นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวว่า คณะกรรมการตรวจสอบนโยบายที่ต้องใช้จ่ายเงินของพรรคการเมืองที่ใช้ในการประกาศโฆษณาหาเสียงเลือกตั้งจาก 51 พรรค และเหลืออีก 17 พรรคที่ยังต้องส่งเพิ่มเติม คาดว่าจะเสร็จภายในสิ้นเดือนนี้ และจะเผยแพร่ให้กับประชาชนได้รับทราบ ทั้งส่วนที่เป็นนโยบายของพรรค และข้อสังเกตของคณะกรรมการตรวจสอบฯ ที่ได้ขอให้เขียนข้อสังเกตให้ประชาชนเข้าใจได้ง่ายๆ
สำหรับนโยบายที่แต่ละพรรคส่งมา มีทั้งที่ทำได้ และบางโครงการ กรรมการรู้สึกว่าเป็นไปไม่ได้เลย แต่ กกต.ไม่ได้มีอำนาจที่จะไปยกเลิก เพียงแต่เป็นข้อสังเกตเท่านั้น ซึ่งจากการประชุมในครั้งที่แล้ว ได้แจ้งไปยังทุกพรรคให้ระบุ หรือชี้แจงที่มาของเงิน ส่วนเรื่องคุ้มค่าหรือมีความเสี่ยงเราจะเป็นคนพิจารณาเอง
ส่วนที่มาของเงิน อยากให้พรรคจำแนกและชี้แจงให้ได้ว่ามาจากไหน ทั้งจะมาจากงบประมาณ หรือเงินกองทุน และยอมรับว่าข้อสังเกตที่ กกต.จะเผยแพร่มีผลต่อการตัดสินใจลงคะแนนของประชาชนแน่นอน
ส่วนกรณีที่นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ผู้สมัคร สส. พรรคพลังประชารัฐ ยื่นเรื่องขอให้ กกต. ตรวจสอบนโยบายหาเสียงของ นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ ผู้สมัคร สส.และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคทางเลือกใหม่ ที่เสนอให้ผู้หญิงสามารถมีสามีได้ 4 คน โดยอ้างอิงคล้ายกฎหมายอิสลาม ว่า ตนมองว่าประชาชนมีความฉลาดเลือก ซึ่ง กกต.ได้พิจารณาในเรื่องนี้ และได้ตั้งข้อสังเกตไว้บ้างแล้ว แต่ก็เป็นสิทธิของนายเรืองไกรที่จะร้องเรียนได้ กกต.ก็รับทุกเรื่อง ส่วนจะเข้าข่ายผิดกฎหมายหรือไม่นั้น จะต้องมาพิจารณา
สำหรับนโยบายดังกล่าว จะขัดต่อศีลธรรมอันดีของประชาชนหรือไม่ ยังไม่สามารถวินิจฉัยหรือตัดสินใจได้ในขณะนี้ เพราะต้องดูความเป็นไปได้ตามกฎหมายควบคู่กับลักษณะของสังคมไทยด้วย ซึ่งสุดท้ายก็ขึ้นอยู่กับประชาชน ว่าจะเห็นว่านโยบายดังกล่าวจูงใจให้ลงคะแนนเสียงหรือไม่ หากเป็นนโยบายที่ผิดกฎหมาย ก็ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้
"เราต้องไปดูในรายละเอียด เพราะผู้เสนอนโยบายกับพรรคการเมือง อาจเป็นคนละคนกัน จึงต้องตรวจสอบว่าพรรคการเมืองนั้นเสนอนโยบายอย่างไร" นายแสวง กล่าวข้อเสนอของนายมงคลกิตติ์ จะเข้าข่ายหลอกลวงหรือไม่ ก็ต้องดูว่าพรรคเสนอนโยบายหรือไม่ ทั้งนี้นโยบายที่เป็นไปไม่ได้ หรือหลอกลวงหรือไม่จะต้องดูองค์ประกอบอื่นด้วย