่อนที่สอดคล้องกับเวลาเข้าออกงานของผู้เลี้ยงดูหลัก, ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กคุณภาพสูงที่ต้องกระจายอย่างทั่วถึง หมดยุคของศูนย์ต้นแบบคุณภาพดีที่มีไม่กี่แห่ง, ลานเล่นอิสระใกล้บ้านทุกชุมชน เพื่อส่งเสริมความสุขและพัฒนาการของเด็ก สร้างเด็กที่มีสุขภาพกายใจแข็งแรง, แหล่งเรียนรู้ที่หลากหลายตามความสนใจของเด็กและวัยรุ่นที่ควรมีอยู่รอบตัว เพื่อส่งเสริมทักษะในโลกยุคใหม่ และช่วยสร้างฐานที่แข็งแรงของแรงงานทักษะสูงในอนาคต, ศูนย์ครอบครัวเข้มแข็งที่ดำเนินงานโดยภาคประชาสังคมที่เป็นคนของชุมชนในฐานะหุ้นส่วนการพัฒนากับภาครัฐ ซึ่งจะช่วยเพิ่มหลักประกันว่าเด็กและสมาชิกครอบครัวที่มีภาวะเปราะบางจะได้รับการคุ้มครองดูแลไม่ร่วงหล่น, พื้นที่สาธารณะใกล้บ้านเพื่อส่งเสริมการใช้เวลาร่วมกันของสมาชิกในครอบครัว
น.ส.ณัฐยา กล่าวว่า ที่สำคัญ การเพิ่มช่องทางและโอกาสของเด็กและเยาวชนในการมีส่วนร่วมคิดและตัดสินใจเรื่องต่าง ๆ ของชุมชนและสังคม เพื่อฝึกฝนความเป็นพลเมืองที่เข้มแข็งและลดช่องว่างความไม่เข้าใจระหว่างรุ่น โจทย์สำคัญคือทำอย่างไรให้กระบวนการนโยบายมีเด็กและเยาวชนอยู่ในสมการเพิ่มมากขึ้น
สุดท้าย โดยส่วนตัวอยากผลักดันกฎหมายขจัดการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมทุกรูปแบบด้วย เพื่อให้เด็กและคนทุกคนสามารถใช้ชีวิตได้อย่างสมศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์