เลือกตั้ง'69: หอการค้าฯ ถก ปชป.เสนอ 6 วาระด่วนแห่งชาติ หนุนศก.โปร่งใส-ต้านคอร์รัปชัน-สร้างเชื่อมั่นนลท.

ข่าวการเมือง Monday January 12, 2026 17:57 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

เลือกตั้ง'69: หอการค้าฯ ถก ปชป.เสนอ 6 วาระด่วนแห่งชาติ หนุนศก.โปร่งใส-ต้านคอร์รัปชัน-สร้างเชื่อมั่นนลท.

นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ให้การต้อนรับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) และคณะกรรมการบริหารพรรคฯ ในโอกาสเข้าพบหารือ เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองด้านนโยบายเศรษฐกิจ การเมือง และแนวทางการขับเคลื่อนประเทศ โดยมีเป้าหมายเพื่อสะท้อนข้อเสนอจากภาคเอกชน และสร้างความร่วมมือเชิงนโยบายระหว่างภาคการเมืองกับภาคธุรกิจ ก่อนการเลือกตั้งทั่วไปที่จะมีขึ้นในวันที่ 8 ก.พ.นี้

นายพจน์ เปิดเผยว่า ประเทศไทยปี 2569 กำลังเผชิญช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และโครงสร้างการแข่งขัน ภายใต้บริบทเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการเร่งเข้าสู่เศรษฐกิจดิจิทัล ขณะที่ภายในประเทศ ยังมีข้อจำกัดเชิงโครงสร้างที่สะสมมาอย่างยาวนาน ทั้งด้านขีดความสามารถในการแข่งขัน ระบบราชการ คุณภาพแรงงาน หนี้ครัวเรือน และความเหลื่อมล้ำเชิงพื้นที่

เลือกตั้ง'69: หอการค้าฯ ถก ปชป.เสนอ 6 วาระด่วนแห่งชาติ หนุนศก.โปร่งใส-ต้านคอร์รัปชัน-สร้างเชื่อมั่นนลท.

โดยหอการค้าไทย เห็นว่า ความท้าทายหลักของประเทศไทยในระยะต่อไป ไม่ใช่การขาดแคลนนโยบายหรือแนวคิดใหม่ แต่คือความสามารถในการ "แปลงนโยบายสู่การปฏิบัติจริง" อย่างต่อเนื่อง เป็นระบบ และสามารถตรวจสอบผลลัพธ์ได้ โดยเฉพาะในช่วงหลังการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการกำหนดทิศทางประเทศ

ประธานกรรมการหอการค้าไทย ได้นำเสนอ 6 ปัญหาวาระแห่งชาติเร่งด่วน ที่ภาคเอกชนเห็นว่าควรได้รับการแก้ไขอย่างเป็นระบบ ดังนี้

1. การขาดยุทธศาสตร์ชาติที่สามารถดำเนินการได้จริง และต่อเนื่อง

2. การปฏิรูประบบราชการ และการปราบปรามคอร์รัปชันอย่างจริงจัง

เลือกตั้ง'69: หอการค้าฯ ถก ปชป.เสนอ 6 วาระด่วนแห่งชาติ หนุนศก.โปร่งใส-ต้านคอร์รัปชัน-สร้างเชื่อมั่นนลท.

3. โครงสร้างการบริหารประเทศที่ยังขาดการบูรณาการ

4. การปฏิรูปภาคเกษตรอย่างเป็นระบบ

5. การจัดทำแผนรับมือภัยพิบัติในระดับชาติ

6. การเสริมสร้างกลไกความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน ที่มีอำนาจในการขับเคลื่อนเชิงนโยบายอย่างแท้จริง

นอกจากนี้ ยังย้ำถึงความสำคัญของการขับเคลื่อนประเทศไทย บนพื้นฐานของความโปร่งใส ธรรมาภิบาล และการแข่งขันที่เป็นธรรม โดยเห็นว่าการต่อต้านคอร์รัปชันอย่างจริงจัง เป็นเงื่อนไขสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน ภาคธุรกิจ และประชาชน ทั้งในและต่างประเทศ พร้อมสนับสนุนการปฏิรูประบบราชการ การลดขั้นตอนและกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการประกอบธุรกิจ ตลอดจนการกำหนดนโยบายที่มีความต่อเนื่อง ตรวจสอบได้ และยึดข้อมูลเชิงประจักษ์เป็นฐาน เพื่อเสริมสร้างสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่เอื้อต่อการเติบโตอย่างยั่งยืน

ด้านนายอภิสิทธิ์ ระบุว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งปฏิรูปเชิงโครงสร้าง เพื่อรับมือความท้าทายทางเศรษฐกิจและการเมืองในระยะยาว โดยพรรคได้เสนอ 7 แนวทางสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ คือ

1. การปฏิรูประบบราชการ โดยให้รัฐทำหน้าที่เป็นผู้เอื้ออำนวย (Enabler) ลดขั้นตอนที่เป็นอุปสรรค และเพิ่มประสิทธิภาพการบริการประชาชน

2. การจัดการสินทรัพย์ภาครัฐอย่างโปร่งใส และเกิดประโยชน์สูงสุด

3. ปฏิรูปภาคการเกษตร โดยยกระดับการผลิต เพิ่มมูลค่าด้วยเทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อสร้างรายได้ที่มั่นคงให้เกษตรกร

4. เร่งการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสีเขียว และเศรษฐกิจดิจิทัล ซึ่งจะเป็นฐานใหม่ของการเติบโต

5. สร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ ผ่านความร่วมมือกับภาคเอกชน

6. การเร่งเจรจาการค้าเสรี (FTA) และการผลักดันไทยสู่การเป็นสมาชิก OECD เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

7. การเมืองที่สุจริต โปร่งใส และการต่อต้านคอร์รัปชัน และสกัดทุนเทาอย่างจริงจัง


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ